โทษของการข่มขืน

ท่านอัลฮาฟิซฺอิบนุลก็อยยิม ปราชญ์สะละฟีย์นามอุโฆษ ได้อธิบายว่า ในกรณีที่ชายข่มขืนหญิง ต่อให้หญิงไม่ตายและไม่ได้ใช้อาวุธ หลักฐานในการฟ้องร้องอาศัย คำให้การของหญิงและหลักฐานจากพยานแวดล้อมก็เพียงพอ ส่วนการลงโทษนั้นให้ใช้วิธีการจับชายฝังดินครึ่งตัวแล้วขว้างด้วยหินจนตาย

ท่านวินิจฉัยโดยอาศัยหะดีษจากสุนันติรมิซีย์ที่ระบุว่ามีหญิงคนหนึ่งในสมัยนบีโดนข่มขืนขณะเดินทางไปละหมาดศุบฮีย์ และหญิงคนนั้นได้ฟ้องร้องต่อนบีบวกกับนบีได้สอบสวนชายผู้ต้องสงสัย เมื่อได้ข้อสรุปท่านจึงสั่งให้เอาไปขว้างหินให้ตาย จึงเป็นหลักฐานว่า ให้อาศัยการร้องทุกข์ของสตรี ส่วนการให้ปากคำของผู้ต้องสงสัยมีฐานะเป็น "หลักฐานพยานแวดล้อม"

ในสมัยท่านอุมัร มีสงครามครั้งหนึ่งเกิดขึ้น แล้วปรากฏว่าฏิรอรบินอัสวัด นายทหารมุสลิมคนหนึ่งได้ขืนใจเชลยหญิงในสงคราม ท่านอุมัรจึงสั่งให้ลงโทษด้วยการขว้างหิน

ฉะนั้นสื่อไทยและคนไทยบางส่วน ควรจะเลิกโง่คิดว่าอิสลามสั่งขว้างหินหรือลงโทษสตรีที่ถูกข่มขืนได้แล้ว

ท่านอัลอิมามอัลฮาฟิซฺ อิบนุอับดิลบัรฺ ปราชญ์มุสลิมจากอาณาจักรสเปน กล่าวว่า

وقد أجمع العلماء على أن على المستكرِه المغتصِب الحدَّ إن شهدت البينة عليه بما يوجب الحد ، أو أقر بذلك ، فإن لم يكن : فعليه العقوبة ولا عقوبة عليها إذا صح أنه استكرهها وغلبها على نفسها ، وذلك يعلم بصراخها ، واستغاثتها ، وصياحها
"มวลมหาปราชญ์อิสลามมีมติเอกฉันท์ว่าผู้ข่มขืนจะต้องถูกลงโทษด้วยกฎหมายประเภทฮุดู๊ด(ที่มีบทลงโทษตายตัวเช่น ขว้างหินหรือโบยและไม่สามารถยอมความได้)หากมีหลักฐานอันชัดแจ้งยืนยันในสิ่งนั้นว่าเขาจำต้องถูกลงโทษในฐานะคนผิดจริง หรือหากชายผู้นั้นให้การสารภาพ ดังนั้นจะต้องมีกรลงทัณฑ์ต่อชายผู้ข่มขืน และจะไม่มีการลงโทษสตรีหากเป็นที่กระจ่างว่านางถูกข่มขืนหรือถูกชายใช้กำลังขืนใจ ซึ่งในการที่จะพิสูจน์ว่านางโดนข่มขืนนั้นก็อาศัย(พยานแวดล้อมเช่น)การหวีดร้องหรือความช่วยเหลือของนางหรือการตะโกนเอ็ดตะโร"

จากหนังสือ อัลอิซติสก้าร เล่ม 7 หน้า 146

การศึกษามีสูงเสียเปล่า

วัลลอฮุอะอฺลัม

บทความโดย : ฝ่ายวิชาการ กลุ่มอัซซาบิกูน

 

หมวดหมู่: