ชี้แจงเรื่องการแบ่งอะกีดะฮฺออกจากมันฮัจ

 

بسم الله و الحمد لله والصلاة والسلام على رسول الله وعلى آله وصحبه ومن والاه

ชี้แจงเรื่องการแบ่งอะกีดะฮฺออกจากมันฮัจ

อะกีดะฮฺสละฟีย์แต่มันฮัจอิควาน ?!

ชะรีฟ วงศ์เสงี่ยม

อุละมาอฺอะฮฺลิซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺผู้ที่แบ่งมันฮัจออกจากอะกีดะฮฺนั้นมองในแง่ที่ว่า    อะกีดะฮฺอาจจะเป็นเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นละเรื่องกันแต่มันฮัจมันจะเป็นตัวที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับอะกีดะฮฺทุกเรื่องเพื่อกำหนดทิศทางหรือวางกฎระเบียบให้กับอะกีดะฮฺในเรื่องนั้นๆให้ถูกต้อง เช่น อะกีดะฮฺในเรื่อง พระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺก็เป็นคนละเรื่องกับอะกีดะฮฺในเรื่องซอฮาบะฮฺ และอะกีดะฮฺในเรื่องซอฮาบะฮฺก็เป็นคนละเรื่องกับอะกีดะฮฺในเรื่องที่เป็นสิ่งเร้นต่างๆ (เรื่องฆฺอยบฺ) และอะกีดะฮฺในเรื่องฆฺอยบฺก็เป็นคนละเรื่องกับอะกีดะฮฺในเรื่องผู้ปกครองที่เป็นมุสลิม  แต่กระนั้นก็ตามทุกเรื่องของอะกีดะฮฺที่กล่าวมาจะมีมันฮัจเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทั้งหมดเพื่อกำหนดทิศทางของอะกีดะฮฺในเรื่องนั้นๆให้ถูกต้อง 

            ส่วนผู้ที่ไม่แบ่งอะกีดะฮฺออกจากมันฮัจก็มองในแง่ที่ว่าคนที่อะกีดะฮฺผิดเพี้ยนก็เท่ากับว่ามันฮัจของเขาไม่ถูกต้องไปโดยปริยายด้วยเหตุนี้เขาจึงได้มีอะกีดะฮฺที่ผิดเพี้ยน เพราะฉะนั้นเมื่อมันฮัจดีก็ทำให้อะกีดะฮฺถูกไปด้วยโดยปริยาย เพราะฉะนั้นอะกีดะฮฺและมันฮัจจึงเป็นของคู่โดยกันจะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้โดยเด็ดขาด

                        เพราะฉะนั้นการกลุ่มที่หลงผิดพยายามจะแยกทั้งสองสิ่งออกจากกันอย่างเป็นอิสระ กำลังจะบอกเป็นนัยว่า ‘ คุณจะต้องเชื่อว่าอัลลอฮฺมีอยู่จริงน่ะส่วนใครจะเชื่อแบบไหนอย่างไรในรายละเอียดก็ได้เรื่องของคุณ’ หรือ ‘ คุณต้องเชื่อในเรื่องซอฮาบะฮฺของท่านนบีน่ะว่าพวกเขาเป็นลูกศิษย์ของท่านนบีที่รับความรู้ศาสนามาจากท่านนบี ไม่เชื่อไม่ได้เด็ดขาด  แต่คุณจะเชื่ออย่างไรในรายละเอียดก็เป็นเรื่องของคุณ ’ หรือ ‘ คุณจะต้องเชื่อว่าอัล-กุรอานและฮะดีษคือหลักฐานทางศาสนา แต่คุณจะเชื่อในรายละเอียดอย่างไรก็ได้ตามใจคุณ’ ตกลงกลุ่มที่หลงผิดพยายามที่จะแยกอะกีดะฮฺและมันฮัจออกจากกันโดยให้เป็นอิสระต่อกันอย่างนั้นหรือ?  พวกท่านต้องการบอกกับเราอย่างที่ได้ยกตัวอย่างไปอย่างนั้นหรือ ?  ถ้าเป็นเช่นนั้น นั่นก็หมายความว่า ถ้านาย ก. เชื่อว่าซอฮาบะฮฺเป็นลูกศิษย์ของท่านนบีที่รับความรู้ศาสนามาจากท่านนบี แต่ในขณะเดียวกันนาย ก. ก็ด่าทอและประนามซอฮาบะฮฺที่ตนเองไม่ชอบ ถามว่านาย ก. ทำเช่นนั้นได้ใช่หรือไม่เพราะในรายละเอียดนั้นนาย ก. จะเชื่ออย่างไรก็เป็นสิทธิของนาย ก. ใช่หรือไม่ ?  ตกลงกลุ่มหลงผิดจะตอบว่าใช่อย่างนั้นหรือ?  หรือ นาย ข. เชื่อว่าอัล-กุรอานและฮะดีษคือหลักฐานทางศาสนา ไม่ปฎิเสธ แต่ในขณะเดียวกัน นาย ข. ก็เชื่อในรายละเอียดว่า เราต้องตีความอัล-กุรอานและฮะดีษให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป   

เช่น สมัยหนึ่งฮิญาบเป็นสิ่งที่บังคับแต่ในตอนนี้อาจจะไม่บังคับแล้วไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว หรือ สมัยหนึ่งผู้ชายเป็นอิหม่ามนำละหมาดแต่ในตอนนี้ผู้หญิงสามารถที่จะขึ้นมาเป็นอิหม่ามนำละหมาดได้แล้วเพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปมากแล้ว  ตกลงกลุ่มอิควานจะเห็นด้วยใช่หรือไม่กับรายละเอียดในเรื่องนี้ของนาย ข. ที่ได้ยกตัวอย่างไป  ตกลงนาย ข. เชื่อแบบนี้ถือว่าโอเคใช่หรือไม่? แต่ถ้ากลุ่มอิควานไม่เห็นด้วยกับตัวอย่างของทั้งนาย ก. และนาย  ข. ที่ที่ได้ยกมาให้ดู คำถามคือ นาย ก. และนาย ข. ทำผิดอะไร  นาย ก. เขาก็เชื่อไม่ใช่หรือว่าซอฮาบะฮฺเป็นลูกศิษย์ของท่านนบีที่รับความรู้ศาสนามาจากท่านนบี และนาย  ข. เขาก็เชื่อไม่ใช่หรือว่า ว่าอัล-กุรอานและฮะดีษคือหลักฐานทางศาสนา แล้วเขาทั้งสองผิดตรงไหน  คนที่เป็นหรือเอียงไปทางกลุ่มอิควานช่วยตอบด้วย  แต่อาจจะมีชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺบางคนอาจจะต้องการตอบแทนกลุ่มอิควานก็ได้โดยตอบว่า ‘ มั่นใจได้เลยว่ากลุ่มอิควานรับไม่ได้กับการกระทำของทั้งนาย ก. และนาย ข. เป็นแน่  เพราะเขาทั้งสองไม่ยึดตามมันฮัจสลัฟในเรื่องซอฮาบะฮฺ (ในกรณีของนาย ก. ) และเช่นกันมันฮัจสลัฟในเรื่องอัล-กุรอานและฮะดีษที่เป็นหลักฐานทางศาสนา (ในกรณีของนาย ข.)  เพราะมัจฮัจจะเป็นตัวกำหนดรายละเอียดในเรื่องทั้งสองนี้ว่าจะต้องเป็นแบบไหนอย่างไรที่ถูกเป็นอย่างไรและที่หลงนั้นเป็นอย่างไร ขอย้ำว่าตรงนี้นี่แหละที่มันฮัจสลัฟจะมาเป็นตัวกำหนด   ถ้ากลุ่มอิควานต้องการมีมันฮัจเป็นของแบบตัวเองโดยไม่สนมันฮัจสลัฟ เช่นนั้น กลุ่มอิควานก็อย่าไปด่าตำหนิหรือประนามการกระทำของทั้งนาย ก. และนาย ข. ตามที่ได้ยกตัวอย่างมาข้างต้น เพราะทั้งนาย ก. และ นาย ข. ต่างก็มีมันฮัจเป็นของตัวเองในแบบที่ตัวเองต้องการและพอใจ ส่วนกลุ่มอิควานก็มีมันฮัจในแบบที่ตัวเองต้องการและพอใจเช่นกันเพียงแต่คนละเรื่องเท่านั้น

ถามว่าเราจะว่าอย่างไรกับคนป่วยที่ยอมรับว่าอาการป่วยของตนเองสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการรับประทานยา แต่ในขณะเดียวกันคนป่วยคนเดียวกันนี้ก็กล่าวออกมาในทำนองว่า ‘ แต่ผมจะรับประทานยาอะไรก็ได้ตามที่ผมต้องการ อย่ามากำหนดว่าผมจะต้องรับประทานยาประเภทนั้นประเภทนี้ ’  โดยไม่สนใจแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค  ถามว่าท่านผู้อ่านจะว่าอย่างไรกับคนป่วยประเภทนี้  ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะกล่าวว่า ‘ คนป่วยคนนี้นอกจากป่วยทางกายแล้วยังป่วยทางจิตด้วย บ้าหรือเปล่าที่พูดอะไรออกมาเช่นนี้ คุณจะหายป่วยได้ก็จะต้องกินยาให้ถูกกับโรคที่ตนเองเป็นอยู่  ไม่ใช่จะกินยาอะไรก็ได้ตามใจชอบโดยไม่สนใจคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน’    

ฉะใดก็ฉันนั้นกลุ่มอิควานที่พยายามจะแยกแยกอะกีดะฮฺและมันฮัจออกจากกันโดยให้เป็นอิสระต่อกันก็อยู่ในอาการเช่นที่ยกตัวอย่างมา  ถ้าเราถามกลุ่มอิควานว่า พวกคุณต้องการเป็นชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺหรือไม่ แน่นอนกลุ่มอิควานจะต้องตอบว่าต้องการเพราะถ้าไม่เป็นอะฮฺลิซซุนนะฮฺก็หลงผิด  แต่ถ้าเราถามเขาต่อไปว่าแล้วคุณต้องการตามมันฮัจของชาวสละฟุซซอและห์ในเรื่องต่างๆของอะกีดะฮฺหรือไม่ (อย่าลืมตัวอย่างเรื่องนาย ก. และนาย ข. ข้างต้น)   เมื่อนั้นเราก็อาจจะยินคำตอบที่แปลกประหลาด (แต่จริง) ออกมาจากกลุ่มอิควาน นั่นก็คือ เราเชื่อในอะกีดะฮฺแบบสลัฟแต่เรามีมันฮัจแบบอิควาน กล่าวคือ กลุ่มอิควานกำลังจะบอกว่า ‘ มันฮัจแบบของเรากับแบบของสลัฟนั้นมันต่างกันมันคนละแบบ ’    สรุปแล้วกลุ่มอิควานก็เหมือนคนป่วยที่ได้ยกตัวอย่างไปข้างต้น ที่ต้องการหายป่วยแต่ไม่สนใจที่จะรับประทานยาให้ถูกประเภทแต่ต้องการกินยาตามใจชอบสุดท้ายก็ป่วยไข้อยู่เช่นนั้นเรื่อยไป  

ข้อย้ำอีกครั้งว่า มันฮัจจะเป็นตัวกำหนดหรือจัดระเบียบเรื่องราวต่างๆของอะกีดะฮฺอีกทีว่าจะต้องเป็นไปในทิศทางไหน   เช่น อะกีดะฮฺในเรื่องการเชื่อในคุณลักษณะหรือซิฟัตของอัลลอฮฺจะต้องเชื่อแบบไหน จะเชื่อแบบตีความ หรือจะเชื่อแบบไม่แปลความหมาย หรือจะเชื่อว่าแปลความหมายแต่ไม่ยืนยันวิธีการว่าเป็นอย่างไร หรือจะยืนยันในความหมายและรู้วิธีการว่าเป็นอย่างไรด้วย  หรืออะกีดะฮฺในเรื่องสิ่งเร้นลับต่างๆจะต้องเชื่อแบบไหน จะต้องเชื่อตามที่ตัวบทหลักฐานได้บอกเอาไว้หรือจะต้องใช้สติปัญญาของมนุษย์เป็นตัวกำหนดตีความอีกที  ตรงนี้เองที่มันฮัจจะเข้ามาเป็นตัวกำหนดกฎเกฎฑ์ให้ว่าจะต้องเชื่อแบบไหน หรืออะกีดะอฺในเรื่องผู้ปกครองมุสลิม เราจะต้องมีจุดยืนอย่างไร  มันฮัจก็จะเข้ามาเป็นตัวกำหนดระเบียบ หรืออะกีดะฮฺในเรื่องซอฮาบะฮฺของท่านนบี หรือในเรื่องการตัดสินมุสลิมว่าเป็นกาเฟร หรือในเรื่องการกำหนดของอัลลอฮฺ(ก่อฎอ ก่อดัร ) และอะกีดะฮฺในเรื่องต่างๆอีกมากมาย 

สาเหตุที่กลุ่มต่างๆที่แตกออกไปจากแนวทางอะฮฺลิซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺ ก็เพราะแต่ละกลุ่มต่างก็มีมันฮัจ (กฎระเบียบ ข้อกำหนด) เป็นของตัวเองในการจัดการกับเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับอะกีดะฮฺ  เพราะฉะนั้น อะกีดะฮฺอะฮฺลิซซุนนะฮฺก็คือ มันฮัจอะฮฺลิซซุนนะฮฺนั่นเอง   เพราะฉะนั้นคนๆหนึ่งไม่อาจที่จะมีอยู่ในแนวทางในเรื่องต่างๆของอะกีดะฮฺได้อย่างถูกต้องไม่หลงผิด ตราบใดที่เขาเลือกตัวที่จะมากำหนดในเรื่องอะกีดะฮฺนั้นๆผิด  เปรียบได้กับมีเส้นทางอยู่หลายเส้นทางแต่มีเส้นทางเดียวเท่านั้นที่จะไปถึงเชียงใหม่ได้ คือ เส้นทางเลขที่ 123 เพราะฉะนั้นใครก็ต้องการไปเชียงใหม่แต่ใช้เส้นทางอื่นๆก็ไม่มีทางถึงเชียงใหม่ได้ 

        เพราะฉะนั้นการที่มีผู้อ้างในทำนองว่า ‘ ผมก็มีอะกีดะฮฺสลัฟนั่นแหละเพียงแต่ใช้มันฮัจอิควานก็เท่านั้นเอง ’  จะสังเกตุได้ว่าผู้ที่พูดเช่นนี้ต้องการทำให้สิ่งที่ตนเองเป็นอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กไม่มีอะไรร้ายแรงหรือน่าเป็นห่วง แต่ในความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่  เราขอถามผู้ที่อ้างแบบนี้ต่อไปนี้:

1. ตกลงคุณเข้าใจคำว่าอะกีดะฮฺว่าอย่างไรกันแน่?

2. คุณเข้าใจว่าอะกีดะฮฺที่คุณพูดกำลังอยู่ในที่นี้หมายถึงเรื่อง ที่เกี่ยวกับการศรัทธาในอัลลอฮฺ  หรือรุก่นอีหม่าน 6 ประการเพียงแค่นั้นหรือ ?

3. ถ้าคุณหมายถึงเช่นนั้น  มันก็เหมือนกับที่มุสลิมหลายๆคนที่อ้อนวอนวิงวอนขอความช่วยเหลือจากบรรดาสุสานของวลี (คนดีๆ) ที่ตายไปแล้ว และพวกเขาเหล่านั้นก็พูดกับเราในทำนองว่า ‘ ผมก็เชื่อในอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าเหมือนคุณนั่นแหละ เพียงแต่ว่าผมอาจจะเชื่อต่างไปจากคุณเล็กน้อยเท่านั้นเอง ’ หรือมุสลิมบางคนที่พูดกับเราว่า “ คุณและผมต่างก็เชื่อในอัล-กุรอานและฮะดีษ เพียงแต่ว่าเชื่อคนละแบบก็เท่านั้นเอง ผมเชื่อว่าต้องตีความอัล-กุรอานให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่จำเป็นต้องยึดตามความเข้าใจของท่านนบี เพราะยุคนบีกับยุคของเรามันต่างกันมาก ”

4. แน่นอนถ้าผู้ที่รู้และเข้าใจเตาฮีดหรือหลักการศรัทธาในอัลลอฮฺอย่างแท้จริง ก็จะถามคนพวกนี้กลับไปเช่นกันในทำนองว่า ‘  ตกลงคุณเข้าใจคำว่าเตาฮีดว่าอย่างไรกันแน่  ตกลงคุณเข้าใจว่าเตาฮีดก็คือ การเชื่อว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าอย่างเดียวอย่างนั้นหรือ มีแค่นี้อย่างนั้นหรือ ? ’  

5. ถ้าจะให้ผู้ที่เป็นอิควานที่อ้างว่าตนเองมีอะกีดะฮฺที่ตามสลัฟเป็นผู้โต้ตอบกลับพวกที่อ้อนวอนวิงวอนขอความช่วยเหลือจากบรรดาสุสานของวลี (คนดีๆ) ที่ตายไปแล้ว แน่นอนพวกอิควานก็จะต้องโต้กลับไปในทำนองว่า ‘ พวกคุณยังไม่เข้าใจคำว่าเตาฮีดอย่างแท้จริง เตาฮีดไม่ใช่แค่เชื่อว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าให้เป็นให้ตายให้ริสกีให้ทุกข์ให้สุขเพียงเท่านั้น แต่เตาฮีดยังมีอีกสองรายละเอียดที่คุณจะต้องเชื่อให้ถูกต้องด้วยมิเช่นนั้นคุณจะกลายเป็นผู้ที่หลงผิดหรืออาจจะสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมไปเลยก็ได้ อีกสองรายละเอียดที่ว่านั้นก็คือ เตาฮีดอุลูฮียะฮฺ (การที่จะต้องยืนยันว่าอัลลอฮฺเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะต้องได้รับการกราบไหว้ เคารพ บูชา วิงวอน อ้อนวอน บนบาน ) และเตาฮีดอัลอัสมาอฺ วัซซิฟาต ( การที่จะเชื่อในเรื่องพระนามต่างๆและคุณลักษณะต่างๆของพระองค์อัลลอฮฺให้ถูกต้อง) ’  แน่นอนพวกอิควานจะต้องชี้แจงหรือโต้ตอบกลับไปในทำนองนี้  แถมยังอาจจะต่อว่าหรือตำหนิพวกที่อ้อนวอนวิงวอนขอความช่วยเหลือจากบรรดาสุสานของวลี (คนดีๆ) ที่ตายไป อีกด้วยในทำนองว่า ‘ พวกคุณไม่รู้เรื่องเตาฮีดเอาเสียเลยเป็นมุสลิมได้อย่างไร เรื่องสำคัญอย่างเตาฮีดก็ไม่เข้าใจ คิดไปเองว่าเตาฮีดเกี่ยวกับเรื่องเดียวเท่านั้น ’

6. ถ้าผู้ที่เป็นอิควานอ้างว่าตนเองตามอะกีดะฮฺสลัฟแต่ตามมันฮัจอิควาน เราก็ขอโต้ตอบท่านบ้างว่า ท่านช่างไม่เข้าใจอะไรเอาเสียเลยในเรื่องอะกีดะฮฺ  ท่านคิดและเข้าใจไปได้อย่างไรว่าอะกีดะฮฺมีแค่เรื่องเตาฮีดหรือรุก่นอีหม่าน 6 ประการเพียงเท่านั้นหรือ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วอะกีดะฮฺครอบคลุมเรื่องต่างๆเอาไว้มากมาย  เป็นเพราะคุณคิดว่าอะกีดะฮฺมีเพียงแค่นั้นหรือเปล่าที่เป็นเหตุนี้เองมันจึงทำให้คุณกล่าวอะไรเช่นนั้นออกมาด้วยซึ่งถือเป็นความผิดพลาดอันร้ายแรง ? เหมือนกับความผิดพลาดอันร้ายแรงที่พวกที่อ้อนวอนวิงวอนขอความช่วยเหลือจากบรรดาสุสานของวลี (คนดีๆ) ที่ตายไปแล้ว อ้างในเรื่องเตาฮีด โดยอ้างว่าเขาก็เชื่อว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าเพียงแต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป

7. ผู้ที่เป็นอิควานที่อ้างเช่นนี้ถือว่ายังไม่เข้าใจในเรื่องอะกีดะฮฺมาก ถามว่าท่านไม่เคยจับตำราที่ถูกเขียนขึ้นโดยปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺในยุคสลัฟมาอ่านบ้างเลยหรือ จึงได้เข้าใจไปว่าเรื่องอะกีดะอฺมีแค่เรื่องเตาฮีดเท่านั้น หรือมีแค่รุก่นอีหม่าน 6 ประการ นี่ยังไม่ต้องถามว่าตกลงพวกอิควานรู้เรื่องอุศู้ลบ้างหรือเปล่าว่าคืออะไรเป็นแบบไหนอย่างไรสำคัญอย่างไรเหมือนหรือต่างกับอะกีดะฮฺอย่างไร 

8. ท่านอิหม่ามอัลลาลิกาอีย์ ซึ่งเป็นอิหม่ามที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอิหม่ามที่ยิ่งใหญ่ในอะฮฺลิซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺท่านหนึ่ง (เสียชีวิตปี 418 ฮ.จ.) ได้เขียนตำราว่าขึ้นมาเล่มหนึ่งโดยใช้ชื่อว่า “ ชัรฮุ อุศู้ล อิอฺติก๊อด อะฮฺลิซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺ ” (شرح أصول اعتقاد أهل السنة والجماعة)  ซึ่งชื่อตำราของท่านเล่มนี้มีทั้งคำว่า อิอฺติก๊อด ซึ่งก็คือ อะกีดะฮฺนั่นเอง และคำว่า อุศู้ล หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงสิ่งที่ผู้ที่อ้างตัวเองว่าเป็นอะฮฺลิซซุนนะฮฺจะต้องเชื่อมั่นหรือยึดมั่นให้ถูกต้อง ซึ่งแน่นอนไม่ได้มีเตาฮีดหรือรุก่นอิหม่าน 6 ประการเพียงเท่านั้น แต่เรื่องเตาฮีดและรุก่นอิหม่าน 6 ประการ เป็นเป็นเพียงแค่เรื่องหนึ่งจากหลายๆเรื่องในเรื่องของอะกีดะฮฺที่จะต้องเชื่อและยึดมั่นให้ถูกต้อง

9. ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เป็นอิควานหรือมีความคิดโน้มเอียงไปทางกลุ่มอิควานที่อ้างในทำนองว่า ‘ ผมก็มีอะกีดะฮฺสลัฟนั่นแหละเพียงแต่ใช้มันฮัจอิควานก็เท่านั้นเอง’ ตกลงเอาเข้าจริงๆนอกจากท่านจะไม่เข้าใจทั้งในคำว่า อะกีดะฮฺแล้ว ท่านก็ยังไม่เข้าในคำว่ามันฮัจอีกด้วย  ส่วนอะกีดะฮฺและมันฮัจสัมพันธ์กันอย่างไรก็ขอให้ย้อนกลับไปที่ตอนต้นของบทความนี้

10. เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นอิควานหรือมีความคิดโน้มเอียงไปทางกลุ่มอิควานที่อ้างดังกล่าวเท่ากับกำลังจะพูดในทำนองว่า ‘ ผมเป็นอะฮฺลิซซุนนะฮฺแบบที่ไม่ได้อยู่ในแนวทางอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ’  อย่างนั้นหรือ ?   แปลกแต่จริง! 

11. สุดท้ายนี้ขอเรียกร้องกลุ่มอิควานโดยเฉพาะแกนนำทั้งหลายให้สอนเยาวชนของพวกท่านให้พวกเขาได้รู้ในเรื่องอุศู้ลซึ่งเป็นเรื่องที่มุสลิมทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจ โดยกลับไปหาตำราทั้งหลายที่เกี่ยวกับอุศู้ลในยุคสลัฟ  เราจะต้องมีความกล้าที่จะสอนให้เยาวชนมุสลิมโดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นักทำงานศาสนาทั้งได้รู้ถึงเรื่องอุศู้ล เพราะเมื่อเราได้เรียนรู้เรื่องอุศู้ล มันฮัจโดยเข้าใจแล้ว มันก็จะทำให้เยาวชนหรือมุสลิมทั้งหลายรู้ถึงกลุ่มหลงผิดได้โดยปริยาย การเรียนรู้ว่าอะไรคืออุศู้ล และมันฮัจของอะฮฺลิซซุนนะฮฺมันก็จะเท่ากับเป็นการเปิดโปงความหลงผิดของกลุ่มหลงผิดต่างๆไปโดยปริยาย  เราจะต้องไม่กลัวที่สอนในเรื่องอุศู้ลโดยอ้างอิงจากตำราในยุคที่ประเสริฐที่สุดที่ท่านนบีให้การับรองเอาไว้ นั่นก็คือยุคของชาวสละฟุซซอและห์  ถึงเวลาแล้วที่แกนนำอิควานในประเทศไทยทั้งหลายจะต้องสอนให้เยาวชนให้หูตาสว่างในเรื่องอุศู้ล อะฮฺลิซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺ โดยจะต้องไม่อ้างแบบมึนงงในทำนองว่า “ ผมก็มีอะกีดะฮฺสลัฟนั่นแหละเพียงแต่ใช้มันฮัจอิควาน ” ซึ่งเป็นคำพูดที่บาติ้ล (โมฆะ)  เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เยาวชนนักทำงานศาสนาทั้งหลายจะต้องรู้เรื่องอุศู้ลและมันฮัจของอะฮฺลิซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺ ? 

 

وصل اللهم وسلم على نبينا محمد وعلى آله وصبحه أجمعين

 

 

หมวดหมู่: