การแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภท นิยามและทีมา

เกร็ดความรู้ว่าด้วย :: 
การแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภท นิยามและทีมา

#แอดมินหยิบมาฝากครับ
#อ่านกันน่ะเราเรียนกันตั้งแต่เด็กๆ
#ว่าเตาฮีดแบ่งออกเป็นสามประเภท
#มาอ่านทีมาที่ไปกันหน่อย

ในปลายเดือนพฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้มีโอกาศเดินทางไปยังจังหวัดสตูลเพื่อรับฟังการเสวนาทางวิชาการในเรื่องราวอันเป็นที่ขัดแย้งกันระหว่างสำนักคิดต่างๆในอิสลาม ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่ได้ถูกหยิบยกมาโต้แย้งกันก็คือเรื่องราวของอากีดะฮฺ(หลักยึดมั่น)อิสลามียะฮฺ โดยเฉพาะหลักการศรัทธาในเชิงลึกเกี่ยวกับพระนามและคุณลักษณะของพระองค์อัลลอฮฺศุบฮานะฮุวาตะอาลา

อย่างไรก็ตามในระหว่างการโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนนั้นได้มีการหยิบยกประเภทของเตาฮีด 3 ประการมาโจมตีฝ่ายที่ยึดถือการเรียนรู้ตามการแบ่งประเภทของเตาฮีดในแบบดังกล่าวด้วยข้อหาว่าเป็นบิดอะฮฺ(อุตริกรรมทางความเชื่อ) และที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือได้มีการพูดกันไปต่างๆนานาจากหมู่ผู้คนที่มารับฟังว่าการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประการนั้นคือนวัตรกรรมใหม่ในศาสนาจากฝีมือของท่านอิบนุตัยมียะฮฺหรือเลยเถิดไปกว่านั้นก็คือชัยมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ!!

ในระหว่างที่ได้ยินการบริภาษอย่างเผ็ดร้อนอยู่นั้นข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้สนใจอันใดต่อคำกล่าวเหล่านั้นด้วยเพียงเพราะคิดว่าเขากระทำไปด้วยความ “ไม่รู้” และชาวมุสลิมที่เรียนรู้ศึกษาเตาฮีดในรูปแบบดังกล่าวก็คงรับทราบถึงความเป็นมาของการแบ่งเตาฮีดดังกล่าวด้วยกระมัง แต่ที่ไหนได้เอาเข้าจริงก็ไม่ยักมีชาวซุนนะฮฺคนใดใคร่รู้ว่าต้นที่มาของการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประการนั้นมาจากแหล่งใด???

สิ่งที่ท่านผู้อ่านควรทราบไว้ก่อนในเบื้องต้นก็คือ เตาฮีด 3 ประเภทที่ว่านั้นประกอบไปด้วย 

1) เตาฮีดอัรรุบูบียะฮฺ 
2) เตาฮีดอัลอัสมาอ์วัศศิฟาต 
3) เตาฮีดอัล-อิบาดะฮฺหรืออัล-อุลูฮียะฮฺ 

ในความเป็นจริงแล้วการแบ่งเตาฮีดในรูปแบบดังกล่าวหากจะเข้าข่ายของการอุตริกรรม (บิดอะฮฺ) นั้นก็สามารถที่จะเข้าข่ายดังกล่าวได้หากผู้ที่ยึดการเรียนเตาฮีดแบบนี้เชื่อมั่นว่าการแบ่งเตาฮีดในแบบดังกล่าวคือสิ่งที่เป็นแบบอย่างจากท่านนบี (ศ็อลฯ) หรือวาญิบในการศึกษาชนิดที่ใครไม่เรียนรู้ในรูปแบบนี้ก็ถือว่าหลงผิด เพราะในการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทดังที่เห็นนั้นในทางทฤษฎีแล้วมิใช่เป็นการแบ่งประเภทที่มีแบบอย่างจากท่านนบี ศ็อลฯ แต่อย่างใดหากแต่เป็นการประมวลข้อมูลจากคัมภีร์อัลกุรอานของอุลามาอ์และทำการแบ่งประเภทของเตาฮีดเพื่อความสะดวกในการเรียนรู้และศึกษา 

ดังนั้นหากปราศจากซึ่งความเชื่อในแบบที่กล่าวมาข้างต้นแล้วการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทดังที่กล่าวนี้เพื่อเป้าประสงค์ในการศึกษาก็คงมิอาจจะถือว่าเป็นอุตริกรรมในทางศาสนาแต่อย่างใดไม่หากแต่เป็นเพียงขั้นตอนของการแสวงหากระบวนวิธีเพื่อความเข้าใจศาสนาอันเป็นการกระทำที่ศาสนาอนุมัติให้กระทำได้ ดังเช่น การแบ่งวิชาการต่างๆในอิสลามออกเป็นแขนงต่างๆไม่ว่าจะ วิชาหะดีษ,ตัฟซีรอัลกุรอาน,อุลูมอัลกุรอาน,อากีดะฮฺ,ฟิกฮฺ,ชะรีอะฮฺ,และตะเซาวุฟ การแบ่งประเภทวิชาการเหล่านี้ล้วนไม่มีแบบอย่างจากท่านนบี ศ็อลฯและบรรดาซอฮาบะฮฺแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามก็เป็นที่ทราบกันดีว่าการแบ่งสาขาวิชาในแบบดังกล่าวก็เพียงเพื่อความเข้าใจในแก่นแท้ของอิสลามผ่านการเรียนรู้ตามกระบวนวิชาที่ถูกวางไว้ในสาขาเหล่านี้

สมควรที่จะกล่าวในที่นี้ว่าชาวซุนนะฮฺนั้นมิได้ศรัทธายึดมั่นว่าการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดและวาญิบในการเรียนรู้เพราะในความเป็นจริงแล้ว ยังมีนักปราชญ์อิสลามบางส่วนได้แบ่งเตาฮีดออกเป็นประเภทที่แตกต่างไปจากข้างต้นนี้ เช่น นักปราชญ์บางท่านได้เพิ่มประเภทเตาฮีดอื่นขึ้นมาเช่น ท่านอิบนุก็อยยิมยิมได้ทำการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 2 ประเภทเท่านั้นคือ 

1) เตาฮีดอัล-อิลมี อัล-คอบารี 
2) เตาฮีดอัล-อิรอฎี อัล-ฏอลาบี 

ซึ่งประเภทของเตาอีดที่แตกต่างกันไปนี้ข้าพเจ้าจะไม่ขอนำมากล่าวในรายละเอียดเพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญของบทความนี้

"ใครแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภท ?"

จากหลักฐานที่เราค้นพบ ปรากฏว่าการแบ่งประเภทของเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทนั้นมีปรากฏอยู่ในหนังสือของ ท่านอิบนุบัฏเฏาะฮฺ อัล-อัคบะรีย์ (304-387) ซึ่งเป็นอุลามาอ์อิสลามในช่วงศตวรรษที่ 4 ของฮิจเราะฮฺศักราช ตามประวัติแล้วท่านคือสานุศิษย์ของท่านอบุลกอซิมอัล-บะฆอวีย์ เคียงคู่กับศิษย์อีกท่านหนึ่งคือ อบูนุอัยมฺ อัล-อัสบะฮะนีย์ อย่างไรก็ตามแต่แม้ว่าท่านอิบนุบัฏเฏาะฮฺจะได้ชื่อว่าเป็นอิมามท่านหนึ่งของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺฯแต่กระนั้นก็ตามท่านมีข้อบกพร่องในเรื่องของความจำอยู่ ทว่าชื่อเสียงของท่านเลื่องลือในด้านของการต่อสู้และตอบโต้กลุ่มนอกรีตต่างๆในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็น ก็อดรียะฮฺ,มุอฺตะสิละฮฺ,คอวาริจญ์,มุรญิอะฮฺและรอฟิเฎาะฮฺชีอะฮฺ 

ท่านอิมามอิบนุบัฏเฏาะฮฺอัล-อัคบารีย์กล่าวไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า الإبانة عن شريعة الفرقة الناجية ในเล่ม ที่ 2 หน้า 172-173 ความว่า

وذلك أن أصل الإيمان بالله الذي يجب على الخلق اعتقاده في إثبات الإيمان به ثلاثة أشياء: أحدها: أن يعتقد العبد ربانيته؛ ليكون بذلك مبايناً لمذهب أهل التعطيل الذين لا يثبتون صانعاً. والثاني: أن يعتقد وحدانيته؛ ليكون بذلك مبايناً لأهل الشرك الذين أقروا بالصانع وأشركوا معه في العبادة غيره. والثالث: أن يعتقده موصوفاً بالصفات التي لا يجوز إلا أن يكون موصوفاً بها من العلم والقدرة والحكمة وسائر ما وصف به نفسه في كتابه.

“และด้วยเหตุนี้นี่คือรากฐานของการศรัทธาในพระองค์อัลลอฮฺซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น(วาญิบ)เหนือสรรพสิ่ง(ทั้งปวง)ในการยืนยันต่อการศรัทธาต่อพระองค์ด้วยกับสิ่งสามประการนี้

ประการแรก : คือการที่บรรดาบ่าวของพระองค์ศรัทธาใน “ร็อบบานียะฮฺ” ของพระองค์(หมายถึงศรัทธาในการเป็นพระเจ้าเหนือมัคลูกทั้งปวงของพระองค์) ดังนั้นด้วยกับสิ่งนี้พระองค์จึงบริสุทธิ์จากแนวทางของผู้ที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระองค์ซึ่งพวกเขาไม่ได้ทำการยืนยันต่อ(การเป็น)ผู้สร้าง(ของพระองค์)

ประการที่สอง : คือการที่เขา(มนุษย์)ศรัทธาในความเป็น “วะฮฺดานียะฮฺ” (ความเป็นเอกะ)ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงบริสุทธิ์จากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีซึ่งทำการยืนยันต่อผู้สร้างแต่ทว่าได้ทำการตั้งภาคีด้วยการเคารพสักการะสิ่งอื่น

ประการที่สาม : คือการที่มนุษย์ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกกล่าวถึงพระองค์ด้วยคุณลักษณะ(ศิฟาต)ซึ่งไม่เป็นที่อนุมัติ(ที่จะพาดพิงพระองค์ถึงด้วยศิฟาตหนึ่งใด)เว้นแต่คุณลักษณะที่ได้ถูกแจกแจงไว้ ดังเช่น อิลมฺ(ความรู้), กุดเราะฮฺ(อำนาจ),ฮิกมะฮฺ(วิทยญาณ) และทั้งปวงจากสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงพระองค์เองในคัมภีร์อัลกุรอาน”

จากหลักฐานข้างต้นเราจะพบว่าการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทตามที่ได้ถูกร่ำเรียนกันอยู่ในปัจจุบันนั้นมิใช่เป็นนวัตกรรมใหม่ทางศาสนาซึ่งถูกอุติรขึ้นโดยกลุ่มคนนอกรีตนอกรอยในเรื่องเตาฮีด(เอกวิทยา)ตามที่ได้มีบางกลุ่มบางพวกได้อ้างไว้แต่อย่างใด และแน่นอนว่าการแบ่งประเภทเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทดังข้างต้นนั้นจะสมบูรณ์พอที่แจกแจงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้มากน้อยเพียงใดนั้นพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่ง

โดยสรุปแล้วการแบ่งประเภทเตาอีดของท่านอิบนุบัฏเฏาะฮฺปราชญ์และอิมามแห่งอะฮฺลุซซุนนะฮฺฯแห่งศตวรรษที่ 4 ของอิสลามนั้นคือการแบ่งเตาฮีดที่ได้ถูกเล่าเรียนกันในวิชาเตาฮีดในยุคสมัยของเราซึ่งประกอบไปด้วยสามส่วนคือ 

1) ร็อบบานียะฮฺ อันหมายถึงการศรัทาต่อการเป็นพระผู้อภิบาลของพระองค์อัลลอฮฺซึ่งเป็นแก่นเนื้อหาเดียวกันกับ เตาฮีดรุบูบียะฮฺ 
2) เตาฮีดวะฮฺดานียะฮฺ อันหมายถึงการไม่กระทำการตั้งภาคีต่อพระองค์ภาคส่วนนี้ผูกพันธ์อยู่กับพฤติกรรมของมนุษย์อันเป็นเนื้อหาเดียวกันกับเตาฮีดอัลอิบาดะฮฺหรืออุลูฮียะฮฺ 
3) คือการศรัทธาต่อคุณลักษณะของพระองค์ที่ได้ถูกระบุไว้ในอัลกุรอานอันไพโรจน์ของพระองค์อันเป็นเนื้อหาเดียวกันกับเตาฮีดอัล-อัสมาอ์วัศศิฟาต

เมื่อเราพิจารณาองค์ประกอบของเตาฮีดทั้งสามส่วนนี้แล้วเราจะพบว่ามันมิใช่เป็นหลักความเชื่อที่นอกรีตนอกรอยหรืออาศัยทฤษฎีทางปรัชญาใดๆมาอธิบายถึงความเป็นเอกะของอัลลอฮฺศุบฮานะฮุวาตะอาลาแต่อย่างใดเลย หากแต่เป็นเกณฑ์การแบ่งที่วางพื้นฐานอยู่บนการกลั่นกรองหลักคำสอนมาจากอัลกุรอานอย่างแท้จริง นอกจากนี้แล้วเราจะพบว่าปราชญ์อิสลามจากสำนักคิดอัล-อะชาอิเราะฮฺบางท่านก็ยอมรับในการภาคส่วนของเตาอีดทั้ง 3 ด้วยเช่นกันดังที่เราพบการเอ่ยถึงเตาฮีดทั้ง 3 ส่วนจากงานเขียนของอุลามาอ์อะชาอิเราะฮฺในยุคต้น

ท่านอัล-กอฎีอบูบักรอัล-บากิลลานี รอฮิมาฮุลลอฮฺ ปราชญ์คนสำคัญของอะชาอิเราะฮฺได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านที่มีชื่อว่า “อัลอินศอฟ” ไว้ว่า

“และการอีมานในอัลลอฮฺตะอาลานั้นประกอบไปด้วยการมอบ(เตาฮีด)ความเป็นเอกะแก่พระองค์ผู้ทรงสูงส่ง และพาดพิงถึงพระองค์ด้วยกับคุณลักษณะของพระองค์ และทำการปฏิเสธว่าพระองค์ทรงมีข้อบกพร่อง(เช่นมัคลูก)อัน(เป็นคุณลักษณะที่)บ่งชี้ถึงสภาวะของสิ่งถูกสร้างซึ่ง(มัคลูก)สามารถที่จะมีคุณลักษณะที่บกพร่องเหล่านี้ได้ และการมอบความเป็นหนึ่งแก่พระองค์นั้นคือการยืนยันว่าพระองค์คือผู้ทรงสรรค์สร้าง,ทรงดำรงอยู่,ทรงเป็นพระเจ้า,ทรงเป็นหนึ่ง,ทรงเป็นผู้ได้รับการเคารพสักการะและไม่มีสิ่งใดที่จะเสมอเหมือนพระองค์เหนือสิ่งที่ได้ถูกเปิดเผยโดยคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า และพระเจ้าของพวกเจ้านั้นทรงเป็นเอกะไม่มีสิ่งใดที่จะมีสิทธิ์ได้รับการเคารพสักการะเว้นแต่พระองค์ผู้ทรงเมตตาผู้ทรงกรุณา (2:163) และคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า ไม่มีสรรพสิ่งใดเสมือนพระองค์และพระองค์ทรงได้ยินและทรงเห็นทุกสิ่ง (42:11)” (หนังสือ อัลอินศอฟ หน้า 22)

จากคำอรรถาธิบายข้างต้นเราจะพบว่าแม้ในการอธิบายถึงเรื่องของเตาฮีด ท่านกอฎีอบูบักรอัลบากิลลานีก็ไม่ได้ไปไกลเกินกว่าองค์ประกอบของเตาฮีดทั้ง 3 ส่วนแต่อย่างใดเลย เพราะจากคำพูดของท่านเราสามารถประมวลได้ว่าอัลลอฮฺนั้นทรงเป็นพระผู้อภิบาลผู้ทรงเอกะคือเป็นพระเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว และพระองค์ทรงไว้ซึ่งคุณลักษณะอันสูงส่งตลอดจนเป็นผู้เดียวที่ทรงสิทธิ์ในการได้รับการเคารพสักการะจากมวลมนุษย์

จากแก่นธรรมแห่งคำสอนเหล่านี้เราขอกล่าวย้ำว่าอัลลอฮฺนั้นทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงเพียงพระองค์เดียวผู้ซึ่งมีคุณลักษณะและพระนามที่เพรียบพร้อมไปด้วยความสมบูรณ์และแตกต่างจากมัคลูกทั้งปวงในด้านความเหมือนและวิธีการ ทั้งยังเป็นเพียงผู้เดียวที่ทรงสิทธิในการได้รับการเคารพสักการะจากมวลมนุษย์

หมวดหมู่: