ตอบโต้ทฤษฏีวิวัฒนาการ ประเด็นที่ 1-3

ประการสำคัญ แห่งการล่มสลายของทฤษฎีวิวัฒนาการ
มุตตาฆีน เจ๊ะและ แปลและเรียบเรียง

กว่า 150 ปีมาแล้ว ทฤษฎีวิวัฒนาการถูกยอมรับ และมีการเผยแพร่อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ระดับสถานศึกษาไปจนถึงงานเขียนทางวิชาการ คล้ายกับว่าทฤษฎีนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบด้วยกระบวนทางวิทยาศาสตร์ มาแล้ว ทั้งๆที่ความจริง มันถูกตอบโต้และถูกพิสูจน์ถึงข้อผิดพลาดหลายประการ โดยที่ข้อกล่าวอ้างของนักวิวัฒนาการ (evolutionist) ได้ถูกปฏิเสธด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์แทบทั้งสิ้น ถึงกระนั้นก็ตาม พวกเขา ไม่ลดละความพยายาม พวกเขายังสร้างกระแสเพื่อให้ทฤษฎีนี้อยู่รอดต่อไป ไม่ว่า จะอาศัยกลเม็ดทางสื่อ วิธีการประโคมข่าวโฆษณา การปลุกระดม หรือการตบตาอย่างหน้าตาเฉย เป้าหมายไม่ใช้เพื่อหักล้างทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการสนับสนุนโลกทัศน์ของนักวัตถุนิยม (materialist) และสถาปนาลัทธิปฏิเสธพระเจ้าอย่างให้ดำเนินอยู่ต่อไป

บทความที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ ได้ทำการตอบโต้ทฤษฎีวิวัฒนาการด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยมีการยกตัวอย่างอย่างเป็นรูปธรรมเป็นประเด็นๆอย่างรัดกุม ซึ่งท่านจะได้รับรู้ว่า ทำไมสิ่งมีชีวิตต่างๆไม่สามารถเกิดขึ้นมาจากอำนาจความบังเอิญได้ เนื้อหาที่เรามาเสนอในครั้งนี้ เป็นการพอเพียงที่ท่านจะปฏิเสธข้อกล่าวอ้าง และนำมันมาเป็นอาวุธ เพื่อในการตอบโต้ผู้ที่เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไม่มีชีวิตไม่ได้เกิดจากพระผู้สร้างได้

ประเด็นที่ 1 ทฤษฎีวิวัฒนาการนับถือ “ความบังเอิญ” เป็นเทพผู้สรรค์สร้าง

ทฤษฎีวิวัฒนาการได้อ้างว่า อะตอม (องค์ประกอบขนาดเล็กมากที่อยู่ในสิ่งมีชีวิต ซึ่งต่อกันเป็นอวัยวะของสิ่งมีชีวิต) ที่ไม่มีชีวิตสามารถรวมตัวกันเองกลายเป็นองค์ประกอบอื่นๆได้ เช่น ฟอสฟอรัสอะตอมและคาร์บอนอะตอมสามารถรวมกันเป็นสารประกอบ หรือโมเลกุลต่างๆ ได้ด้วยความบังเอิญ” กระบวนการเหล่านี้ เกิดขึ้นมาโดยอาศัยแรงกระตุ้นจากแสงในธรรมชาติ,หรือการปะทุของภูเขาไฟ,หรือรังสีอัลตราไวโอเลตจากกระบวนธรรมชาติในอัตราที่พอเหมาะ จนเกิดเป็นสายโซ่โปรตีน และเซลล์ต่างๆ ขั้นตอนสุดท้ายก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปลักษณ์ต่าง เช่นปลา,กระต่าย,เต่า,นก,สิงโต,มนุษย์เป็นต้น

หากท่านพิจารณาอย่างผิวเผิน ท่านอาจจะดูว่า เป็นเรื่องปกติทั่วไป เพราะสิ่งเหล่านั้นมันก็ปรากฏอยู่ทั่วในธรรมชาติของเรา แต่ถ้ากระบวนการเหล่านั้น ปราศจากผู้ที่ควบคุมดูแล ถามว่ามัน สามารถจะเกิดขึ้นได้เองอย่างมีระบบได้หรือไม่ ?

และนี่คือคำกล่าวอ้างของทฤษฎีวิวัฒนาการนิยม ที่นับถือ“ความบังเอิญ” เปรียบดั่ง เทพแห่งการสร้างสรรค์ โดยคำกล่าวอ้างเหล่านี้ วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันทำการพิสูจน์แล้วว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้เลย หากไร้ผู้ควบคุมดูแล

------

ประเด็นที่ 2 กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural Selection) ไม่สามารถอธิบายโครงสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนได้

ทฤษฎีวิวัฒนาการได้เสนอว่า สิ่งมีชีวิต (living organisms) สามารถปรับแปลงโครงสร้างหรือที่เรียกว่าเกิดวิวัฒนาการ ด้วยตัวมันเองได้ เพื่อให้มันสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไป หากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็ต้องเป็นเปลี่ยนโครงสร้างตาม เพื่อความอยู่รอด จนกระทั่ง สามารถถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรม จากรุ่นหนึ่ง สู่รุ่นต่อไปได้หรืออาจเปลี่ยนเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ จากกระบวนการ ดังกล่าวได้

กลไกลักษณะดังกล่าว มักจะรู้จักในชื่อ “การคัดเลือกทางธรรมชาติ” (Natural selection) การเปลี่ยนแปลงธรรมชาติไม่สามารถทำให้สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนโครงสร้างไปในทางที่ดีได้ หรือกระบวนการนี้ไม่สามารถทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เกิดมีรูปลักษณ์ใหม่ เป็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งได้ แต่กลไกดังกล่าวนี้ เป็นเพียงแค่การปรับเปลี่ยนคุณลักษณะบางประการ เช่น พฤติกรรม ระบบอวัยวะ เป็นต้น ที่มีอยู่เดิมให้ทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เท่านั้นเอง

ตัวอย่างเช่น ฝูงกระต่ายชนิดหนึ่ง สามารถอยู่รอดได้ ในสถานที่หนึ่งๆ จะต้องวิ่งเร็ว เพื่อหลบหลีกจากสัตว์ล่าอื่นๆที่จะมากัดกินมัน หมายความว่า พวกที่วิ่งช้า หรือไม่แข็งแรงก็มีโอกาสสูงที่มันต้องถูกล่ากิน (แต่ไม่ใช่ว่าทุกตัวที่วิ่งช้าจะต้องตายไปหมด) แต่เมื่อกระต่ายรุ่นนี้ตายลง กระต่ายรุ่นใหม่ จึงจำเป็นต้องวิ่งเร็วหรือหาวิถีการหลบซ่อน เพื่อป้องกันตัวเองจากจากถูกล่า อย่างๆไรก็ตาม ไม่เคยมีประวัติว่า กระตายสามารถแปลงร่างกลายเป็นสุนัขเกรย์ฮาวนด์ (greyhounds) หรือสุนัขจิ้งจอก ได้แต่อย่างใด

-------

ประเด็นที่ 3. เรื่องราวของผีเสื้อกลางคืน (Peppered Moths) ไม่มีหลักฐานการเกิดวิวัฒนาการ ผ่านกระบวนการคัดเลือกทางธรรมชาติ

ทฤษฎีวิวัฒนาการ ได้พรรณนาถึง การปฏิวัติสายพันธุ์ใหม่ครั้งใหญ่ ของผีเสื้อกลางคืน (Peppered Moths) โดยผลจากสภาวะมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศสหราชอาณาจักร ส่งผลให้เปลือกไม้ในบริเวณรอบๆนั้นมีสีคล้ำขึ้น ส่งผลดีต่อการอำพรางตัวของผีเสื้อกลางฝุ่นกลางคืนจากการล่าของนก ด้วยเหตุนี้ทำให้ปริมาณของพวกมันสูงขึ้นเป็นทวีคูณ

แต่นั้นไม่ใช่เครื่องยืนยันถึงการเกิดวิวัฒนาการ เพราะไม่มีหลักฐานที่บ่งบอกว่าเกิดผีเสื้อชนิดใหม่เลย หากแต่มีการเพิ่มอัตราส่วนจำนวนของผีเสื้อกลางคืนที่มีอยู่เดิมเท่านั้น ทั้งนี้ที่แสดงการเกาะของผีเสื้อบนเปลือกไม้สีคล้ำ (ที่ได้เสนอ) เป็นเรื่องจินตนาการทั้งสิ้น หาได้ใช่ความจริงเลย นอกจากนี้ ตัวอย่างการเปลี่ยนเม็ดสีของเมลานินของผีเสื้อจากผลของมลภาวะทางอุตสาหกรรมเลยไม่เคยปรากฏขึ้นเลย