ตอบโต้ทฤษฏีวิวัฒนาการ ประเด็นที่ 4-6

ประการสำคัญ แห่งการล่มสลายของทฤษฎีวิวัฒนาการ
มุตตาฆีน เจ๊ะและ แปลและเรียบเรียง

ประเด็นที่ 4. กระบวนการเกิด มิวเทชัน (Mutation) สามารถเกิดประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิต

กระบวนการมิวเทชัน (Mutation) เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในสายโซ่ดีเอ็นเอ (ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน และเป็นแหล่งบรรจุข้อมูลคุณลักษณะทั้งหมดของสิ่งมีชีวิต) การเกิดมิวเทชัน (Mutation) นี้มีแหล่งกำเนิดจากแรงกระตุ้นของกัมมันตภาพรังสีหรือสารเคมีที่อยู่ภายนอกร่างกายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งมันไม่สามารถสร้างประโยชน์ใดๆเลยแก่สิ่งมีชีวิตหรือเกิดสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ได้เลย เช่น เกิดเป็นปีกของนก ปอดของปลา เป็นต้น เว้นแต่การเกิดมิวเทชันได้คร่าชีวิตมวลชีวินหรือทำให้เกิดพิกลพิการต่อสิ่งมีชีวิตได้ ข้ออ้างที่ว่า การเกิดมิวเทชันสามารถเกิดสายพันธุ์ที่สมบูรณ์กว่าหรือสร้างคุณประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตนั้น เปรียบได้กับการพูดว่า ผลจากการเกิดแผ่นดินไหวสามารถปรับปรุงสร้างถนนหนทาง ตึกราบ้านช่องให้ดูทันสมัย ละเป็นระเบียบ หรือไม่ก็ เมื่อเรานำค้อนมาทุบคอมพิวเตอร์จนแหลก มันสามารถทำให้เกิดระบบปฏิบัติการที่ทันสมัยและสลับซับซ้อนขึ้นได้ ตัวอย่างดังกล่าวนี้ท่านคิดว่า มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงๆหรือไม่?

-------------

ประเด็นที่ 5 จากหลักฐานฟอสซิล ไม่มีเครื่องหมายที่แสดงถึงสิ่งมีชีวิตในลักษณะก้ำกึ่ง (Transitional Forms)

ทฤษฎีวิวัฒนาการได้อ้างต่อไปอีกว่า การเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งนั้น ต่าง มีจุดเริ่มต้นจากสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างง่ายๆ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดต่างมีความสัมพันธ์ และมีที่มาจากต้นกำเนิดของสัตว์ชนิดเดียวกัน หมายความว่า ตั้งแต่อดีตกาลมาจนถึงปัจจุบันนั้น ถ้ากระบวนการเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง จะต้องสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะก้ำกึ่ง (transitional forms) ระหว่างสิ่งมีชีวิตสองชนิดเกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้อย่างแน่นอน เช่น ต้องปรากฏสิ่งมีชีวิตครึ่งปลา-ครึ่งสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ซึ่งมีลักษณะบางส่วนเหมือนปลาและบางส่วนเหมือนสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ หรือครึ่งมนุษย์-ครึ่งวานร หรือครึ่งนก-ครึ่งสัตว์เลื่อยคลาน เป็นต้น

ถ้าปรากฏสิ่งมีชีวิตลักษณะก้ำกึ่งระหว่างสิ่งมีชีวิตสองชนิด หรือหลายชนิดจริง (ตามคำกล่าวอ่างของนักวิวัฒนาการนิยมแล้ว) แสดงว่า ธรรมชาติต้องเก็บหลักฐานของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นที่ตายไปแล้ว ในชั้นเปลือกโลกต่างๆ และต้องเป็นไปได้อย่างมากที่สิ่งมีชีวิตเหล่าจะต้องถูกรักษาอย่างดีโดยกลายมาเป็นชั้นหินที่บรรจุสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตามท้องที่ที่มันอาศัยในอดีต ที่เรียกว่า ฟอสซิล (fossil) และฟอสซิลเหล่านี้ จะต้องเป็นหลักฐานชิ้นเด็ดว่า สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเกิดกระบวนการวิวัฒนาการหรือไม่ แต่ ผลปรากฏว่า เมื่อนักบรรพชีวินได้ขุดพบซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตจากใต้พื้นพิภพ ตั้งอดีตจนปัจจุบัน ซากของมันยังถูกคงกลบกลืนในห้วงนิทรา ไม่มีโอกาสมาอวดโฉม ในโลก และเราได้เข้าว่า มันมีลักษณะของสิ่งมีชีวิตก่ำกึ่งจริง แต่ทั้งหมดเหล่านั้น ต่างแสดงว่า สิ่งมีชีวิตมีลักษณะสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว

------------

ประเด็นที่ 6 ชีวิตต้องมาจากชีวิต

ตั้งแต่ยุคกลาง (Middle Ages) การอธิบายการกำเนิดสิ่งมีชีวิตในทฤษฎี “spontaneous generation มีความผิดพลาด กล่าวคือ ความเชื่อเรื่องสิ่งมีชีวิตถูกกำเนิดจากสิ่งไม่มีชีวิตได้ ซึ่งแพร่หลายมาจนถึงศตวรรษที่ 18 ตัวอย่างเช่น แมลงก่อตัวจากอาหารเน่า หรือหนูเกิดจากข้าวสาลีในถัง เป็นต้น แม้กระทั่งศตวรรษที่ 19 เมื่อชาลส์ ดาร์วินได้เขียนหนังสือ “The Origin of Species” วิทยาศาสตร์ในช่วงนั้น ก็ยังคงเชื่อว่า แบคทีเรียเกิดจากสสารที่ไม่มีชีวิตอยู่

5 ปี หลังจากหนังสือของดาร์วินได้ถูกเผยแพร่ มีนักวิทยาศาสตร์ชื่อ หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) เปิดเผยผลการวิจัย ที่ได้หักล้างทฤษฎี “spontaneous generation” ทำให้แนวคิดของดาร์วิน ลดความน่าเชื่อถือลง ปาสเตอร์ได้บรรยาย ณ เมือง Sorbonne ในปี ค.ศ. 1864 ไว้ว่า “จากตัวอย่างผลการทดลองนี้ ยืนยันว่า สิ่งมีชีวิตไม่สามารถเกิดจากการการระเบิดของสิ่งที่ตาย (สิ่งไม่มีชีวิต-ผู้เรียบเรียง) ได้ ” (Sidney Fox, Klaus Dose, Molecular Evolution and The Origin of Life, New York: Marcel Dekker, 1977. p. 2)

การศึกษาของปาสเตอร์ สามารถตอบย้ำว่า สิ่งมีชีวิต(ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อน) ไม่สามารถอุบัติมาด้วยตัวมันเองบนโลกนี้ได้ แต่มันต้องมีจุดเริ่มต้นจากอำนาจแห่งการสร้าง อย่างมีระบบระเบียบ