เเกนนำอิควาน ว่าด้วยการตักฟิรสังคมมุสลิม

การตักฟิรของ กุฏบ ได้รับการยืนยันโดย ชัยคฺยุซุฟ กอรอฏอวีย์

ดาวน์โหลด กด http://www.mediafire.com/view/?fjgcuq0ac98jaev

 

ชัยคฺยูซุฟ กอรอฎอวีย์ ยืนยัน : ซัยยิด กุฏบประกาศ “สังคมมุสลิมทั้งหมดนั้นคือผู้ปฏิเสธศรัทธา”
 

ชัยคฺยุซุฟ กอรอฎอวีย์ คือหนึ่งในแกนนำคนสำคัญสำคัญของขบวนการอิควาน อัล มุสลิมีน ยุคปัจจุบัน มีหลายครั้งหลายคราวที่เขาเขียนบทความว่าด้วยขบวนการตักฟิรซึ่งแนวนี้เป็นที่นิยมกันในหมู่อิควานปัจจุบัน เนื่องด้วยเขาเห็นถึงภัยอันตรายจากตำราหลายๆเล่มของซัยยิด กุฏบ ทำให้มีส่วนหนึ่งจากกลุ่มอิควานซึ่งหนึ่งในนั้นคือยุซุฟ กอรอฏอวีย์ ต้องการที่จะให้ชาว อิควานทั้งหลายออกห่างจากงานเขียนที่เป็นภัยมหันต์ของซัยยิด กุฏบ แต่กระนั้นก็ตามเขากลับถูกขัดขวางโดยสมาชิกอิควานคนที่ยังยืนยันถึงประเด็นว่าด้วยการตักฟิร และแย้งกลับไปว่า ตำราของซัยยิด กุฏบนั้นเคยเป็นรากฐานสำคัญของขบวนการ อิควาน อัล มุสลิมีนและเป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร เราก็ขอปล่อยสมาชิกอิควานระดับโลกได้ถกกันต่อไปว่าพวกเขาจะสรุปอย่างไรในประเด็นนี้ ทว่าต่อไปนี้คือคำประกาศจาก ชัยคฺยุซุฟ กอรอฎอวีย์ ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2004 ในประเด็นว่าด้วย “แนวความคิดตักฟิรจากงานเขียนของซัยยิด กุฏบ” (هل يكفّر "سيد قطب" مسلمي اليوم؟)
 

หลังจากที่ ชัยคฺยูซุฟ กอรอฎอวีย์ ได้อ้างอิงถึงงานเขียนของซัยยิด กุฏบ ที่ชื่อ az-Zilal (7/238-240) (في ظلال القرآن طبعة عيسى الحلبي الثانية) อย่างยืดยาว ต่อไปนี้คือบทสรุปที่เขาได้จากงานเขียนของซัยยิด กุฏบ
 

هذا هو الرجل يصرح -بل يصرخ- بما لا يدع مجالا للشك والاحتمال: أن الأوطان التي كانت تعتبر في يوم من الأيام "دارا للإسلام"، وأن هؤلاء الأقوام (من سلالات المسلمين) الذين كان أجدادهم مسلمين في يوم من الأيام.. لم يعودوا مسلمين، وإن ظنوا أنهم يدينون بالإسلام اعتقادا، في حين أنهم ليسوا مسلمين لا عملا ولا اعتقادا؛ لأنهم لم يشهدوا أن "لا إله إلا الله" بمدلولها الحقيقي كما حدده هو، وأشق ما تعانيه الحركات الإسلامية أنها لم يتضح لها هذا المفهوم الجديد.. أن الذين يظنون أنفسهم مسلمين اليوم هم كفار في الحقيقة، وهو يريد من هذه الحركات ودعاتها أن يجهروا بكلمة الفصل ولا يبالوا بـ"تهمة تكفير المسلمين". فالحقيقة أنهم ليسوا مسلمين!!
 

ซัยยิด กุฏบ คือผู้ที่ทำให้มันประจักชัดมากกว่าผู้ที่มัวหวีดร้องและหวาดกลัวหลายเท่านัก เขาทำให้เห็นถึงความชัดแจ้งโดยที่ไร้ซึ่งพื้นที่ว่างใดๆในการสงสัยทั้งปวง เขากล่าวว่า ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นรกรากถิ่นฐานของอิสลาม รวมถึงลูกหลานที่มาจากคนเหล่านั้นและผู้ที่ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาคือมุสลิม พวกเขานั้นไม่ใช่มุสลิมอีกต่อไป แม้ว่าความเชื่อของพวกเขาจะคิดว่าตัวเองยังเป็นมุสลิมก็ตาม เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะพวกเขาไม่ยืนยันว่า “ไม่มีผู้ใดที่ต้องเคารพสักการะเว้นแต่อัลลอฮฺ” นี่คือความหมายที่แท้จริงที่ซัยยิด กุฏบ ต้องการอธิบาย และเขามองว่าสิ่งเหล่านี้คอยแต่ที่จะสร้างปัญหาให้กับสิ่งที่ขบวนการอิสลามกังวล นี่คือความเข้าใจแบบใหม่ที่ยังไม่ประจักชัดต่อพวกเขา(ขบวนการอิสลาม)....กล่าวคือผู้ที่คิดว่าตัวเองคือมุสลิมในทุกวันนี้ แท้จริงแล้ว พวกเขาคือกุฟฟาร และเขา(ซัยยิด กุฏบ) ต้องการให้ขบวนการอิสลามและผู้เรียกร้องทั้งหลายให้กล่าวถึงถ้อยแถลงอันชัดแจ้งนี้(กล่าวหาผู้อื่นว่าตกศาสนา) อย่างเปิดเผย และพวกเขาไม่จำเป็นต้องไปแยแสต่อข้อกล่าวหาใดๆทั้งสิ้นในการตักฟิรมุสลิม(กล่าวหาผู้อื่นว่าตกศาสนา) เพราะโดยสภาพความเป็นจริงแล้วพวกเขานั้นมิใช่มุสลิม !!

-------------

นี่คือแนวความคิดของซัยยิด กุฏบ ที่ได้รับการนำเสนอโดยผู้ที่มิได้มาจากพลพรรคของ "Madkhalis" หากแต่มาจากแกนนำอิควานตัวเป้งในยุคปัจจุบันนั่นเอง

กระบวนการและแนวความคิดของซัยยิด กุฎบ สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

-ทำให้ประจักชัดว่าดินแดนมุสลิมในยุคปัจจุบันนั้นคือดินแดนกุฟรไม่ใช่ผืนดินแห่งอัลอิสลามเพราะไม่มีดินแดนใดในโลกมุสลิมที่ใช้กฎหมายของอัลลอฮฺปกครองโดยสมบูรณ์
-ทำให้ชัดเจนในเรื่องของข้อแตกต่างระหว่างผู้ศรัทธาและผู้ศรัทธาที่เป็นอาชญกร เขาหมายถึงบรรดาพวกนอกรีตที่ละทิ้งซึ่งอิสลามคือสังคมและชาวมุสลิมทั้งหมด
-ป่าวประกาศอย่างเปิดเผยและไม่แยแสผู้ที่กล่าวหาตนว่ากำลังตักฟิรชาวมุสลิมทั้งหมดว่าเป็นกาเฟร เพราะการป่าวประกาศเช่นนี้คือการแพร่สะพัดซึ่งความหมายของชาฮาดะฮฺ
-จากนั้นให้ปลีกตัวเองออกจากความญาฮิลิยะฮฺที่รายรอบ
-สร้างชุมชนผู้ศรัทธา(วีรชนแนวหน้า)ขึ้นซึ่งเป็นผู้ที่จะเรียกร้องไปสู่อิสลามอีกครั้ง
-วีรชนแนวหน้าต่อไปนี้จะวางแผนการปฏิวัติเพื่อที่จะยึดอำนาจจากพวกนอกรีตทั้งหลายและยืนหยัดในการต่อต้านญาฮิลิยะฮฺ

สำหรับชาวมุสลิมผู้มีความบริสุทธิ์ใจสามารถรู้ได้เลยว่านี่คือความสุดโต่งในศาสนาที่ไม่ยึดการเข้าใจอัลกุรอ่าน และฮาดิษตามปราชญ์ยุคสลัฟ เพราะการที่คนคนหนึ่งจะตกศาสนาได้นั้นมีลำดับขั้นตอนหลายชั้น โดยเฉพาะการที่ผู้ปกครองโลกมุสลิมปัจจุบันนั้นยังคงเชื่อว่ากฎหมายของอัลลอฮฺดีกว่ากฎหมายอื่น แต่ไม่มีความสามารถในการที่จะนำกฏหมายชาริอะฮฺมาใช้โดยมีหลากหลายปัจจัยทางการเมืองที่คอยกดดัน ความเชื่อเช่นนี้ไม่ได้เป็นเหตุทำให้คนผู้นั้นเป็นกาเฟรแต่ประการใด จะเป็นมากสุดก็เพียงแค่คนชั่วช้า(ฟาสิก) หรือ คนเลว เท่านั้น
 

ข้อมูลเพิ่มเติม : ว่าด้วยการกล่าวหาผู้ปกครองที่ไม่ใช้ กฎหมายอิสลามเป็นการเฟรตามแนวทางปราชญ์ยุคสลัฟ
 

อายะฮฺอัลกุรอานดังต่อไปนี้คือสิ่งที่กลุ่มสุดโต่งในยุคร่วมสมัยใช้เป็นวัตถุดิบในการตักฟิรผู้ปกครองและรัฐบาลทั่วโลกมุสลิมว่าเป็น “กาเฟร” ไม่ว่าจะใช้ชาริอะฮฺปกครองมากหรือน้อยล้วนแล้วแต่เป็น “กาเฟร” แม้แต่ประเทศซาอุดิอาระเบียที่สนับสนุนการเผยแพร่ซุนนะฮฺทั่วโลกและให้การสนับสนุนเงินและอาวุธกับรัฐบาลตอลีบันในอัฟกานิสถานอย่างลับๆเพื่อต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานอย่างกองทัพสหรัฐอเมริกาก็ไม่พ้นข้อครหาของพวกสุดโต่งเหล่านี้ที่ไม่ยึดแนวทางสลัฟ ซึ่งแนวความคิดนี้ได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของซัยยิด กุฏบ โดยตรง

“...และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมาแล้วชนเหล่านี้และคือผู้ปฏิเสธศรัทธา” [อัลมาอิดะฮฺ 44:]

“...และผู้ใดมิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้ว ชนเหล่านี้แหละคือผู้อธรรม” [อัลมาอิดะฮฺ : 45]

“...และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้ว ชนเหล่านี้คือผู้ที่ละเมิด” [อัลมาอิดะฮฺ :47]

ความเข้าใจที่ถูกต้องตามแนวทางปราชญ์ผู้ยึดมั่นวิถีสลัฟมีดังต่อไปนี้

ท่านอิบนุญารีร อัล ฏ็อบรีย์ (224 - 310 ฮ.ค.) กล่าวไว้ใน ญามิฮฺ อัล บายาน (Jaami al Bayaan )เล่ม 6 หน้า252 ว่า "อายะฮฺเหล่านี้หมายความว่า ถ้าคนหนึ่งคนใดไม่ปกครองด้วยกับกฎหมายของอัลลอฮฺพร้อมกับยืนยันที่ปฏิเสธ เขาผู้นั้นคือ ผู้ปฏิเสธศรัทธา ส่วนคำว่า ผู้อธรรมและผู้ละเมิด(คนชั่ว)นั้น คือผู้ที่ยอมรับในกฎหมายของอัลลอฮฺ (รู้ว่ากฎหมายของอัลลอฮฺดีที่สุดแต่ไม่ยอมนำมาใช้)"
 

ท่านจะเชื่อใครระหว่าง "เเกนนำอิควาน" กับ "ท่านอิบนุญารีร อัล ฏ็อบรีย์" ปรมาจารย์เเห่งยุคสลัฟ
 

แปลและเรียบเรียงโดย 
อัซซาบิกูน สายคูรอซาน

16-08-2014