บทเพลงเเห่งชิรกฺ (HELL OF SONG)

ภายใต้ขบวนการรับน้องในมหาวิทยาลัย ไม่ว่ามันเกิดจากภาคส่วนใดของสถาบันก็ตาม สิ่งหนึ่งที่อาจหนีไม่พ้น ก็คือ วัฏจักรแห่งสุนทรีศาสตร์ ที่เคลือบแฝงในนามรักสถาบัน หมู่คณะ หรือคลั่งไคล้ในเอกนิยมก็ตา

ประเด็นที่ข้าฯ ขอแลกเปลี่ยนแก่ผู้อ่าน ณ ที่นี้ มีแค่ประเด็นเดียว (เนื่องด้วยการจำกัดพื้นที่กระดาษ ทั้งๆที่มีประเด็นต่างอีกมากมาย เช่น ประเด็นการคลั่งไคล้ในพรรคพวก หรือสถาบัน, อุตริกรรม,การทำร้ายร่างกาย จิตใจ ฯลฯ) ก็คือ ประเด็นเนื้อหาที่ถูกฝังอุดมการณ์ไว้ในบทเพลงต่างๆ ทั้งเป็นบทเพลงประจำมหาวิทยาลัย คณะต่างๆ บทเพลงประจำเอก เพลงอื่นๆที่ส่อเค้าการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ หรือที่เรียกว่า “ชิรก”

การตั้งภาคี (ชิรกฺ) หมายถึง การยกสิ่งใดๆ เป็นภาคีกับอัลลอฮฺผู้สูงส่งทั้งในด้านการสร้างสรรค์ การกราบไหว้ หรือในพระนามและคุณลักษณะของพระองค์ โดยเมื่อมนุษย์เชื่อว่ามีผู้สร้างอื่นร่วมกันอัลลอฮฺ หรือคิดว่าพระองค์มีผู้ช่วย เขาก็เป็นผู้ตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ และผู้ใดเชื่อว่ามีผู้ใดสมควรแก่การกราบไหว้เช่นเดียวกับอัลลอฮฺเขาก็เป็นคนตั้งภาคี และผู้ใดเชื่อว่ามีผู้ใดมีลักษณะเหมือนกับพระองค์ไม่ว่าในด้านสรรพนามหรือคุณลักษณะเขาก็คือคนมุชริก (มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัตตุวัยญิรีย์. ชิรก. หน้า 1)

การกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดชิรก นั้นมีอยู่สามทาง คือ ผ่านการกระทำ, ผ่านทางคำพูด และผ่านทางจิตใจ ซึ่งสิ่งนั้น รวมหมายถึงการสร้างคุณค่าต่อหนึ่งสิ่งใดพร้อมๆกับอัลลอฮฺ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะจับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ก็ตาม และไม่ว่าท่านจะกระทำผ่านช่องไหนก็ตาม มันก็จะเข้าสู่วงจรของชิรกฺทั้งนั้น (โปรดอ่านบทความเรื่อง ลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัย. เขียนโดยชัรฟุดดีน อามีลี)

ผลร้ายที่สุดขั้วของผู้ที่ตกอยู่ในห่วงของชิรกฺนั้น มันหนักหนาสากัญเอามาก เปรียบได้กับว่า ท่านนั้นล้มละลายในสายตาของอัลลอฮฺ ท่านนั้นถูกทอดทิ้งความเมตตาจากพระเจ้าของท่าน และท่านจะเป็นคนเลวที่สุดในสายตาของพระองค์ เพราะอัลลอฮฺทรงตรัสไว้หลายองค์การไว้ว่า

แท้จริง อัลลอฮฺนั้นจะไม่ทรงอภัยโทษสำหรับการกระทำชิริกกับพระองค์และจะทรงอภัยโทษในสิ่งนอกเหนือสิ่งดังกล่าวสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
(อันนิสาอ : 48)

แท้จริงแล้ว เจ้าและผู้ก่อนหน้าเจ้าได้รับคำสั่งว่าหากเจ้าทำชิริกแน่นอนการงานของเจ้าก็ย่อมตกเป็นโมฆะและตัวเจ้าย่อมอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน (อัซซุมัรฺ : 65)

แท้จริง ผู้ใดที่ทำชิริกกับอัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็ได้ห้ามเขาไม่ให้เข้าสรวงสวรรค์และที่พำนักของเขาคือไฟนรก และบรรดาผู้อธรรมนั้นจะไม่มีผู้ช่วยเหลือใดๆ เลย (อัลมาอิดะฮฺ : 72)

ต่อไปนี้ ข้าฯขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นที่ต้องการสื่อให้กับผู้อ่านทุกท่าน 
วัฒนธรรมการร้องเพลงในมหาวิทยาเกิดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในช่วงเริ่มเปิดภาคเรียนใหม่ หรือตลอดภาคการศึกษา สิ่งที่นักศึกษามักจะพบเจอ คือภาพบรรยากาศการซ้อมเพลงประจำมหาวิทยาลัยด้วยกันตามสถานที่ต่างๆที่ผู้จัดกิจกรรมได้จัดเตรียมไว้ การซ้อมเพลงประจำคณะตามแหล่งต่างๆ หรือแม้แต่การป่าวโห่เพลงประจำเอกตามสนามกีฬา ลานหญ้า หรือในคูคลองที่รุ่นพี่ได้ยัดเยียดให้

การร้องเพลงไม่ใช่เพื่อความสะใจของกลุ่มชนกลุ่มใดเพียงอย่างเดียว หากแม้นเนื้อหาภายในเพลงถูกแฝงอุดมการณ์การปฏิเสธพระเจ้า, ความภูมิใจในสถาบันและพวกพ้อง และที่น่าสลดใจมากที่สุดคือความพยายามในการสื่อเพื่อส่อเค้าการตั้งภาคีอย่างเห็นได้ชัด (ทั้งๆที่ผู้ร้องหรือผู้สั่งให้ร้องรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม)

ดั่งที่ปรากฏในท่อนเพลงดังต่อไปนี้ (ซึ่งข้าฯขอยกเพียงไม่กี่ท่อนเท่านั้น ทั้งที่จริงมีมากโข!)
...ผูกพันมั่นเกลียวร่วมสายเลือดเดียวสงขลานครินทร์ได้ร่มเย็นทุกชีวินเพราะพระราชบิดา...
ต่างพ่อต่างแม่ต่างฟ้าและต่างถิ่น แต่ฟ้าตัดสินให้เราได้มาพบกัน...

ข้าฯขอวิเคราะห์และวิพากย์ท่อนเพลงดังกล่าว ดังนี้
1. ท่อนเพลงดังกล่าวเป็นเพลงที่ถูกร้องในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งเนื้อหาเชิงสร้างความผูกผัน รักใคร่ในสถาบัน ส่งเสริมให้จงรักภักดีต่อบุคคลสำคัญของสถาบัน และการให้อำนาจต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกรียงไกร 

2. ท่อนดังกล่าวให้ความหมายเชิงนัยว่า ความรัก ความผูกพันที่เกิดขึ้นในรั้วสถาบันนี้ มาจากความคุ้มครองด้วยบารมีของพระบิดา ซึ่งเป็นการตั้งภาคีอย่างโจ่งแจ้ง และการให้อำนาจต่อฟากฟ้าในการดลบันดาลให้เราได้มาอยู่ คลุกคลีกัน ณ ก๊กแห่งนี้ 

3. การกระทำดังกล่าวเป็นการพาดพิงความสุข ความปลอดภัยที่ได้รับว่าเป็นเพราะผู้อื่น สิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮฺ ทั้งนี้ ความสุขทั้งในโลกนี้และโลกอาคิเราะฮฺล้วนแต่มาจากอัลลอฮฺ หากผู้ใดอ้างว่าสิ่งเหล่านี้ได้มาจากผู้อื่น เขาก็ได้ตกเป็นผู้ปฏิเสธหรือชิริกกับอัลลอฮฺ จงเปลี่ยนตัว เปลี่ยนใจ เปลี่ยนการกระทำใหม่เถิด หรือว่าท่านกำลังปฏิเสธโองการอัลกุรอานที่ว่า
“และทุกความโปรดปรานที่พวกเจ้าได้รับล้วนแต่มาจากอัลลอฮฺ ครั้นเมื่อความทุกข์ร้ายประสบกับพวกเจ้า พวกเจ้าก็จะคร่ำครวญขอความคุ้มครองจากพระองค์” (อัลนะห์ลฺ : 53)

4. ถึงแม้ว่าในระหว่างการร้องเพลง มุสลิมอนุญาตให้ละเว้นท่อนความที่ข้าฯขีดเส้นข้างล่าง ขอถามหน่อยว่า การที่คุณไม่ให้ร้องด้วยปาก แต่คุณสามารถห้ามใจให้คล้อยตามเพลงได้ไหม

5. แล้วทำไมท่านกำลังทำ กำลังร้องในลักษณะดังกล่าว ทั้งๆที่ท่านสามารถหลีกห่างจากสิ่งนั้นได้ เพียงแค่ท่านยอมแลกกับบางประการ เพื่อได้มาซึ่งสิ่งล้ำค่ากว่า
หรือท่านกำลังจะบอกว่าเราแค่ร้องเฉยๆ ไม่ได้คิดคล้อยตามเนื้อหานั้นเลย ? (กรุณากลับไปอ่านย่อหน้าที่4ใหม่)

6. หรือคุณจะให้ร้อง...ผูกพันมั่นเกลียวร่วมสายเลือดเดียวสงขลานครินทร์ได้ร่มเย็นทุกชีวินเพราะ… เพราะใครครับ? และ ต่างพ่อต่างแม่ต่างฟ้าและต่างถิ่น แต่...ตัดสินให้เราได้มาพบกัน... แต่ใครจะตัดสินครับ? ชี้แจงมาให้เคลียร์ครับ

7. จะยอมไหมครับถ้า ผมจะเปลี่ยนคำที่ขีดเส้นใต้ เป็นคำว่า อัลลอฮฺ? จะยอมไหม

8. การที่คุณบังคับใครก็ตาม ไม่ว่าด้วยวิธีการโดยตรง การข่มขู่ หรือการบังคับด้วยชั่วโมงกิจกรรมก็ตามคุณจะตอบคำถามอย่างไรกับพระเจ้าของคุณ หรือคุณจะยอมเสียสละตัวคุณไปอยู่ในขุมนรกด้วยการกระทำที่ไม่มีราคาในสายตาของอัลลอฮฺแค่นี้หรือ

9. คุณพร้อมจะยอมแสดงจุดยืน ที่เดิมพันด้วยการเคารพภักดี หรือคุณยอมตกอยู่ในวงจรอุบาทก์ที่พัวพันกับการกระทำที่เลวทรามที่สุด อย่างนั้นหรือ
ทั้งหมดที่ข้าฯ เขียนขึ้น เพราะความหวังดี และตักเตือนทุกคนให้รอดพ้นจากชิรกฺ ขอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ อย่าหลอกตัวเอง อย่าทำร้ายตัวเอง และอย่าให้คนอื่นหลอกได้ด้วย

อย่าทำสิ่งที่ไม่อนุมัติ (ฮะรอม) มาปฏิบัติอย่างบ้าคลั่งเถิดพี่น้อง จงหยุดมัน จงหนีห่างมัน และจงเตาบัตตัวเสียเถิด ก่อนที่ความตายจะมาเยือน
ผู้ใดเสียชีวิตในสภาพที่วิงวอนสิ่งเทิดทูนอื่นนอกจากอัลลอฮฺ เขาย่อมจะต้องเข้านรก” (มุตตะฟัก อะลัยฮฺ บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลข 4497 และมุสลิม หมายเลข 92)

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ น้องเอ๋ยเพียงแค่บอกว่าฉันเป็นมุสลิม, โดยกลุ่มอัซซาบิกูน
เขียนโดย มุตตาฆีน เจ๊ะและ

หมวดหมู่: