จริงหรือที่ว่าเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า? บทพิสูจน์จากคัมภีร์ไบเบิ้ล

จริงหรือที่ว่าเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า?

บทพิสูจน์จากคัมภีร์ไบเบิ้ล

 

 

ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ล่วงหน้าก่อนเลยว่า สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้มีพื้นฐานมาจากคัมภีร์ไบเบิ้ล และไม่จำเป็นว่าสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะต้องมีความสอดคล้องกับหลักความเชื่อและศรัทธาของอิสลาม  นั้นก็คือข้อมูลและความรู้ที่จะนำเสนอจากคัมภีร์ไบเบิ้ลต่อไปนี้ บางทีก็อาจจะตรงและสอดคล้องกับคำสอนของอิสลาม หรือบางทีก็อาจจะไม่ตรงก็ได้ แต่หลักฐานทั้งหมดเหล่านี้จะนำมาจากคัมภีร์ไบเบิ้ล

ตามคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้วถ้าวิเคราะห์ดูก็จะพบว่า ผู้คนในสมัยเยซูนั้นจะเรียกผู้ที่มีศิลธรรม ผู้ที่เป็นบ่าวที่จงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า ว่าเป็น  “son of God” หรือ “ บุตรของพระผู้เป็นเจ้า” โดยจะเปรียบเทียบว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรักยิ่ง แต่ไม่ได้ใช้ในความหมายที่แท้จริงของคำ นั้นคือ ไม่ได้เป็นเหมือนพ่อลูกกันจริงๆ แต่สิ่งนี้เป็นคำเปรียบทียบดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น

ดังนั้นการที่จะมาบอกว่า เพราะพระเยซูถูกเรียกว่าเป็นบุตรพระเจ้า ดังนั้นเยซูจึงต้องมีสถานะภาพที่สูงส่งไปกว่ามนุษย์ทั่วๆไป คือเป็น หนึ่งในสามของพระบิดาและพระจิตร ก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ขัดกับสิ่งที่มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลเอง เพราะถ้าพระเยซูถูกเรียกว่าเป็น  “ son of God”   หรือ   “บุตรของพระเจ้า”  แล้วจึงทำให้เยซูมีสภาพเหนือคนธรรมดาไปสู่ การเป็นภาคหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้าแล้วล่ะก็ เราจะว่าอย่างไรกับบุคคลเหล่านี้ที่ถูกกล่าวไว้คัมภีร์ไบเบิ้ลเช่นกัน ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ก็ถูกเรียกว่าเป็น “son of God” หรือ “ บุตรของพระเจ้า” ด้วย  โดยใช้คำๆเดียวกันเลยว่า  “ son of God”  หรือ   “บุตรของพระเจ้า” 

 

“และเจ้าจะทูลฟาโรห์ว่า พระเยโฮวาห์ตรัสดังนี้ว่า คนอิสราเอลเป็นบุตรชายของเรา คือเป็นบุตรหัวปีของเรา” (อพยพ 4:22)

 

“เขาจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อนามของเรา และเราจะสถาปนาบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรของเขาให้อยู่เป็นนิตย์
 เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา ถ้าเขากระทำความชั่วช้า เราจะตีสอนเขาด้วยไม้เรียวของมนุษย์ ด้วยการเฆี่ยนแห่งบุตรทั้งหลายของมนุษย์”     (2 ซามูเอล 7:13-14)

 

“เขาจะมาด้วยการร้องไห้ แต่ด้วยการทูลวิงวอนเราก็จะนำเขา เราจะให้เขาเดินตามแม่น้ำเป็นทางตรง ซึ่งเขาจะไม่สะดุด เพราะเราเป็นบิดาแก่อิสราเอล และเอฟราอิมเป็นบุตรหัวปีของเรา” (เยเรมีย์ 31:9)

 

“ซึ่งเป็นบุตรเอโนช ซึ่งเป็นบุตรเสท ซึ่งเป็นบุตรอาดัม ซึ่งเป็นบุตรพระเจ้า”  (ลูกา 3:38)

“ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านอย่าเชือดเนื้อตัวเองหรือกระทำหน้าผากให้โล้นเพื่อคนตาย”  (พระบัญญัติ 14:1)

“ด้วยว่าพระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงนำพาคนหนึ่งคนใด คนเหล่านั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า”  (โรม 8:14 )

“แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ พระองค์ทรงประทานอำนาจให้เป็นบุตรของพระเจ้า คือคนทั้งหลายที่เชื่อในพระนามของพระองค์”    (ยอห์น 1:12) “เพื่อท่านทั้งหลายจะปราศจากตำหนิและไม่มีความผิด เป็น `บุตรที่ปราศจากตำหนิของพระเจ้า' ในท่ามกลาง `ยุคที่คดโกงและวิปลาส' ท่านปรากฏในหมู่พวกเขาดุจดวงสว่างต่างๆในโลก”   (ฟีลิปปี 2:15) “ในเมื่อดาวรุ่งแซ่ซ้องสรรเสริญและบรรดาบุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าโห่ร้องด้วยความชื่นบาน” (โยบ 38:7) “และอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อบุตรชายทั้งหลายของพระเจ้ามารายงานตัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ซาตานก็มาในหมู่พวกเขาเพื่อรายงานตัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ด้วย”  (โยบ 2:1) “อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อบุตรชายทั้งหลายของพระเจ้ามารายงานตัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ซาตานได้มาในหมู่เขาด้วย”  (โยบ 1:6) “ในคราวนั้นมีพวกมนุษย์ยักษ์บนแผ่นดินโลก แล้วภายหลังเมื่อบุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าสมสู่กับบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์ และเธอทั้งหลายคลอดบุตรให้แก่พวกเขา บุตรเหล่านั้นเป็นคนมีอำนาจมาก ตั้งแต่สมัยโบราณเป็นคนมีชื่อเสียง”  (ปฐมกาล 6:4) “บุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าเห็นว่าบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์สวยงาม และพวกเขารับเธอทั้งหลายไว้เป็นภรรยาตามชอบใจของพวกเขา” (ปฐมกาล 6:2) “ข้าพเจ้าจะประกาศพระดำรัสของพระองค์ พระเยโฮวาห์รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า "เจ้าเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้ให้กำเนิดแก่เจ้าแล้ว”  (เพลงสดุดี 2:7) “บิดามารดาและตระกูลของท่านก็ไม่มี วันเกิดวันตายก็เช่นกัน แต่เป็นเหมือนพระบุตรของพระเจ้า เมลคีเซเดคนั้นแหละดำรงอยู่เป็นปุโรหิตชั่วกัปป์ชั่วกัลป์” (ฮีบรู 7:3) “เราได้กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายเป็นพระ เป็นบุตรองค์ผู้สูงสุด ท่านทุกคนนั่นแหละ” (เพลงสดุดี 82:6) “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าจะได้เรียกเขาว่าเป็นบุตรของพระเจ้า”  (มัทธิว 5:9) “แต่จงรักศัตรูของท่านทั้งหลาย และทำการดีต่อเขา จงให้เขายืมโดยไม่หวังที่จะได้คืนอีก บำเหน็จของท่านทั้งหลายจึงจะมีบริบูรณ์ และท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของผู้สูงสุด เพราะว่าพระองค์ยังทรงโปรดแก่คนอกตัญญูและคนชั่ว”  (ลูกา 6:35) “ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน จงอวยพรแก่ผู้ที่สาปแช่งท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ปฏิบัติอย่างเหยียดหยามต่อท่านและข่มเหงท่านทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและแก่คนอธรรม” (มัทธิว 5:44-45) “เราจะเป็นบิดาของพวกเจ้าและพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรสาวของเรา' องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น”  (2 โครินธ์ 6:18) “แต่จำนวนประชาชนอิสราเอลจะมากมายเหมือนเม็ดทรายในทะเล ซึ่งจะตวงหรือนับไม่ถ้วน และต่อมาในสถานที่ซึ่งทรงกล่าวแก่เขาว่า "เจ้าทั้งหลายไม่ใช่ประชาชนของเรา" ก็จะกล่าวแก่เขาว่า "เจ้าทั้งหลายเป็นบุตรชายของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่" (โฮเชยา 1:10) เราจะเห็นได้ว่าจากข้อความของคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ยกมากล่าวในตอนต้นนั้นบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า นอกเหนือจากเยซูแล้ว บุคคลอื่นๆก็ยังถูกเรียกด้วยคำๆเดียวกัน และด้วยสำนวนๆเดียวกัน ว่าเป็น “son of God” หรือ      “ บุตรของพระเจ้า ”         แต่ถ้าจะมีใครกล่าวอ้างขึ้นมาว่า จริงอยู่ที่บุคคลอีกหลายๆคนนอกเหนือจากเยซูที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น  “son of God” หรือ      “ บุตรของพระเจ้า ”  แต่พระเยซูถูกเรียกเป็นเฉพาะพิเศษว่าเป็น  “ the begotten son of God” นั้นคือ เป็นบุตรที่พระผู้เป็นเจ้าได้ให้กำเนิดมาเองเลย ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงนั้นก็หมายความว่า ตามคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว  แม้แต่กษัตริย์เดวิด ( king David) ก็มีสถานะที่เท่าเทียมกับเยซูด้วย ทั้งนี้เพราะตามไบเบิ้ลแล้ว เดวิดก็ถูกเรียกโดยพระผู้เป็นเจ้าว่าเป็น บุตรที่พระองค์ได้ให้กำเนิดมาเหมือนกัน “ข้าพเจ้าจะประกาศพระดำรัสของพระองค์ พระเยโฮวาห์รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า "เจ้าเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้ให้กำเนิดแก่เจ้าแล้ว”    ( เพลงสดุดี 2:7) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังนี้         I will declare the decree: the LORD hath said unto me, Thou art my Son; this day have I begotten thee     (Psalms 2:7)         และถ้าจะบอกว่าเพราะเยซูเกิดมาโดยไม่มีพ่อ ดังนั้นพระเยซูจึงมีสถานะภาพที่พิเศษไปกว่ามนุษย์ปรกติโดยทั่วๆไปโดยมีสภาพเป็น หนึ่งในสาม ของพระบิดาและพระจิตร ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว แน่นอนที่สุดที่อาดัมสมควรที่จะมีสิทธิมากกว่าเยซูเสียอีก ทั้งนี้เพราะ  อาดัมนั้นไม่มีทั้งพ่อและแม่ ทั้งสองอย่างเลย           อีกประเด็นหนึ่งที่สมควรที่จะหยิบยกขึ้นมากล่าวไว้ในที่นี้ก็คือ  ตามคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว เราจะเห็นว่า มีเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างพวกยิวกับเยซู คือ พวกยิวเกิดการเข้าใจผิดคิดว่าเยซูอ้างตัวเป็นพระเจ้า โดยที่พวกยิวต้องการที่จะขว้างเยซูด้วยหิน  ด้วยเหตุนี้ตัวเยซูเองจึงแก้ข้อเข้าใจผิดโดยกล่าวสิ่งต่อไปนี้เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับชาวยิวที่กำลังเข้าใจผิดอยู่ โดยกล่าวว่า “พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "ในพระราชบัญญัติของท่านมีคำเขียนไว้มิใช่หรือว่า เราได้กล่าวว่า ท่านทั้งหลายเป็นพระเจ้า ถ้าพระองค์ได้ทรงเรียกผู้ที่ได้รับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นพระเจ้า และนั้นก็จะไม่เป็นการฝ่าฝืนพระคัมภีร์แต่อย่างใด”   ( ยอห์น 10:34-35) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้ Jesus answered them, Is it not written in your law, I said, Ye are gods? If he called them gods, unto whom the word of God came, and the scripture cannot be broken;   (John 10:34-35) ซึ่งก็ตรงกันกับข้อความอีกบทหนึ่งของไบเบิ้ลที่ได้กล่าวไว้ว่า “เราได้กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายเป็นพระเจ้า และพวกเจ้าทั้งหมด เป็นบุตรองค์ผู้สูงสุด” (เพลงสดุดี 82:6) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้ I have said, Ye are gods; and all of you are children of the most High (Psalms 82:6)         ดังนั้นเราได้รับความเข้าใจจากข้อความข้างต้นแล้วว่า ตามสำนวนที่ใช้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้น  ใครก็ตามที่ได้รับวัจนะจากพระผู้เป็นเจ้าเขาผู้นั้นก็จะถูกเรียกว่าเป็น “ god”  หรือ “ พระเจ้า” ในความหมายที่เปรียบเปรย ในถานะที่เป็นผู้ที่เผ่ยแพร่คำสอนของพระผู้เป็นเจ้า   และเยซูก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ได้รับวัจนะของพระผู้เป็นเจ้าให้มาสั่งสอน  ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาผู้นั้นจะเป็นพระเจ้าจริงๆ ในความหมายโดยทั่วไปที่เข้าใจกัน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้วล่ะก็ นั้นก็หมายความว่า ตามคัมภีร์ไบเบิลแล้วจะต้องมีพระเจ้ามากมายเลยทีเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจรับได้และขัดกับความเป็นจริง เช่นมีกล่าวไว้ว่า “พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า "ดูซี เราได้ตั้งเจ้าไว้เป็น  พระเจ้าต่อฟาโรห์ และอาโรนพี่ชายของเจ้าจะเป็นผู้พยากรณ์แทนเจ้า ” (อพยพ 7:1) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้         And the LORD said unto Moses, See, I have made thee a god to Pharaoh: and Aaron thy brother shall be thy prophet  (Exodus 7:1) โปรดสังเกตว่า โมเสสถูกเรียกว่าเป็น พระเจ้าต่อฟาโรห์ นั้นทำให้โมเสสเป็นพระเจ้าจริงๆอย่างนั้นหรือ? … เปล่าเลย เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกไว้ชัดเจนเลยว่า     “ พระเยโฮวาห์ พระบรมมหากษัตริย์แห่งอิสราเอล และผู้ไถ่ของเขา พระเยโฮวาห์จอมโยธา ตรัสดังนี้ว่า "เราเป็นผู้ต้นและเราเป็นผู้ปลาย นอกจากเราแล้วไม่มีพระเจ้า” (อิสยาห์ 44:6) “เราได้กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายเป็นพระเจ้า และพวกเจ้าทั้งหมด เป็นบุตรองค์ผู้สูงสุด” (เพลงสดุดี 82:6) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้ I have said, Ye are gods; and all of you are children of the most High (Psalms 82:6) “ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระเจ้าของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป เพื่อไม่ให้ความสว่างของข่าวประเสริฐอันมีสง่าราศีของพระคริสต์ ผู้เป็นพระฉายของพระเจ้า ส่องแสงถึงพวกเขา”  (2 โครินธ์ 4:4) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้ In whom the god of this world hath blinded the minds of them which believe not, lest the light of the glorious gospel of Christ, who is the image of God, should shine unto them  (2 Corinthians 4:4)         ผู้คนในสมัยพระเยซูรู้จักพระเยซูในสถานะอะไร? ถ้าหากว่าสาวกของพระเยซูถือว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นเสมือนพระบิดาของพวกเขาตามความหมายที่พวกเขาเข้าใจกันแล้วล่ะก็ เราก็น่าที่จะหันกลับมาถามต่อไปอีกว่า แล้วเหล่าบรรดาสาวกและผู้ปฎิบัติตามเยซูได้รู้จักเยซูในถานะอะไรอยู่ในสถานะภาพไหน เรามาตอบคำถามนี้พร้อมๆกันโดยใช้หลักฐานข้ออ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิ้ล “เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ประชาชนทั่วทั้งกรุงก็พากันแตกตื่นถามว่า "ท่านผู้นี้เป็นผู้ใด"
 ฝูงชนก็ตอบว่า "นี้คือเยซูผู้เป็นศาสดาซึ่งมาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี"        (มัทธิว 21:10-11) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้ And when he was come into Jerusalem, all the city was moved, saying, Who is this?
And the multitude said, This is Jesus the prophet of Nazareth of Galilee     (Matthew 21:10-11) “แต่เมื่อพวกเขาอยากจะจับพระองค์ พวกเขาก็กลัวประชาชน เพราะประชาชนนับถือพระองค์ว่าเป็นศาสดา”  (มัทธิว 21:46) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้ But when they sought to lay hands on him, they feared the multitude, because they took him for a prophet    (Matthew 21:46) “พระองค์ตรัสถามเขาว่า "เหตุการณ์อะไร" เขาจึงตอบพระองค์ว่า "เหตุการณ์เรื่องพระเยซูชาวนาซาเร็ธ ผู้เป็นศาสดาพยากรณ์ ประกอบด้วยฤทธิ์เดชในการงานและในถ้อยคำจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า และต่อหน้าประชาชนทั้งหลาย” (ลูกา 24:19) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้ And he said unto them, What things? And they said unto him, Concerning Jesus of Nazareth, which was a prophet mighty in deed and word before God and all the people  (Luke 24:19) “นางทูลพระองค์ว่า "ท่านเจ้าคะ ดิฉันเห็นจริงแล้วว่าท่านเป็นศาสดาพยากรณ์”    (ยอห์น 4:19) “มีชายคนหนึ่งในพวกฟาริสีชื่อนิโคเดมัสเป็นขุนนางของพวกยิวชายผู้นี้ได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนและทูลพระองค์ว่า "รับบี พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีผู้ใดกระทำการอัศจรรย์ซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้ นอกจากว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขาด้วย"  (ยอห์น 3:1-2) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้ There was a man of the Pharisees, named Nicodemus, a ruler of the Jews:
The same came to Jesus by night, and said unto him, Rabbi, we know that thou art a teacher come from God: for no man can do these miracles that thou doest, except God be with him   (John 3:1-2) “เมื่อคนเหล่านั้นได้เห็นการอัศจรรย์ซึ่งพระเยซูได้ทรงกระทำเขาก็พูดกันว่า "แท้จริงท่านผู้นี้เป็นศาสดาพยากรณ์นั้นที่ทรงกำหนดให้เข้ามาในโลก"  (ยอห์น 6:14) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้ Then those men, when they had seen the miracle that Jesus did, said, This is of a truth that prophet that should come into the world  (John 6:14) “เมื่อประชาชนได้ฟังดังนั้น หลายคนจึงพูดว่า "แท้จริง ท่านผู้นี้เป็นศาสดาพยากรณ์นั้น" (ยอห์น 7:40) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้ Many of the people therefore, when they heard this saying, said, Of a truth this is the Prophet  (John 7:40) ตอนนี้เรามาดูกันว่า ตัวพระเยซูเองได้กล่าวเพื่อบอกถึงสถานะภาพของตนเองไว้อย่างไร

“แต่ว่าจำเป็นซึ่งเราจะเดินไปวันนี้ พรุ่งนี้ และมะรืนนี้ เพราะว่าศาสดาพยากรณ์จะถูกฆ่านอกกรุงเยรูซาเล็มก็หามิได้”    (ลูกา 13:33)

 

ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้

Nevertheless I must walk to day, and to morrow, and the day following: for it cannot be that a prophet perish out of Jerusalem    ( Luke 13:33)

 

“เขาทั้งหลายจึงหมางใจในพระองค์ ฝ่ายพระเยซูตรัสกับเขาว่า "ศาสดาพยากรณ์จะไม่ขาดความนับถือ เว้นแต่ในบ้านเมืองของตน และในครัวเรือนของตน"  (มัทธิว 13:57)

ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้

And they were offended in him. But Jesus said unto them, A prophet is not without honour, save in his own country, and in his own house  ( Matthew 13:57)

 

และนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันในสิ่งที่คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า :

“และจงรำลึก เมื่ออีซา อิบนฺ มัรยัม ได้กล่าวว่า โอ้วงศ์วานของอิสรออีลเอ๋ย แท้จริงฉันเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺมายังพวกท่าน เป็นผู้ยืนยันสิ่งที่มีอยู่ในเตารอฮฺก่อนหน้าฉันและเป็นผู้แจ้งข่าวดีถึงร่อซูลคนหนึ่งผู้จะมาภายหลังฉัน ชื่อของเขาคือ อะหมัด ครั้นเมื่อเขา (อะหมัด) ได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้งแล้ว พวกเขากล่าวว่านี่คือมายากลแท้ ๆ ” (ซูเราะฮฺ อัศศ็อฟ 61:6)

 

ถ้าจะถามว่า พระผู้เป็นเจ้าจะมาเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ ? ในเรื่องนี้คัมภีร์ไบเบิ้ลได้ให้คำตอบแก่เราเป็นอย่างดีว่า

 

“พระเจ้ามิใช่มนุษย์จึงมิได้มุสา และมิได้เป็นบุตรของมนุษย์จึงไม่ต้องกลับใจ ที่พระองค์ตรัสไปแล้ว พระองค์ก็จะมิทรงกระทำตามหรือ ที่พระองค์ทรงลั่นวาจาแล้ว จะไม่ทรงกระทำให้สำเร็จหรือ”  (กันดารวิถี 23:19) ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้ God is not a man, that he should lie; neither the son of man, that he should repent: hath he said, and shall he not do it? or hath he spoken, and shall he not make it good? (Numbers 23:19)

เยซูในถานะที่เป็นบ่าวคนหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า  และแน่นอนเมื่อพูดถึง นาย ก็ต้องมีผู้ที่เป็นบ่าวเป็นธรรมดา แล้วใครกันล่ะที่เป็น นาย ของเยซู เราได้คำตอบจากคัมภีร์ไบเบิ้ลดังนี้:

 

“ดูเถิด ผู้รับใช้ของเราซึ่งเรา(พระเจ้า)ได้เลือกสรรไว้ ที่รักของเรา ผู้ซึ่งจิตใจเราโปรดปราน เราจะเอาวิญญาณของเราสวมท่านไว้ ท่านจะประกาศการพิพากษาแก่พวกต่างชาติ”  (มัทธิว 12:18)

ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้

Behold my servant, whom I have chosen; my beloved, in whom my soul is well pleased: I will put my spirit upon him, and he shall shew judgment to the Gentiles    (Matthew 12:18)

 

“พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเรา ได้ทรงโปรดประทานพระเกียรติแด่พระเยซูบ่าวของพระองค์ ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายได้มอบไว้แล้ว และได้ปฏิเสธพระองค์ต่อหน้าปีลาต เมื่อเขาตั้งใจจะปล่อยพระองค์ไป”   (กิจการ 3:13)

 

ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้

 The God of Abraham and of Isaac and of Jacob, the God of our fathers, glorified his servant Jesus, whom you delivered up and denied in the presence of Pilate, when he had decided to release him  (Acts 3:13)

 

“ความจริงทั้งเฮโรดและปอนทัสปีลาต กับพวกต่างประเทศ และชนชาติอิสราเอลได้ชุมนุมกันต่อสู้พระเยซูผู้รับใช้บริสุทธิ์ของพระองค์ ซึ่งทรงเจิมไว้แล้ว”    (กิจการ 4:27)

 

ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ในบทเดียวกันกับที่ยกมาข้างต้นมีดังต่อไปนี้

for truly in this city there were gathered together against thy holy servant Jesus, whom thou didst anoint, both Herod and Pontius Pilate, with the Gentiles and the peoples of Israel    (Acts 4:27)

 

ตอนนี้ขอให้ย้อนกลับมาในประเด็นที่เกี่ยวกับคำว่า “son” หรือ “บุตร”  อีกครั้งหนึ่ง  จะเห็นได้ว่าถ้าเราได้ย้อนกลับไปดูในภาษากรีกแล้วก็จะพบว่า  คำว่า  “ pias” และ “paida”  ซึ่งทั้งสองคำนี้เมื่อแปลแล้วก็จะได้ความหมายว่า  “ ผู้รับใช้หรือบ่าว”(servant),  “บุตร” , “ เด็กรับใช้ผู้ชาย”   และถ้าเราตรวจสอบคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษบางเล่มดูแล้วก็จะพบข้อเท็จจริงที่ว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษบางเล่ม จะแปลคำในภาษากรีก นั้นคือ  “ pias” “paida”  โดยจะแปลว่า “ บุตร” หรือ “son” เมื่ออ้างถึงตัวของเยซู แต่ในขณะเดียวกันเมื่อคำๆเดียวกันนี้ (“ pias” “paida”  ) ไว้ถูกกล่าวอ้างถึงบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เยซู  แต่ถูกแปลว่า “บ่าว” หรือ  “ ผู้รับใช้” (servant) ทั้งๆที่คำในภาษากรีกก็ใช้คำๆเดียวกันแต่พอมาแปลเป็นภาษาอังกฤษกลับใช้คำแปลที่ต่างกัน โดยเลือกแปลคำว่า “ son” หรือ “ บุตร” เฉพาะกับตัวของเยซูเท่านั้น เพื่อต้องการทำให้ผู้อ่านเข้าใจไปว่า เยซูเป็นบุตรของพระเจ้าจริงๆ ( แต่จริงๆไม่ได้เป็นเช่นนั้นดั่งได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น)  แต่พอมาถึงบุคคลอื่นๆที่ไม่ใช่ตัวของพระเยซูกลับเลือกหรือเลี่ยงไปใช้คำแปลที่ว่า  “ บ่าว” หรือ “ ผู้รับใช้” (servant)  โดยไม่ยอมใช้คำแปลที่ว่า “ บุตร” กับบุคคลอื่นๆด้วย  แต่ก็ยังมีคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษบางฉบับที่มีความซื่อตรงในการแปลคำในภาษากรีกมาสู่ภาษาอังกฤษ  ต่อไปนี้จะยกตัวอย่างคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ 2 ฉบับมาให้ดู  คือ ฉบับที่เรียกว่า   King James Version หรือเรียกย่อๆว่า  KJV  และอีกฉบับคือ   Revised Standard Version หรือเรียกย่อๆว่า  RSV ซึ่งคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับของ RSV นี้  ถูกจัดทำขึ้นโดยนักวิชาการผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านคัมภีร์ไบเบิ้ลผู้มีชื่อเสียงโด่งดังชาวคริสเตียน จำนวน 32 ท่าน และการจัดทำคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับนี้ขึ้นมาก็ได้รับการสนับสนุนจากสำนักคิดต่างๆของชาวคริสเตียนถึง 50 สำนัก  และสาเหตุที่ บรรดาผู้เชี่ยวชาญในด้านคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งหลายเหล่านี้ได้จัดทำคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ RSV นี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดจำนวนมากมายที่ไม่อาจละเลยได้ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดที่หนักหนาเอาการซึ่งพบใน ฉบับคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ KJV  ต่อไปนี้ขอให้ผู้อ่านลองเทียบการแปลดู ระหว่าง ฉบับ KJV 

 

For of a truth against thy holy child Jesus, whom thou hast anointed, both Herod, and Pontius Pilate, with the Gentiles, and the people of Israel, were gathered together  (Acts 4:27)

 

และ ฉบับ RSV

 

For truly in this city there were gathered together against thy holy servant Jesus, whom thou didst anoint, both Herod and Pontius Pilate, with the Gentiles and the peoples of Israel  (Acts 4:27)

 

สังเกตดูตัวหนาที่ขีดเส้นใต้ไว้ฉบับของ  KJV  จะใช้คำว่า  “child” ซึ่งในที่นี้จะมีความหมายเดียวกับคำว่า “son” หรือ  “บุตร”   แต่ในไบเบิ้ลฉบับ  RSV   จะใช้คำว่า   “servant” ซึ่งแปลว่า “ บ่าว”หรือ “ผู้รับใช้”

 

ยกตัวอย่างอีกที่หนึ่งเช่น  ไบเบิ้ลฉบับ  KJV

 

The God of Abraham, and of Isaac, and of Jacob, the God of our fathers, hath glorified his Son Jesus; whom ye delivered up, and denied him in the presence of Pilate, when he was determined to let him go  (Acts 3:13)

 

แต่ไบเบิ้ลฉบับ  RSV

 

The God of Abraham and of Isaac and of Jacob, the God of our fathers, glorified his servant Jesus, whom you delivered up and denied in the presence of Pilate, when he had decided to release him  (Acts 3:13)

 

สังเกตดูตัวหนาที่ขีดเส้นใต้ไว้ฉบับของ  KJV  จะใช้คำว่า   “ son”  หรือ  “บุตร”     แต่ในไบเบิ้ลฉบับ  RSV   จะใช้คำว่า   “servant” ซึ่งแปลว่า “ บ่าว”หรือ “ผู้รับใช้”

 

อีกตัวอย่างที่เป็นที่น่าสังเกต  คือในคัมภีร์ไบเบิ้ลได้ใช้คำภาษากรีก ที่ว่า “pias” ในการเรียก ยะโก๊บ ซึ่งเมื่อมาแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว กลับไม่แปลว่า “son” แต่กลับไปแปลว่า “servant” ทั้งๆที่เป็นคำๆเดียวกัน ทั้งนี้ก็พอจะจับจุดได้ว่า เพราะกลัวว่า ยะโก๊บ จะถูกเรียกว่าเป็น “บุตรของพระเจ้า” (son of God)  ซึ่งคำว่า  “บุตรของพระเจ้า” (son of God)  นี้ได้อธิบายรายละเอียดไปแล้วในตอนต้น

และอีกเช่นกัน  กษัตริย์เดวิด ( king David) ก็ถูกเรียกโดยใช้คำๆเดียวกันในภาษากรีกนี่แหละแต่พอแปลออกมากลับไม่ยอมแปลว่า  กษัตริย์เดวิด เป็น “son of God”  หรือ “บุตรของพระเจ้า” บ้าง เหมือนกับที่เยซูถูกแปล แต่กลับแปลว่า   ผู้รับใช้ของพระองค์ ทั้งๆที่คำในภาษากรีกก็เป็นคำๆเดียวกัน

 

“พระองค์ตรัสไว้ด้วยปากของ ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ว่า `เหตุใดชนต่างชาติจึงกระทำโกลาหลขึ้น และชนชาติทั้งหลายคิดอ่านในการที่ไร้ประโยชน์”  (กิจการ 4:25)

 

แต่พอมาถึงเยซูแทนที่จะใช้คำๆเดียวกับที่ใช้กับเดวิดว่าเป็น   “ผู้รับใช้ของพระองค์” เพราะคำในภาษากรีกก็เป็นคำๆเดียวกัน  แต่พอมาถึงเยซูก็จะเป็นอย่างที่เห็นต่อไปนี้ :

 

“พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเรา ได้ทรงโปรดประทานพระเกียรติแด่ พระเยซูพระบุตรของพระองค์ ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายได้มอบไว้แล้ว และได้ปฏิเสธพระองค์ต่อหน้าปีลาต เมื่อเขาตั้งใจจะปล่อยพระองค์ไป” (กิจการ 3:13)

และ

“ความจริงทั้งเฮโรดและปอนทัสปีลาต กับพวกต่างประเทศ และชนชาติอิสราเอลได้ชุมนุมกันต่อสู้ พระเยซูพระบุตรผู้บริสุทธิ์ของพระองค์ ซึ่งทรงเจิมไว้แล้ว” (กิจการ 4:27)

 

แต่ถึงกระนั้นก็ตามถ้าเราได้อ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยหลายฉบับดูเราก็จะเห็นความแตกต่างถึงคำแปลของบทที่ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างข้างต้น  นั้นก็คือในบทของ  (กิจการ 3:13)  และ  (กิจการ 4:27)  นั้นก็คือเมื่อเราไปเช็คและตรวจสอบดูคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับที่จัดพิมพ์โดย องค์การกีเดี้ยนอินเตอร์เนชันแนล ซึ่งถูกพิมพ์ขึ้นในปี 1977 และเมื่อเราไปตรวจสอบดูในบทของ  (กิจการ 3:13)  และ  (กิจการ 4:27)   ก็จะพบว่า ใน (กิจการ 3:13) มีคำแปลดังต่อไปนี้ :

“ชอบธรรมของเราเอง? พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเรา ได้ทรงโปรดประทานพระเกียรติ ให้มีแก่พระเยซู พระบุตรของพระองค์   พระเยซูนั้นท่านทั้งหลายได้มอบไว้แล้ว,และได้ปฏิเสธต่อหน้า” (กิจการ 3:13)

 

ส่วนในบทของ (กิจการ 4:27)    ซึ่งคำแปลดังต่อไปนี้ :

 

“พร้อมกันต่อสู้พระเจ้าและต่อสู้พระคริสของพระองค์ แท้จริงในเมืองนี้ทั้งเฮโรด และปนเตียวปีลาต กับจำนวนต่างประเทศ และพวกยิสราเอลได้ประชุมกันต่อสู้ พระเยซูพระบุตรผู้บริสุทธ์”  (กิจการ 4:27)  

 

จะเห็นได้ว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ ที่จัดพิมพ์โดย องค์การกีเดี้ยนอินเตอร์เนชันแนล ซึ่งถูกพิมพ์ขึ้นในปี 1977 จะแปลว่า  พระบุตรของพระองค์ และ   พระเยซูพระบุตรผู้บริสุทธ์

ซึ่งตรงกันกับคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับที่สามารถอ่านได้ผ่านเวปไซต์ : http://software77.com/onlinebibles/thai/

 

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเราไปอ่าน คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ ที่จัดพิมพ์โดย องค์การกีเดี้ยนอินเตอร์เนชันแนล อีกเช่นกัน แต่เป็นฉบับซึ่งถูกพิมพ์ขึ้นในปี  2003  รวมทั้งฉบับที่จัมพิมพ์โดย มูลนิธิ อาร์เธอร์ เอส เดอมอส ปี 2004, และฉบับที่จัดพิมพ์โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย  ( Thailand Bible Society) ปี 2003  เราก็จะพบการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างที่จะแยบยลในการแปลถ้าผู้อ่านไม่สังเกตให้ดี นั้นก็คือ  บทที่ยกมาข้างต้น นั้นคือในบท  กิจการ 3:13 จากที่เคยแปลว่า

พระบุตรของพระองค์  ก็จะเปลี่ยนมาแปลเป็น :  

พระเยซูผู้รับใช้ของพระองค์”       ส่วนในบท  กิจการ 4:27 จากที่เคยแปลว่า  พระเยซูพระบุตรผู้บริสุทธ์”   ก็จะเปลี่ยนมาแปลเป็น   พระเยซูผู้รับใช้บริสุทธ์ของพระองค์”     

       

ท่านผู้อ่านได้ข้อคิดและบทเรียนอะไรบ้างครับจากตัวอย่างที่ผมได้ยกมาให้ดู?  ขอให้นำไปคิดเป็นการบ้านก็แล้วกัน  แต่ก็ต้องขอชมเชย  นักวิชาการชาวคริสเตียนในส่วนนี้ที่เริ่มใกล้ความจริงเข้ามาเรื่อยๆในการแปล ที่มีความซื่อตรงในการแปลอย่างที่ได้ยกมาให้ดูในตอนต้น   แต่อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าที่จะต้องถามกันสักหน่อยก็คือ:

ทำไมถึงได้เลือกปฎิบัติในการแปลอย่างนี้  ต้องการจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ!? ป่วยการกับการกระทำเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นการดีที่เราจะใช้โองการต่อไปนี้ สรุปการกระทำเช่นนี้เช่นนี้

 

“และแท้จริงจากหมู่พวกเขานั้น มีกลุ่มหนึ่งบิดลิ้นของพวกเขา ในการอ่านคัมภีร์ ทั้งๆ ที่มันมิได้มาจากคัมภีร์ และพวกเขากล่าวว่า มันมาจากที่อัลลอฮ์ทั้งๆ ที่มันมิใช่มาจากอัลลอฮ์ และพวกเขากล่าวความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ ทั้งๆ ที่พวกเขาก็รู้กันดีอยู่” (ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 3โองการที่ 78)

 

อัล-มะซีห์นั้นจะไม่หยิ่งเป็นอันขาดที่จะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ และมลาอิกะฮ์ผู้ใกล้ชิด (พระองค์) ก็ไม่หยิ่งด้วย และผู้ใดหยิ่งต่อการที่อิบาดะฮ์ ต่อพระองค์ และยะโสแล้ว พระองค์ก็จะทรงชุมนุมพวกเขาไว้ยังพระองค์ทั้งหมดส่วนบรรดาผู้ที่ศรัทธา และประกอบสิ่งที่ดีงามทั้งหลายนั้น พระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาโดยครบถ้วน ซึ่งรางวัลของพวกเขา และจะทรงเพิ่มให้แก่พวกเขาด้วย จากความกรุณาของพระองค์ และส่วนบรรดาผู้ที่หยิ่งยะโสนั้น พระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา ซึ่งการลงโทษอันเจ็บแสบ และพวกเขาจะไม่พบผู้คุ้มครอง และผู้ช่วยเหลือใด สำหรับพวกเขาอื่นจากอัลลอฮฺมนุษยชาติทั้งหลาย! แน่นอนได้มีหลักฐาน จากพระเจ้าของพวกเจ้ามรยังพวกเจ้าแล้ว และเราได้ให้แสงสว่างอันแจ่มแจ้งลงมาแก่พวกเจ้าด้วย” (ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 4โองการที่ 172-174)

 

“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ ! จงมายังถ้อยคำหนึ่งซึ่งเท่าเทียมกัน ระหว่างเราและพวกท่าน คือว่าเราจะไม่เคาระสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น และเราจะไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และพวกเราบางคนก็จะไม่ยึดถืออีกบางคนเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ แล้วหากพวกเขาผินหลังให้ ก็จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเราเป็นผู้น้อมตาม” (ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 3โองการที่ 64)

 

“แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่าอัลลอฮ์เป็นผู้ที่สามของสามองค์ นั้นได้ตกเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากผู้ที่ควรเคารพสักการะองค์เดียวเท่านั้น และหากพวกเขามิหยุดยั้งจากสิ่งที่พวกเขากล่าวแน่นอนบรรดาผู้ที่ปฏิเสธการศรัทธาในหมู่พวกเขานั้นจะต้องประสบการลงโทษอันเจ็บแสบ” (ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 5 โองการที่  73 )