ตรรกะ01-การเจาะจงสร้างคำอธิบายขึ้นมาเป็นเงื่อนไข

การเจาะจงสร้างคำอธิบายขึ้นมาเป็นเงื่อนไข

ชารีฟ วงศเสงี่ยม

หนึ่งในความผิดพลาดในการใช้เหตุผลก็คือ  การเจาะจงสร้างเป็นเงื่อนไขขึ้นมา ( หรือ สร้างคำอธิบายขึ้นมาเอง ) เพื่อที่จะอธิบายสาเหตุของเหตุการณ์หนึ่ง         ( หรือ ความเป็นจริงที่ปรากฎขึ้น ที่เห็นได้เป็นรูปธรรม) ที่เกิดขึ้น  (หรืออาจจะด้วยการทึกทักสาเหตุขึ้นมาเองเป็นเงื่อนไข)  ทั้งๆที่ไม่ใช่เงื่อนไขหรือคำอธิบายถึงสาเหตุที่แท้จริง  ที่ทำเช่นนนี้ก็เพื่อให้รองรับหรือสอดคล้องกับจุดยืนของตนเอง  เช่น นาย ก. ชวนนาย ข. ไปเล่นฟุตบอล แต่นาย ก. ปฎิเสธไม่ไป แต่ก็ไม่ได้บอกสาเหตุว่าเพราะอะไร  นาย ก. ก็เลยสรุปทึกทักเอาเองว่า สาเหตุที่นาย ข. ไม่ไป ก็เป็นเพราะ นาย ข. ต้องการอ่านหนังสือ เพราะตอนไปชวน นาย ข. กำลังอ่านหนังสืออยู่   จริงอยู่ นาย ข. กำลังอ่านหนังสืออยู่ตอนที่นาย ก. ไปชวนนาย  ข. เล่นฟุตบอล  แต่นั่นไม่ได้เป็นเงื่อนไข หรือ ไม่จำเป็นเลยว่า สาเหตุที่ไม่ไปเพราะ นาย ข. ต้องการอ่านหนังสือ เป็นไปได้ว่า นาย ข. อาจจะมีนัด แต่ยังไม่ถึงเวลานัดที่จะต้องไปตามนัด จึงใช้เวลาอ่านหนังสือไปพรางๆ  หรือ เป็นไปได้เช่นกันว่า นาย ข.  เจ็บขา แต่นาย ก. ไม่รู้เอง เพราะอาการปวดขามันไม่ได้ปรากฎชัดเป็นรูปธรรมออกมาให้นาย ก. เห็น   

 

หรือในกรณีของชีอะฮฺ เราจะเห็นได้ว่าชีอะฮฺหลายๆคนมักผิดพลาดในการใช้เหตุผลเช่นที่กล่าวมานี้ เช่น เมื่อฝ่ายอะฮฺลุซซุนนะฮฺถามในเรื่องเหตุการที่ท่านนบีป่วยและร้องขอให้ไปนำกระดาษมาเพื่อที่จะได้จดบันทึกสิ่งที่ท่านต้องการ ว่า ‘ เหลือเวลาอีกตั้งสามวันกว่าท่านนบีจะเสียชีวิต ถ้าท่านนบีต้องการจะให้มีการจดบันทึกอะไรบางอย่างจริงๆ แล้วทำไมท่านนบีจึงไม่เรียกให้ใครคนใดคนหนึ่งมาบันทึกในสิ่งที่ท่านต้องการให้บันทึก ทั้งๆที่ท่านก็อาการดีขึ้นแล้วจากการป่วยไข้ ’ ฝ่ายชีอะฮฺก็จะให้คำตอบว่า ‘ ที่ท่านนบีไม่ได้เรียกให้ใครมาบันทึกสิ่งที่ท่านต้องการให้บันทึกก็เพราะว่า ความปรารถนาดีของท่านนบีได้ถูกปฎิเสธไปเรียบร้อบแล้ว’ หรือ บางคนอ้างว่า        ‘ ท่านนบีต้องการสอนบทเรียนกับสาวกของท่าน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่บันทึก’ เราจะเห็นได้ว่าข้ออ้างของชีอะฮฺดังกล่าวเป็นการทึกทักเอาเอง และยังอ้างไม่เหมือนกันอีกต่างหาก โดยไม่มีหลักฐานตรงไหนบ่งบอกเลยว่าจะต้องเป็นไปตามข้อกล่าวอ้างทั้งสอง

 

ดังกล่าวนั้นเป็นการโยงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเข้ากับอีกสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างภาพว่าทั้งสองเป็นเงื่อนไขบังคับซึ่งกันและกัน ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งเข้ามาบ่งชี้เลยว่าเป็นเช่นที่กล่าวอ้างมา หรือไม่มีอะไรที่จะบ่งบอกเพื่อให้สามารถเข้าในได้โดยปริยายว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น 

 

ส่วนในกรณีของชีอะฮฺนั้นมีสองส่วนอยู่ กล่าวคือ 1. สิ่งที่เป็นการทึกทักเอาเอง เพื่อใช้สิ่งนั้นเป็นเงื่อนไขหรือเพื่อบอกสาเหตุ  อีกสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือ  2. สิ่งที่ความจริงที่ได้เกิดขึ้น (คือการที่ท่านนบีไม่ได้สั่งให้มีการบันทึกสิ่งใดสามวันก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ทั้งๆที่ท่านฟื้นไข้แล้วและสามารถที่จะกระทำสิ่งนั้นได้แต่ท่านก็ไม่ได้ทำ) ว่ามันเป็นเช่นนี้เพราะอะไร ซึ่งแตกต่างกับตัวอย่างเรื่องนาย ก. ชวนนาย ข. ไปเล่นฟุตอบอล เพราะในตัวอย่างนี้มีสิ่งที่เป็นความจริงทั้งสองส่วนปรากฎอยู่ให้ได้เห็น (คือ 1. การที่นาย ข. ปฎิเสธการเล่นฟุตบอล และ 2. การที่นาย ข. อ่านหนังสือ  )  

 

ในเรื่องของชีอะฮฺตามที่ชีอะฮฺกล่าวอ้างนั้น เราสามารถถามคำถามเพื่อที่จะนำไปสู่ความจริงได้ดังนี้ 1. เป็นหน้าที่ของท่านนบีหรือไม่ที่จะต้องสอนในทุกสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักที่สำคัญ หรือเรื่องปลีกย่อยก็ตาม? 2 . เป็นไปได้ไหม เรื่องที่ถ้าไม่สอนแล้วประชาชาติอิสลามจะตกอยู่ในความหลงผิดกันทั่วหน้า แต่กระนั้นท่านนบีกลับไม่สอนหรือไม่บอกเรื่องนั้นให้ประชาชาติอิสลามได้รับรู้? 3. เป็นเงื่อนไขหรือไม่ว่าถ้าสอนไปแล้ว ถูกปฎิเสธกลับมา ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสอนเรื่องนั้นๆอีก เช่นสอนว่าอย่ากราบไหว้บูชารูปปั้นทั้งหลาย แต่ชาวมักกะฮฺหลายๆคนกลับไม่เชื่อท่านนบี ถามว่าเป็นเหตุผลหรือไม่ว่าให้ท่านนบีไม่ต้องสอนแล้วเพราะว่า ‘ ความปรารถนาดีของท่านนบีได้ถูกปฎิเสธไปเรียบร้อบแล้ว’

 

หมวดหมู่: