มุสลิมกับการเผชิญหน้ากับ พยานยะโฮวา

มุสลิมกับการเผชิญหน้ากับ พยานยะโฮวา

โดย : อ. ชะรีฟ วงศ์เสงี่ยม

พยานยะโฮวาเป็นผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียนแท้ โดยพวกเขาจะไม่เชื่อว่าเยซูเป็นพระเจ้า หากแต่จะเชื่อว่าเยซูนั้นเป็นบุตรหัวปีของพระผู้เป็นเจ้า และพวกเขาก็ยังมีความเชื่ออีกว่าเยซูนั้นได้ถูกส่งมาเพื่อล้างบาปแก้มวลมนุษย์ผู้ศรัทธาในตัวเยซู ผู้เผยแพร่ศาสนาของพยานยะโฮวาจะได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ในการที่จะเผยแพร่ความเชื่อของเขาแก่ผู้ที่เป็นมุสลิม โดยพวกเขาจะมากันสองคนโดยที่คนหนึ่งจะเป็นฝ่ายพูดชักชวนโดยที่อีกคนหนึ่งที่มาด้วยกันจะนั่งฟังอยู่เฉยๆ ในระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นี้ พยานยะโฮวา จะเริ่มต้นด้วยการถามคำถามเพื่อที่จะให้ผู้ที่เป็นมุสลิมได้เป็นฝ่ายตอบ แต่ถ้าตอบไม่ได้ พวกเขาก็จะถือโอกาสเป็นฝ่ายคุมการสนทนากับมุสลิมคนนั้นๆ ในหนังสือคู่มือของพวกเขาที่ชื่อ “ การคิดอย่างมีเหตุผลจากคัมภีร์ ” ( Reasoning from the Scriptures ) พวกเขาได้ถูกสอนวิธีที่จะใช้กล่าวกับมุสลิมดังต่อไปนี้ “ เมื่อมุสลิมกล่าวว่า อิสลามสอนอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ขอให้เขาได้แสดงหลักฐานให้ดูหน่อยจากคัมภีร์อัลกุรอาน โดยให้รอสักครู่หนึ่งในขณะที่เขากำลังหาหลักฐานข้อมูลในอัลกุรอานอยู่ เมื่อเขาไม่สามารถหามันได้ เขาก็จะมีความเต็มใจที่จะให้คุณพูดกับเขามากขึ้นโดยเขาจะมีท่าทีที่อ่อนลง” คู่มือของพยานยะโฮวาที่ว่ามานี้ได้ถูกพิมพ์ขึ้นในปี 1989 ซึ่งข้อความดังกล่าวมีระบุไว้ในหน้าที่ 23-24 ในกรณีที่มุสลิมผู้นั้นไม่มีความรู้อะไรมากเกี่ยวกับอิสลาม พยานยะโฮวาก็จะได้โอกาสในการที่จะเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ และพยายามอธิบายถึงหลักความเชื่อของตนเองให้มุสลิมผู้นั้นได้ฟัง

จากข้างต้นเราได้รู้แล้วว่าพยานยะโฮวานั้นเมื่อเขาจะมาเผยแพร่หลักความเชื่อของเขานั้น เขาจะมากันสองคนโดยที่คนหนึ่งจะเป็นฝ่ายพูด ส่วนอีกคนจะนั่งฟังอยู่เฉยๆ และในระหว่างที่เขากำลังเชิญชวนมุสลิมอยู่นี้ หากมุสลิมคนนั้นเป็นผู้ที่มีความรู้และสามารถที่จะเป็นฝ่ายควบคุมการสนทนาไว้ได้และสามารถทำให้ฝ่ายคริสโน้มเอียงเชื่อและคล้อยตามในสิ่งที่เขากล่าวได้ พยานยะโฮวาอีกคนหนึ่งที่นั่งฟังอยู่เฉยๆก็จะสังเกตุท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของคนๆนั้นที่มาด้วยกัน และจะนำสิ่งนี้ไปรายงานต่อที่ประชุมเมื่อทั้งสองได้กลับไป และนอกจากนี้แล้วการที่พยานยะโฮวามากันสองคนนั้นก็เพราะว่าในกรณีที่เขาคนใดคนหนึ่งไม่ว่าจะคนที่เป็นผู้พูดหรือคนที่นั่งฟังเฉยๆหรือทั้งสองคนเลย เกิดเห็นด้วยหรือคล้อยตามกับคนที่เขาพูดด้วยคนนั้น ( มุสลิม ) เขาก็จะระแวงซึ่งกันและกันเองโดยไม่กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกที่เห็นด้วยและคล้อยตามที่อยู่ในใจของคนใดคนหนึ่งออกมา ทั้งนี้เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะนำพฤติกรรมของเขาไปรายงานให้ที่ประชุมรู้

อีกสิ่งหนึ่งที่พยานยะโฮวาจะนำติดตัวมาด้วยก็คือ หนังสือเล่มเล็กๆที่ดูมีสีสันดึงดูดตา เพื่อที่จะแจกสิ่งนั้นให้กับผู้เป็นมุสลิม โดยนั้นจะมีการหยิบยกโองการต่างๆของคัมภีร์อัลกุรอาน และฮะดีษต่างๆเพื่อมาสนับสนุนแนวความเชื่อของตนเอง และทำให้มุสลิมที่ไม่มีความรู้คล้อยตามและหลงเชื่อ

ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของพยานยะโฮวาก็คือ พวกเขาจะไม่ยอมรับหนังสือหรือข้อเขียนใดๆที่ไม่ใช่ของพวกเขา เพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาเท่านั้นที่ได้กำความจริงเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว เช่นในกรณีที่เรามุสลิม มีข้อเขียนหรือหนังสือใดๆที่เกี่ยวกับอิสลามที่จะนำเสนอให้แก่เขา แน่นอนโดยลักษณะทั่วๆไปของพวกเขาแล้ว พวกเขาจะไม่รับสิ่งใดๆที่ถูกนำเสนอจากฝ่ายตรงข้ามทั้งสิ้น ถ้าเราเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ก็ให้เราบอกกับเขาอย่างสุภาพว่าเราไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับผู้ที่ไม่มีใจเปิดกว้างพอที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น แต่กระนั้นก็จะมีพยานยะโฮวาบางคนที่พร้อมที่จะรับฟังฝ่ายตรงข้าม อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาคงนึกถึงข้อความในไบเบิ้ลต่อไปนี้ได้ :

 

“ จงพิสูจน์ทุกสิ่ง สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น”

(1 เธสะโลนิกา 5:21)

จากข้อความในไบเบิ้ลที่ได้ยกมาข้างต้น เราได้รับความรู้ว่า พวกเขาถูกสั่งให้ตรวจสอบดูในสิ่งต่างๆเสียก่อนที่จะตัดสินอะไรลงไป และเมื่อพิสูจน์แล้วว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีก็ให้ยึดถือสิ่งนั้นเอาไว้ อีกสิ่งหนึ่งที่พยานยะโฮวาจะเน้นมากเป็นพิเศษเมื่อพวกเขาได้มีโอกาสได้สนทนากับมุสลิมก็คือ พวกเขาจะเน้นอยู่เสมอว่า คัมภีร์อินญีลนั้นยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปแต่ยังคงอยู่เหมือนเดิม และบ่อยครั้งด้วยกันที่พวกเขาจะเรียกคัมภีร์อินญีลแทนคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งอาจจะทำให้มุสลิมที่ไม่รู้สับสนได้ พวกพยานยะโฮวาจะเน้นเป็นอย่างมากว่าคัมภีร์ทั้งหมดทุกตอนยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงเลย ทั้งหมดยังเป็นคำพูดของพระเจ้าอยู่ โดยพวกเขาจะหยิบยกข้อความหนึ่งในคัมภีร์ไบเบิ้ลมาเป็นข้ออ้างว่าคัมภีร์ทั้งหมดทุกส่วนยังเป็นสิ่งที่ถูกดลใจจากพระเจ้าโดยไม่ถูกเปลี่ยนแปลงเลย ข้อความที่ถูกยกมาอ้างก็คือ :

 

พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า ”

(2 ทิโมธี 3:16)

 

ก่อนที่เราจะไปวิเคราะห์ข้อความที่พยานยะโฮวาได้ยกมาอ้าง ก่อนอื่นเราใน

ถานะ เป็นมุสลิมจะต้องตอบคำถามพวกเขาไปให้ชัดเจนเสียก่อนว่า

1. เรามุสลิมศรัทธาว่าเยซู ( อีซา ) ได้รับคัมภีร์จากพระผู้เป็นเจ้าจริงและคัมภีร์ที่ว่าก็คือคัมภีร์ อินญีล

2. เรามุสลิมศรัทธาอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า คัมภีร์อินญีลที่เยซู (อีซา)ได้รับนั้น เป็นคำพูดของพระผู้เป็นเจ้าทั้งหมดทุกส่วน

3.คัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งมีอยู่หลายฉบับด้วยกันรวมทั้งฉบับที่พยานยะโฮวาใช้อยู่ด้วย นั้นคือฉบับของ ( New World Translation of the Holy Scriptures) เหล่านั้นไม่ใช่คัมภีร์อินญีลที่ท่านนบีอีซาได้รับอีกต่อไป อาจจะคงมีบางส่วนที่ยังเป็นคำพูดที่แท้จริงของพระเจ้าหลงเหลืออยู่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดทุกส่วนอย่างแน่นอน

4. เราจะต้องพิสูจน์ให้พยานยะโฮวาได้เห็นว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลที่พวกเขาถืออยู่นั้นได้ยืนยันตัวของมันเองว่าไม่ใช่ทุกส่วนที่จะถือว่าเป็นคำพูดที่ถูกดลใจจากพระเจ้า

สาเหตุที่พยานยะโฮวาพยายามดึงมุสลิมให้เชื่อว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลที่พวกเขาถืออยู่ก็คือคัมภีร์อินญีลที่ท่านนบีอีซาได้รับก็เพราะว่าต้องการให้มีความเชื่อว่าเยซูได้ถูกส่งมาเพื่อล้างบาป และให้มุสลิมมีความเชื่อเช่นนั้น และถ้ามุสลิมคนไหนไปหลงเชื่อว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลที่พวกเขามีอยู่คือคัมภีร์อินญีล ก็จะติดกับดักของพวกเขาในทันที เพราะพวกพยานยะโฮวาสามารถที่จะแสดงข้อความที่มีอยู่ในไบเบิ้ลของพวกเขาได้เป็นอย่างดีถึงความเชื่อที่ว่าเยซูได้ตายไปเรียบร้อยแล้ว โดยถูกตรึงไม้กางเขนและตายเพื่อลบล้างบาปให้แก่ผู้ที่ศรัทธาเช่นนั้น แต่ถ้าเราได้พิสูจน์ให้พยานยะโฮวาได้เห็นว่า (1) คัมภีร์ที่เขาถืออยู่นั้นไม่ใช่อินญีลอีกต่อไป และ ( 2 ) คัมภีร์ไบเบิ้ลที่เขาได้อ้างว่าเป็นคำพูดของพระเจ้าทุกส่วน จริงๆไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาอ้าง ถ้าเราทำได้เช่นนั้น เราก็จะสามารถที่จะดักทางพวกเขาได้ และพวกเขาก็จะถึงทางตันและเมื่อนั้นแหละเราก็จะสามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ เพื่อที่เราจะได้นำเสนออิสลามให้พวกเขาได้รู้ ตอนนี้เรามาวิเคราะห์กันถึงข้อกล่าวอ้างที่พยานยะโฮวาได้ย้ำนักย้ำหนาที่ว่าคัมภีร์ทุกส่วนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และในขณะเดียวกันก็พิสูจน์ไปในตัวว่า ไบเบิ้ลที่พวกเขามีอยู่นั้นไม่ใช่คัมภีร์อินญีลฉบับสมบูรณ์ที่ท่านนบีอีซาได้รับอย่างแน่นอน

 

คำถามที่จะใช้ถามเพื่อเป็นการเปิดฉากพูดคุยกับพยานยะโฮวา

 

  1. คำภีร์ไบเบิลนั้นได้รับการดลบัลดาลใจจากพระผู้เป็นเจ้าร้อยเปอร์เซ็นหรือไม่ นั่นคือไม่มีสักส่วนเดียวที่ไม่ใช่คำพูดของพระผู้เป็นเจ้า เมื่อได้รับคำถามเช่นนี้พวกเขาก็จะตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าใช่แล้ว คัมภีร์ทั้งหมดได้รับการดลบันดาลจะพระเจ้าโดยพวกเขาจะยกตัวจากไบเบิ้ลมาอ้างอิง นั่นก็คือ 2 ธีโมที บทที่ 3 ข้อที่ 16 ซึ่งเป็นจดหมายที่เปาโลเขียนขึ้นแต่บทที่ว่านี้ถูกนำมากล่าวอ้างอิงนั้นได้ถูกยกมาโดยไม่กลับไปดูคำหมายที่แท้จริงของมัน น้อยคนนักที่จะคิดให้รอบคอบเสียก่อนที่จะยกบทนี้มาอ้างอิง ทั้งนี้เพราะบทที่ว่ามานี้ ไปใกล้เคียงและสอดคล้องตอบรับกับความเชื่อของเขามากที่สุด พวกเขาก็เลยยกบทนี้โดยไม่คิดให้ดีเสียก่อน ตอนนี้เรามาดูกันว่า ข้อความที่มีกล่าวไว้ใน 2 ธีโมที บทที่ 3 ข้อที่ 16 นั้นจริงๆแล้วหมายความว่าอย่างไรกัน การที่จะเข้าใจในข้อความในบทที่ยกมาอ้างนี้ ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าใครเป็นคนเขียนบทที่ยกมาอ้างนี้ และผู้ที่เขียนต้องการที่จะสื่อถึงอะไรให้กับผู้ที่จะอ่านข้อความนี้ ความเข้าใจของผู้เขียนเขาเข้าใจข้อความที่เขาเขียนนี้ว่าอย่างไร ถ้าจะถามว่าใครเขีนยบทที่ว่ามานี้ พยานยะโฮวาก็จะตอบว่าเปาโลเป็นคนเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นจดหมายไปหาลูกศิษย์ของเขาที่ชื่อว่า ธีโมที เมื่อเปาโลเขียนวลีที่ว่า “คัมภีร์ทั้งหมด” (All scripture) จริงๆแล้วเปาโลหมายถึงอะไรกัน เขาหมายถึงคัมภีร์ไบเบิลทั้งหมดทุกส่วนกระนั้นหรือ หลายคนคิดเช่นนั้น แต่เปาโลก็ไม่ได้กล่าวเช่นนั้น เปาโลไม่ได้ใช้วลีที่ว่า “คัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งหมดทุกส่วนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” (the entire Bible is inspired) แต่เปาโลเพียงแค่กล่าวว่า “คัมภีร์ทั้งหมดได้รับการดลใจจากพระเจ้า” ดังนั้นเราต้องกลับไปตอบคำถามให้ได้เสียก่อนว่าเปาโลหมายถึงอะไรเมื่อเขาพูดว่า “คัมภีร์ทั้งหมด” (All scripture) บางคนอาจจะกล่าวว่า “แต่ว่าคัมภีร์ทั้งหมดทุกส่วนน่ะสิ คุณไม่เข้าใจหรือ” ถ้าเช่นนั้นเราต้องถามกลับไปว่า “นั่นก็หมายความว่าคัมภีร์ของฮินดู ของพุทธ ของมุสลิม ของคริสต์ และคัมภีร์ของศาสนาอื่นๆที่มีอยู่ในโลกนี้ทั้งหมด ก็ได้รับการดลใจจากพระเจ้าเช่นกันใช่ไหม” พวกเขาก็จะกล่าวว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นเพราะว่าเปาโลไม่ได้หมายถึงคัมภีร์ทุกๆเล่มเช่นนั้น” แต่กระนั้นมันก็ทำให้เราต้องถามกลับไปอีกว่า “แล้วจริงๆแล้ว เปาโลหมายถึงอะไรกันล่ะ เมื่อเขาพูดประโยคนั้นออกมา” เมื่อมาถึงตอนนี้ถ้าพยานยะโฮวายังกล่าวอีกว่า “ก็ไบเบิลทั้งหมดน่ะสิ” มันก็ทำให้เราต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่กันอีก ไม่รู้จักจบ โดยพูดวกไปวนมาสุดท้ายก็กลับมาที่จุดเดิมอีก เมื่อมาถึงตอนนี้เราก็จะต้องบอกพยานยะโฮวาให้ชัดเจนว่า เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเปาโลไม่เคยพูดเลยว่า “ไบเบิลทั้งหมดทุกส่วน” เมื่อมาถึงตอนนี้เราก็ต้องช่วยเขาให้เข้าใจว่า ไบเบิล 2 ธีโมที บทที่ 3 ข้อที่ 16 โดยบอกให้เขารู้ก่อนว่า บทที่เขายกมาอ้างนี้ถูกยกออกนอกบริบท ถ้าเราอ้างเฉพาะข้อที่ 16 อย่างเดียวโดยที่ไม่กลับไปดูหน้าดูหลังเสียก่อน ความหมายที่แท้จริงของข้อความที่ว่านี้ก็จะแตกต่างไปจากที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้รู้ ถ้าจะให้ถูกต้องตามบริบทจริงก็จะต้องเริ่มที่ 15 แล้วค่อยย้อนมาอ่านที่16 ซึ่งมีดังนี้

 

[ 15 และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์สอนท่านให้ได้ปัญญาถึงความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์

16 พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในเรื่องความชอบธรรม ]

 

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

 

[ 15 and that from infancy you have known the holy writings, which are able to make you wise for salvation through the faith in connection with Christ Jesus.

16 All Scripture is inspired of God and beneficial for teaching, for reproving, for setting things straight, for disciplining in righteousness ]

 

เมื่อมาถึงตรงนี้เราก็ได้รู้ว่า ถ้าเราได้กลับไปอ่านข้อที่ 15 ด้วยเราก็จะพบว่า เปาโลกำลังพูดกับลูกศิษย์ของตนที่ชื่อ ธีโมที เกี่ยวกับพระคัมภีร์ที่เขาได้เล่าเรียนมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และแน่นอนที่สุดมันไม่ได้หมายถึงคัมภีร์ทั้งหมดและทุกส่วนอย่างแน่นอน เพราะในตอนที่เปาโลกล่าวอ้างข้อความนี้ออกมาก็ยังไม่มีคัมภีร์ไบเบิลฉบับเป็นเล่มที่สมบูรณ์เหมือนกับที่มีในปัจจุบันนี้ คัมภีร์ไบเบิลประกอบไปด้วยสองส่วน ส่วนแรกถูกเรียกว่าพันธสัญญาเก่า และส่วนที่สองเรียกว่า พันธสัญญาใหม่ มีหลายบทด้วยกันในพันธสัญญาใหม่ที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เปาโลได้ตายไปแล้ว ดังนั้นเมื่อเราวิเคราะห์ดูเราก็จะรู้ว่าแน่นอนเปาโลคงจะไม่บอกธีโมที ผู้เป็นลูกศิษย์เป็นแน่ว่า เขาได้รียนรู้คัมภีร์ทุกส่วนทั้งหมดเมื่อเขายังเป็นเด็กเหมือนกับคัมภีร์ที่อยู่ในสมัยเรานี้ ทั้งๆที่ก็ยังมีอีกหลายบทของไบเบิลที่ยังไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเลยในตอนที่เปาโลพูดกับธีโมทีอมีชีวิตยู่นั้น อีกอย่างที่ควรจะรู้ไว้ก็คือ พยานยะโฮวาจะใช้คัมภีร์ไบเบิลฉบับ “New World translation of the Holy Scriptures” ซึ่งในไบเบิลฉบับนี้จะมีบอกเอาไว้เกี่ยวกับ ปีต่างๆ ที่บทต่างๆของคัมภีร์ไบเบิลได้ถูกเขียนขึ้น เช่น 2 ธีโมที ได้ถูกเขียนขึ้นประมาณ ค.. 65 และยังมีอีกหลายๆบทที่ถูเขียนขึ้นหลังจากปี ค.ศ. 65 เสียอีก เช่นบท วิวรณ์ ถูกเขียนขึ้น ปี ค.ศ. 96 , บท จอห์น ถูกเขียนขึ้นปี ค.ศ. 98 บท 1 จอห์น, 2 จอห์น และ 3 จอห์น ถูกเขียนขึ้นปี 98 แน่นอนเป็นที่ชัดเจนว่าเปาโลไม่ได้กำลังบอกให้ ธีโมที ยึดถือบทต่างๆ ของคัมภีร์ที่ยังไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเลย ในขณะที่เปาโลกำลังพูดกับธีโมทีผู้เป็นลูกศิษย์อยู่ ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีบทต่างๆในไบเบิลอีกหลายบทที่ถูกเขียนขึ้นก่อนปี ค.ศ. 65 เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่สั้นเกินไปสำหรับธีโมทีที่จะเรียนรู้ได้ตั้งแต่ในวัยเด็กของเขา ในความเป็นจริงแล้วคัมภีร์ที่เปาโลกำลังบอกให้ธีโมทีรู้อยู่ก็คือคัมภีร์ไบเบิลในส่วนของพันธสัญญาเก่า ซึ่งพยานยะโฮวาเรียกชื่อว่า The Hibrew-Aramaic Scriptures” คัมภีร์ฉบับภาษา ฮิบรู- อาราเมอิก คัมภีร์ฉบับที่ว่านี้ เป็นฉบับที่เก่าแก่และถูกลงบันทึกด้วยภาษา ฮิบรู อาราเมอิก และภาษาชัลดี ซึ่งฉบับที่เก่าแก่ที่สุดก็ยังมีอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่จุดที่น่าสังเกตก็คือว่าคัมภีร์ไบเบิลส่วนของพันธสัญญาเก่าฉบับที่ธีโมทีคุ้นเคยและเรียนรู้มานั้นไม่ใช่จากภาษาของต้นฉบับ หากแต่ธีโมทีได้เรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับคัมภีร์ฉบับแปลภาษกรีก ซึ่งพันธสัญญาเก่าฉบับที่ถูกแปลเป็นภาษากรีกฉบับนี้ถูกเรียกว่าฉบับ เซปทัวจิน Septuagint” ซึ่งฉบับแปลภาษากรีกที่ว่านี้ถูกทำขึ้นก่อนหน้าเยซูจะเกิด 300 ปี ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะช่วยให้ผู้ที่ไม่สามารถอ่านภาษาฮิบรูได้ จะได้รับประโยชน์จากคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเก่าที่ว่ามานี้ได้และฉบับ เซปทัวจิน “Septuagint” นี่แหละที่เป็นฉบับที่ตริสเตียนในยุคแรกๆเช่นธีโมทีใช้ศึกษาเรียนรู้กัน และเปาโลบอกธีโมทีให้ยึดถือฉบับที่ว่ามานี้ แต่มีปัญหาบางอย่างที่ทำให้ต้องวิเคราะห์กันเมื่อพูดถึงจุดนี้ ประการแรกเลยก็คือ ฉบับแปลภาษากรีกที่ว่ามานี้ไม่สอดคล้องกันกับต้นฉบับในหลายๆจุดด้วยกัน คำถามก็คือ เราจะถือฉบับไหนว่าเป็นฉบับที่ถูกดลใจจากพะผู้เป็นเจ้า จะเอาต้นฉบับ หรือจะเอาฉบับที่แปลเป็นภาษากรีกที่ ทิโมธี กำลังใช้อ่านและศึกษาอยู่ และตัวเปาโลก็อ้างถึงฉบับนี้ด้วย เมื่อมาถึงตรงนี้ ดูเหมือนจะอยู่ในสภาพหนีเสือปะเจรเข้ ถ้าจะถือเอาต้นฉบับภาษาฮิบรูเป็นฉบับที่ถูกดลใจจากพระเจ้า ถ้าเช่นนั้นฉบับแปลภาษากรีก ก็ผิด และถ้าถือว่าฉบับภาษากรีกผิด ถ้าเช่นนั้นจริง เปาโลก็ต้องผิดด้วยเช่นกัน เพราะเปาโลอ้างอิงถึงฉบับแปลภาษากรีก ที่ทิโมธี กำลังใช้อ่านศึกษาอยู่โดยที่เปาโลบอกว่าฉบับนี้แหละที่ถูกดลใจจากพระเจ้าในทุกๆส่วน นอกจากเปาโลจะยืนกรานว่า ฉบับแปลภาษากรีกถือว่าได้ถูกดลใจมาจากพระเจ้าถึงแม้ว่ามันจะมีข้อผิดพลาดก็ตาม อีกปัญหาหนึ่งก็คือว่า ฉบับแปลภาษากรีก หรือที่เรียกว่า ฉบับ เซปทัวจิน ( Septuagint ) นี้ มีบทมากกว่าต้นฉบับภาษาฮิบรูถึง 7 บท และ 7 บทที่ว่ามานี้กลับมีปรากฏอยู่ในไบเบิ้ลของคาทอลิก แต่กลับไม่มีในไบเบิ้ลที่พยานยะโฮวาใช้อยู่ ทั้งๆที่ 7 บทที่ว่ามานี้ ก็เป็น 7 บทที่มีปรากฏอยู่ในไบเบิ้ลฉบับแปลภาษากรีกที่ทิโมธีได้ใช้ศึกษาตั้งแต่เด็ก และเปาโลเองก็พูดเอาไว้ว่า ฉบับภาษากรีกที่ ทิโมธีได้ใช้ศึกษาอยู่นี้ได้ถูกดลใจจากพระผู้เป็นเจ้าทั้งหมดทุกส่วน ในกรณีเช่นนี้ถ้าหากว่าเปาโลพูดจริงแล้วล่ะก็ นั้นก็หมายความว่า พยานยะโฮวา ผิด แต่ถ้าหากว่าพยานยะโฮวาเป็นฝ่ายถูก ถ้าเช่นนั้นเปาโลก็ต้องผิด แต่ในความเป็นจริงก็คือว่า ทั้งพันธสัญญาเก่าและพันธสัญญาใหม่นั้นไม่มีฉบับไหนเลยที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าแบบ ร้อยเปอร์เซ็นเต็ม ถ้าสมมุติว่ามีใครเชื่อในคำพูดของเปาโล นั้นก็เป็นเพียงฉบับแปลภาษากรีกของพันธสัญญาเก่าเพียงเท่านั้นที่เปาโลกำลังพูดถึงอยู่ว่าได้ถูกดลใจมาจากพระเจ้าโดยทั้งหมด เปาโลไม่ได้กล่าวอะไรไปมากกว่านั้นเลย มันจะเป็นการไร้เหตุผลและผิดพลาดที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเชื่อในคำกล่าวของเปาโล แต่กระนั้นก็ยังจะกล่าวอ้างให้เกินไปกว่าที่ตัวของเปาโลได้อ้างถึงทั้งๆที่ตัวของเปาโลเองก็ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งนั้น พยานยะโฮวาหลายๆคนชอบทำเช่นที่ว่ามานี้ ดังนั้นถ้าเราเห็นด้วยกับคำกล่าวของเปาโลที่ว่าคัมภีร์ทุกๆส่วนได้รับการดลใจมาจากพระผู้เป็นเจ้า นั้นก็เป็นเพียงพันธสัญญาเก่าเพียงเท่านั้นที่เปาโลกำลังอ้างถึงอยู่ ไม่ได้เกี่ยว กับพันธสัญญาใหม่เลย และคัมภีร์ไบเบิ้ลเองก็ไม่ได้กล่าวเอาไว้ด้วยว่า พันธสัญญาใหม่ทั้งหมดทุกส่วนได้รับการดลใจมาจากพระผู้เป็นเจ้า และคัมภีร์ไบเบิ้ลก็ไม่ได้กล่าวอีกเช่นกันว่า ไบเบิ้ลพันธสัญญาเก่าฉบับภาษาฮิบรูเป็นสิ่งที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าโดยทั้งหมดทุกส่วน จากคำกล่าวของเปาโลที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นเพียงแค่พิสูจน์และบ่งบอกให้รู้ว่าฉบับที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าก็คือ ฉบับแปลภาษากรีกที่ ทิโมธีกำลังใช้อยู่ แต่อย่างไรก็ตามพยานยะโฮวาก็ไม่จะไม่ยึดถือฉบับแปลภาษากรีก ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขารู้อยู่แก่ใจว่ามันจะเป็นการไม่มีเหตุผลเลยที่จะทิ้งต้นฉบับ และหันไปยึดฉบับแปลภาษากรีกด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงยึดถือฉบับของภาษาฮิบรู แต่การที่พยายยะโฮวาได้หันมายึดเอาต้นฉบับภาษาฮิบรูนี้ก็เท่ากับเป็นการกระทำที่ไปขัดกับสิ่งที่เปาโลได้กล่าวเอาไว้ในไบเบิ้ลของพยานยะโฮวาเอง เมื่อมาถึงตรงนี้พยานยะโฮวาก็จะเกิดอาการสับสน ดังนั้นเราก็จะต้อง ช่วยพวกเขาให้พ้นจากสภาพเช่นนี้โดยบอกพวกเขาให้ได้รู้เกี่ยวกับอิสลามโดยบอกอิสลามแก่พวกเขาด้วยความรักและเคารพ

คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวเอาไว้ว่า อัลกุรอานทั้งหมดทุกส่วนนั้นมาจากอัลลอฮฺ

 

[ โดยที่พวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราศรัทธาต่อโองการนั้น ทั้งหมดนั้นมาจากที่ที่พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งสิ้น และไม่มีใครที่จะรับคำตักเตือนนอกจากบรรดาผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น ]

( ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 3 โองการที่ 7 )

 

2. ถ้าเราถามพยานยะโฮวาว่าจะเป็นอย่างไรถ้าเราจะพิสูจน์หรือแสดงให้ท่านดูโดยไม่ต้องเอามากเอาแค่ข้อเดียวในคัมภีร์ไบเบิ้ลที่จะแสดงให้เห็นว่าโองการนั้นๆไม่ได้ถูกดลใจมาจากพระเจ้า

พยานยะโฮวาก็จะตอบว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเช่นนั้น เราก็ขอบอกว่าในความเป็นจริงแล้วมีอยู่หลายตัวอย่างด้วยกันในข้อความของคัมภีร์ไบเบิ้ลที่จะพิสูจน์ตัวของมันเองว่าข้อความนั้นไม่ได้ถูกดลใจมาจากพระเจ้า ต่อไปนี้เป็นตัวเองที่จะยกมาพิสูจน์ให้ดู โปรดสังเกตข้อความต่อไปนี้ให้ดี :

[ ส่วนคนที่แต่งงานแล้วข้าพเจ้าขอสั่ง มิใช่ข้าพเจ้าสั่งเอง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาว่า อย่าให้ภรรยาทิ้งสามี ]

(1 โครินธ์ 7:10 )

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

[ To the married people I give instructions, yet not I but the Lord, that a wife should not depart from her husband ]

และมาเทียบดูกับข้อความต่อไปนี้:

 

[ ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนอื่นๆนอกจากพวกนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ตรัส ว่า ถ้าพี่น้องคนใดมีภรรยาที่ไม่เชื่อและนางพอใจที่จะอยู่กับสามี สามีก็ไม่ควรหย่านาง ]

(1 โครินธ์ 7:10 )

 

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

 

[ But to the others I say, yes, I, not the Lord: If any brother has an unbelieving wife, and yet she is agreeable to dwelling with him, let him not leave her ]

 

โปรดสังเกตว่าในข้อความแรกเปาโลกล่าวว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชา ซึ่งพยานยะโฮวาเชื่อและเห็นด้วยที่เปาโลพูดเช่นนั้น แต่กระนั้นเมื่อเรามาดูข้อความที่สองข้างต้น เราเห็นอะไรไหม ในข้อความที่สองนี้ เปาโลพูดเอาไว้ชัดเจนว่า ข้อความนั้นเป็นคำพูดและข้อคิดเห็นของเขาเอง โดยที่พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้กล่าวมัน คำถามที่ต้องถามก็คือ พยานยะโฮวาเชื่อในข้อความที่สอง ที่เปาโลพูดด้วยใช่ไหม เหมือนกับที่เชื่อและเห็นด้วยในข้อความแรก จากข้อความที่สองที่ได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างให้ดูนี้ ก็แสดงให้เราเห็นว่าอย่างน้อยๆก็มีที่หนึ่งแล้วในคัมภีร์ไบเบิ้ลที่บ่งให้รู้ว่ามันไม่ได้ถูกดลใจจากพระเจ้า ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ใครก็แล้วแต่ที่กล่าวว่าไบเบิ้ลนั้นถูกดลใจจากพระเจ้า ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มก็ถือว่ากล่าวเกินความจริง นอกจากนี้ก็ยังมีข้อความที่บ่งให้รู้ว่ามันไม่ได้ถูกดลใจมาจากพระเจ้าเช่นใน ลูกา 1:1-4

 

[ มีหลายคนได้เรียบเรียงเรื่องราวเหล่านั้นซึ่งเป็นที่เชื่อได้อย่างแน่นอนในท่ามกลางเราทั้งหลายตามที่เขาผู้ได้เห็นกับตาเองตั้งแต่ต้นและเป็นผู้ประกาศพระวจนะนั้นได้แสดงให้เรารู้เรียนท่านเธโอฟีลัส ที่เคารพอย่างสูง ข้าพเจ้าเองก็ได้รู้ทุกสิ่งอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงได้เห็นดีด้วยที่จะเรียบเรียงเรื่องตามลำดับฝากให้ท่านด้วยเพื่อท่านจะได้รู้แน่นอนอันเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งมีผู้แจ้งให้ท่านทราบแล้ว ]

 

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

 

[ Whereas many have undertaken to compile a statement of the facts that are given full credence among us 2 just as those who from [the] beginning became eyewitnesses and attendants of the message delivered these to us, 3 I resolved also, because I have traced all things from the start with accuracy, to write them in logical order to you, most excellent The·oph´i·lus ]

 

 

และใน 1 โครินธ์ 7:25

 

[ แล้วเรื่องหญิงสาวพรหมจารีนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้รับพระบัญชาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ขอออกความเห็นในฐานะที่เป็นผู้ได้รับพระเมตตาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นผู้ที่ไว้ใจได้ ]

 

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

 

[ Now concerning virgins I have no command from the Lord, but I give my opinion as one who had mercy shown him by the Lord to be faithful ]

 

และ ใน 1 โครินธ์ 7:26

 

[ ฉะนั้นเพราะเหตุความยากลำบากที่มีอยู่ในเวลานี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ทุกคนควรจะอยู่อย่างที่เขาอยู่เดี๋ยวนี้ ]

 

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

 

[ Therefore I think this to be well in view of the necessity here with us, that it is well for a man to continue as he is ]

 

และใน 1 โครินธ์ 7:40

 

[ แต่ตามความเห็นของข้าพเจ้าก็เห็นว่าถ้านางอยู่คนเดียวจะเป็นสุขกว่า และข้าพเจ้าคิดว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ฝ่ายข้าพเจ้าด้วย ]

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

[ But she is happier if she remains as she is, according to my opinion. I certainly think I also have God’s spirit ]

 

นอกจากนี้ก็ยังมีใน กาลาเทีย 5:2

[ ดูเถิด ข้าพเจ้าเปาโลขอบอกท่านว่า ถ้าท่านรับพิธีเข้าสุหนัตพระคริสต์จะทรงทำประโยชน์อะไรให้แก่ท่านไม่ได้เลย ]

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

[ See! I, Paul, am telling YOU that if YOU become circumcised, Christ will be of no benefit to YOU ]

จากทั้งหมดที่ยกมาให้ดูนั้น ก็ต้องขอถามพยานยะโฮวาว่า พวกเขาเชื่อในข้อความต่างๆจากไบเบิ้ลที่ได้หยิบยกมาให้ดูหรือไม่ ถ้าตอบว่าเชื่อ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้วจะยังคงยืนกรานอยู่อีกทำไมว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นได้รับการดลใจมาจากพระเจ้า ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ก็ในเมื่อไบเบิ้ลเองได้ยืนยันตัวของมันเองว่า ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เมื่อมาถึงตรงนี้ก็อาจจะมีผู้โต้แย้งกลับมาว่า “ ไม่ว่าเปาโลหรือผู้เขียนไบเบิ้ลในบทอื่นๆจะใช้ความคิดของตนเองเข้าไปในไบเบิ้ลก็ไม่ได้ทำให้มีข้อแตกต่างอะไร ทั้งนี้เพราะความคิดที่ถูกใส่เข้าไปในไบเบิ้ลนั้นสอดคล้องกับส่วนอื่นๆของไบเบิ้ล” จริงๆแล้วนี้ไม่ใช่การให้เหตุผลที่ดีเลย เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็จะหมายความว่า ข้อความ ของใครก็แล้วแต่ไม่ว่าจะจากหนังสือเล่มไหนที่มีข้อความที่สอดคล้องกับคัมภีร์ไบเบิ้ลก็ย่อมจะถือว่าข้อความนั้นๆได้รับการดลใจจากรพระเจ้า ด้วยเช่นกัน ดังนั้น ถ้าเกิดคนฮินดูได้เขียนกวีขึ้นมาสั้นๆบทหนึ่งที่กล่าวถึงความสำคัญของการบริจาคทาน นั้นก็หมายความว่าข้อความในกวีนั้นได้รับการดลใจจากพระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน พยานยะโฮวายอมรับสิ่งนี้ไหม จุดที่เราต้องการจะกล่าวนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าความคิดของใครจะดีหรือเลว ทั้งข้อความของลูกาและเปาโลที่ได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างให้ดูข้างต้นนั้นอาจจะมีคำสอนหลายๆอย่าง ที่ไปตรงกับหลักความเชื่อของมุสลิม มีมุสลิมจำนวนมากที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับคำสอนของอิสลามซึ่งมุสลิมก็เชื่อในสิ่งเหล่านั้นที่เขาเขียน แต่เราเรียกข้อเขียนเหล่านั้นว่าเป็นคำพูดที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าหรือ …เปล่าเลย เราไม่อาจกล่าวเช่นนั้นได้ ดังนั้นพยานยะโฮวาจะต้องถามตัวเองดูว่าเขาเชื่อในสิ่งที่เปาโลพูดไหม ถ้าเชื่อในเปาโล เขาก็จะต้องเชื่อเปาโลด้วยเช่นกันเมื่อเปาโลกล่าวว่า เขากำลังใช้ความคิดตนเองลงไปในไบเบิ้ลและพยานยะโฮวาก็จะต้องเชื่อในลูกาเช่นกันเมื่อลูกาได้พูดเองว่า สิ่งที่เขากำลังจะเขียนขึ้นนั้นเกิดมาจากการตัดสินใจของเขาเอง ลูกกาไม่ได้อ้างว่าตัวเองได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เขียนข้อความนั้นขึ้นมา ( ดู ลูกา1:1-4 ) สิ่งที่เราต้องการที่จะเน้นย้ำก็คือ สิ่งที่มนุษย์เขียนขึ้นมาด้วยความคิดเห็นของเขาเอง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีและถูกต้องแค่ไหนเพียงไรก็แล้วแต่ จะต้องไม่เอาสิ่งนั้นๆไปอ้างว่ามาจากพระเจ้า เราจะต้องแยกแยะให้ชัดเจน ระหว่างคำพูดของมนุษย์และคำพูดของพระผู้เป็นเจ้า พยานยะโฮวาควรที่จะอ่านข้อความต่อไปนี้จากไบเบิ้ลเพื่อเป็นข้อเตือนใจ :

[ เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา" พระเยโฮวาห์ตรัสดังนี้ เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น ]

( อิสยาห์ 55:8-9 )

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

[ For the thoughts of YOU people are not my thoughts, nor are my ways YOUR ways,” is the utterance of Jehovah. For as the heavens are higher than the earth, so my ways are higher than YOUR ways, and my thoughts than YOUR thoughts ]

ดังนั้นขอให้เราอย่าได้สับสนระหว่างความคิดที่มาจากมนุษย์โดยคิดว่าเป็นของพระเจ้า เมื่อมาถึงจุดนี้เราจะต้องบอกพยานยะโฮวาให้รู้ว่าในอิสลาม คำกล่าวและคำสอนของท่านศาสดามูฮัมมัดนั้นจะถูกแยกแยะออกจากคัมภีร์อัลกุรอานเอาไว้อย่างชัดเจน โดยจะไม่ไปปะปนกันเด็ดขาดถึงแม้ว่าคำสอนของท่านศาสดามูฮัมมัดจะถูกถือว่าเป็นการดลใจจากพระเจ้าเช่นกัน แต่กระนั้นก็จะไม่ไปปะปนกับอัลกุรอานที่เป็นคำพูดของพระผู้เป็นเจ้าโดยตรงแบบคำต่อคำ แต่คำสั่งสอนของท่านศาสดามูฮัมมัดนั้นจะถูกรวบรวมเอาไว้ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งเป็นการเฉพาะที่เราเรียกว่า “ฮะดีษ” (คำกล่าว การกระทำ ตลอดจนการยอมรับ ของท่านศาสดา )

3.เปาโลได้รับการดลใจจากพระเจ้าหรือไม่เมื่อเขาพูดออกมาว่า “ คัมภีร์ทั้งหมดได้รับการดลใจจากพระเจ้า”

ถ้าถูกถามเช่นนี้ พยานยะโฮวาก็จะตอบว่า “ แน่นอน เปาโลพูดออกมาเพราะได้รับการดลใจจากพระเจ้า ” แต่คำถามก็คือ แล้วพวกเขารู้ได้อย่างไรกันว่า ไบเบิ้ลได้รับการดลใจจากพระเจ้า เมื่อถูกถามเช่นนี้พยานยะโฮวาก็จะตอบในทำนองว่า “ รู้ได้ก็เพราะเปาโลพูดเอาไว้อย่างนั้น” เมื่อถามกลับไปอีกว่า “ แล้วเราจะเชื่อถือเปาโลได้มากน้อยแค่ไหนในเกี่ยวกับเรื่องนี้” พยานยะโฮวาก็จะตอบกลับมาว่า “ ก็เพราะคำพูดของเปาโลนั้นมีอยู่ในไบเบิ้ลที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า ดังนั้นคำพูดของเปาโลจึงถือว่า ได้รับการดลใจจากพระเจ้าด้วยเช่นกัน” การตอบเช่นนี้เป็นการตอบแบบวกไปวนมาหาที่สิ้นสุดไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามในตอนต้นที่ผ่านมาเราได้เห็นเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า เปาโลได้ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวของเขาในหลายๆที่ด้วยกัน

4. เปาโลรู้ตัวเองหรือเปล่าว่าจดหมายฉบับต่างๆที่เขาเขียนขึ้นนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำพูดของพระผู้เป็นเจ้า

เมื่อถูกถามเช่นนี้ พยานยะโฮวาก็อาจจะลังเลในการตอบโดยไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหรนัก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนส่วนมากมักจะนึกไม่ถึงกันถึงคำถามที่ถามนี้ จริงๆแล้วจดหมายฉบับต่างๆของเปาโลได้ถูกรวบรวมและถูกใส่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิ้ล ทั้งๆที่ตัวเปาโลเองก็ไม่รู้เพราะถึงตอนนั้นเปาโลเองก็ตายไปเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างที่ได้บอกไปแล้วในตอนต้นว่า เปาโลเองก็รู้ตัวดีว่ามีบ่อยครั้งที่เขาได้ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวของเขาลงไป เช่นมีอยู่ที่หนึ่งที่เปาโลรู้ตัวเขาเองดีว่าเขาได้ทำผิดพลาดบางประการซึ่งข้อผิดพลาดนี้ก็มีอยู่ในจดหมายของเขาฉบับหนึ่งซึ่งจดหมายฉบับนี้ก็ได้ถูกใส่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิ้ล ขอให้อ่านข้อความต่อไปนี้:

[ 14 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าที่ข้าพเจ้ามิได้ให้บัพติศมาแก่ผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่าน เว้นแต่คริสปัสและกายอัส

15 ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าได้ทำพิธีบัพติศมาในนามของข้าพเจ้าเอง

16 ข้าพเจ้าได้ให้บัพติศมาแก่ครอบครัวของสเทฟานัสด้วย แต่นอกจากคนเหล่านั้นแล้ว ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าข้าพเจ้าได้ให้บัพติศมาแก่ผู้ใดอีกบ้าง ]

(1 โครินธ์ 1:14-16)

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

[ 14 I am thankful I baptized none of YOU except Cris´pus and Ga´ius,

15 so that no one may say that YOU were baptized in my name.

16 Yes, I also baptized the household of Steph´a·nas. As for the rest, I do not know whether I baptized anybody else ]

จะเห็นได้ว่าจากข้อความข้างบนนั้น เปาโลผิดพลาดบางอย่าง และเขาก็แก้ไขข้อผิดพลาดนั้น แต่กระนั้นทั้งข้อผิดพลาดและการแก้ไขให้ถูกต้องทั้งคู่ก็ยังคงมีอยู่ในไบเบิ้ล แน่นอนเราไม่คัดค้านต่อการแก้ไขข้อผิดพลาด แต่จะว่าอย่างไรถึงข้อผิดพลาดนั้นซึ่งก็ยังคงมีอยู่ในไบเบิ้ล เราจะถือว่าข้อผิดพลาด นั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำพูดของพระผู้เป็นเจ้าด้วยอย่างนั้นหรือ ถ้าเราได้กลับไปวิเคราะห์ดู ใน 1 โครินธ์ 1:14-16 อีกครั้งหนึ่งเราจะสังเกตุเห็นว่าตัวเปาโลเองพูดออกมา สามข้อความ นั้นก็คือ

(1) ตัวเปาโลเองไม่ได้ให้บัพติศมา แก่ผู้ใดเลยนอกจาก แต่ คริสปัสและกายอัส

(2) เปาโลพูดในทำนองว่า ใช่แล้ว , ข้าพเจ้าได้ให้บัพติศมาแก่ครอบครัวของ

สเทฟานัสด้วย

( 3 ) ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าข้าพเจ้าได้ให้บัพติศมาแก่ผู้ใดอีกบ้าง

ข้อผิดพลาด ที่เปาโลได้กระทำก็คือ ข้อความที่หนึ่ง ที่เขาบอกว่าเขาไม่ได้ให้บัพติศมา แก่ใครเลยนอกจากสองคนเท่านั้น นั้นคือ คริสปัสและกายอัส จากนั้นเปาโลก็นึกขึ้นได้ว่า เขาก็ ให้บัพติศมาแก่ครอบครัวของสเทฟานัสเช่นกัน ดังนั้นในข้อที่สองเป็นสิ่งชี้ให้รู้ว่าเปาโลได้แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ยังคงมีข้อผิดพลาดอยู่ แต่พอมาข้อที่สาม เปาโลเริ่มไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วเขาได้ ให้บัพติศมาแก่ใครไปบ้างเพราะจำไม่ได้ โดยที่เปาโลกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าข้าพเจ้าได้ให้บัพติศมาแก่ผู้ใดอีกบ้าง นั้นคือเปาโลรู้ตัวเองว่าจะต้องแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเองด้วยการบ่งชื่อบุคคลที่ตนได้ให้บัพติศมา ลงไปอีก แต่ตัวเปาโลเองจำไม่ได้ว่าจะกล่าวถึงใครดี ดังนั้นข้อความที่หนึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดของเปาโล ส่วนข้อความที่สอง เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดที่มีอยู่ในข้อความที่หนึ่งเพียงเล็กน้อย ส่วนข้อความที่สาม เป็นการยอมรับว่าการแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นยังไม่สมบูรณ์ ทั้งสามข้อความที่ได้ยกมาให้ดูนี้มีอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งสามข้อความ คำถามที่จะต้องถามก็คือ นี่หรือคือถ้อยคำหรือคำพูดที่ได้รับการดลใจจากพระผู้เป็นเจ้า คำพูดของพระเจ้าเป็นอย่างนี้หรือ เมื่อมาถึงตรงนี่ผู้ที่เป็นมุสลิมก็จะต้องยกอัลกุรอานบทที่ 4 โองการที่ 82 ให้พยานยะโฮวาได้ฟัง ซึ่งมีความว่า :

[ พวกเขาไม่พิจารณาดูอัล-กุรอานบ้างหรือ ? และหากว่า อัล-กุรอานมาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮฺแล้วแน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความขัดแย้งกันมากมาย ]

5. เกิดอะไรขึ้นกับจดหมายฉบับแรกของเปาโลที่เขียนไปถึงโครินธ์

เมื่อถูกถามเช่นนี้พยานยะโฮวาก็อาจจะงงและถามขึ้นว่า “ คุณหมายความว่าอย่างไร จดหมายฉบับแรกของเปาโลที่ว่าก็อยู่ในไบเบิ้ลนี่ไง ดูซิ ” แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นไม่ใช่จดหมายฉบับแรกของเปาโลที่กำลังพูดถึงอยู่ สิ่งที่พยานยะโฮวากำลังบอกให้เราดูในไบเบิ้ลว่าเป็นจดหมายฉบับแรกของเปาโลนั้นในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ ทั้งนี้ก็เพราะในจดหมายของเปาโลที่พยานยะโฮวาพยายามบอกอ้างว่าเป็นจดหมายฉบับแรกของเปาโลนั้น เปาโลได้กล่าวแก่โครินธ์ว่า ตัวเขาเองได้เขียนจดหมายไปก่อนหน้านี่แล้วหนึ่งฉบับให่แก่โครินธ์ ขอให้อ่านข้อความต่อไปนี้ที่มีปรากฏอยู่ใน 1โครินธ์ บทที่5 ข้อที่ 9 ที่พยานยะโฮวาพยายามจะบอกว่าเป็นจดหมายฉบับแรกของเปาโล แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เปาโลได้พูดเอาไว้ดังนี้

[ ข้าพเจ้าได้เขียนจดหมายถึงท่านว่า อย่าคบกับคนที่ล่วงประเวณี ]

(1โครินธ์ 5:9)

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

[ In my letter I wrote YOU to quit mixing in company with fornicators ]

และขอให้ดูให้ดีใน ข้อที่ 11 ของ 1โครินธ์บทที่ 5

[ แต่บัดนี้ข้าพเจ้าเขียนบอกท่านว่าถ้าผู้ใดได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องแล้ว แต่ยังล่วงประเวณี เป็นคนโลภ เป็นคนถือรูปเคารพ เป็นคนปากร้าย เป็นคนขี้เมา หรือเป็นคนฉ้อโกง อย่าคบกับคนอย่างนั้นแม้จะกินด้วยกันก็อย่าเลย ]

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

[ But now I am writing YOU to quit mixing in company with anyone called a brother that is a fornicator or a greedy person or an idolater or a reviler or a drunkard or an extortioner, not even eating with such a man ]

เป็นที่ชัดเจนว่าในข้อที่ 9 นั้นเปาโลกำลังพูดอ้างอิงถึงจดหมายที่เขาได้เขียนไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในข้อที่ 11 เปาโลกำลังบอกถึงข้อเปลี่ยนแปลงต่อคำแนะนำที่เขาได้เคยบอกไปก่อนหน้านี้ ขอให้เราเปรียบเทียบคำแนะนำสั่งสอนของเปาโลทั้งสองข้อต่อไปนี้ดู ซึ่งข้อความหนึ่งมีอยู่ในจดหมายฉบับที่เปาโลได้เขียนไปก่อนหน้านี้และอีกข้อความหนึ่งมีปรากฏอยู่ในจดหมายฉบับแรกของเปาโลตามที่พยานยะโฮวาอ้างกัน

1. จดหมายฉบับก่อนหน้านี้ที่เปาโลได้เขียนถึงข้อแนะนำสั่งสอน มีข้อความดังนี้ :

[ ข้าพเจ้าได้เขียนจดหมายถึงท่านว่า อย่าคบกับคนที่ล่วงประเวณี ]

2.เปาโลเปลี่ยนแปลงข้อแนะนำสั่งสอนใหม่ ซึ่งมีดังต่อไปนี้ :

[ แต่บัดนี้ข้าพเจ้าเขียนบอกท่านว่าถ้าผู้ใดได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องแล้ว แต่ยังล่วงประเวณี…]

สิ่งที่เรากำลังต้องการจะเน้นย้ำอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ว่าเปาโลเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสอนใหม่ แต่สิ่งที่เราต้องการเน้นย้ำและถามก็คือ จดหมายฉบับก่อนหน้านี้ที่เปาโลได้เขียนขึ้นหายไปไหน แน่นอนจดหมายฉบับที่ว่านี้ได้สูญหายไปแล้ว ถ้าใครก็แล้วแต่ที่เชื่อว่าจดหมายฉบับต่างๆของเปาโลคือ สิ่งที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า ถ้าเช่นนั้นเขาก็ต้องเชื่อด้วยเช่นกันว่า บางส่วนของคำพูดของพระผู้เป็นเจ้าได้สูญหายไปแล้ว พยานยะโฮวาเชื่อในสิ่งนั้นหรือไม่ จะเป็นการดีที่พวกเขาจะได้อ่านข้อความต่อไปนี้จากไบเบิ้ล

[ ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ ]

(อิสยาห์ 40:8)

ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้ :

[ The green grass has dried up, the blossom has withered; but as for the word of our God, it will last to time indefinite ]

แต่มันจะไปด้วยกันได้อย่างไรก็ในเมื่อความเป็นจริงแล้ว จดหมายของเปาโลฉบับหนึ่งได้สูญหายไปแล้ว

ต่อไปนี่เป็นสิ่งที่จะมาพิสูจน์ให้เห็นอีกว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นคำพูดของพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างร้อยเปอร์เซ็น เราไม่อาจที่จะอุปโลกน์ ข้อขัดแย้งกันในตัวเองและข้อผิดพลาดที่มีอยู่ในไบเบิ้ลให้กับพระผู้เป็นเจ้าได้เป็นอันขาด ต่อไปนี้เป็นบางส่วนของข้อขัดแย้งที่มีอยู่ในไบเบิ้ล

  1. [ และโยอาบก็ถวายจำนวนประชาชนที่นับได้แก่กษัตริย์ ในอิสราเอลมีทหารแข็งกล้าแปดแสนคนผู้ซึ่งชักดาบ และคนยูดาห์มีห้าแสนคน ] ( 2 ซามูเอล 24:9)

 

ขัดกันกับ

 

[ และโยอาบถวายจำนวนประชาชนที่นับได้แก่ดาวิด ในอิสราเอลทั้งสิ้นมีหนึ่งล้านหนึ่งแสนคนที่ชักดาบ และในยูดาห์มีสี่แสนเจ็ดหมื่นคนที่ชักดาบ ] (1 พงศาวดาร 21:5)

 

2.  [ กาดจึงเข้าเฝ้าดาวิดและกราบทูลพระองค์ว่า "จะให้เกิดกันดารอาหารในแผ่นดินของพระองค์สิ้นเจ็ดปีหรือ หรือพระองค์จะยอมหนีศัตรูสิ้นเวลาสามเดือนด้วยเขาไล่ติดตาม หรือจะให้โรคระบาดเกิดขึ้นในแผ่นดินของพระองค์สิ้นสามวัน บัดนี้ขอพระองค์ทรงตรึกตรอง และตัดสินในพระทัยว่า จะให้คำตอบประการใด เพื่อข้าพระองค์จะนำกลับไปกราบทูลพระองค์ผู้ทรงใช้ข้าพระองค์มา ] (2 ซามูเอล 24:13)

 

ขัดกันกับ

 

[ กาดจึงเข้าเฝ้าดาวิดและกราบทูลพระองค์ว่า "พระเยโฮวาห์ตรัสดังนี้ว่า จงเลือกเอาตามเจ้าพอใจ คือ กันดารอาหารสามปี หรือการล้างผลาญโดยศัตรูของเจ้าสามเดือนขณะที่ดาบของศัตรูจะขับเจ้าทัน หรือดาบของพระเยโฮวาห์สามวันคือโรคระบาดบนแผ่นดิน และทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์ทำลายทั่วไปในดินแดนทั้งสิ้นของอิสราเอล ฉะนั้นบัดนี้ขอทรงพิจารณาดูว่าจะให้ข้าพระองค์กราบทูลพระองค์ผู้ทรงใช้ข้าพระองค์มาว่าประการใด ] (1 พงศาวดาร 21:11-12)

 

3. [ เมื่ออาหัสยาห์ทรงเริ่มครอบครองนั้นมีพระชนมายุยี่สิบสองพรรษา และทรงครอบครองในเยรูซาเล็มหนึ่งปี พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามอาธาลิยาห์ พระนางเป็นธิดาของอมรีกษัตริย์แห่งอิสราเอล ] (2 พงศ์กษัตริย์ 8:26 )

 

ขัดกันกับ

 

[ เมื่ออาหัสยาห์เริ่มครอบครองนั้น พระองค์มีพระชนมายุสี่สิบสองพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มหนึ่งปี พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่า อาธาลิยาห์หลานหญิง ของอมรี ] (2 พงศาวดาร 22:2)

 

4. [ เยโฮยาคีนมีพระชนมายุสิบแปดพรรษาเมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครอง และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสามเดือน พระมารดาของพระองค์มีพระนามว่า เนหุชทาบุตรสาวของเอลนาธันชาวเยรูซาเล็ม ] (2 พงศ์กษัตริย์ 24:8 )

ขัดกันกับ

 

เมื่อเยโฮยาคีนเริ่มครองราชย์นั้นทรงมีพระชนมายุสิบแปดพรรษา และพระองค์ทรงครองราชย์ในเยรูซาเล็มสามเดือนกับสิบวัน พระองค์ทรงกระทำความชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ] (2 พงศาวดาร 36:9)

 

5. [ และดาวิดทรงยึดรถรบหนึ่งพันคัน พลม้าเจ็ดร้อยคน ทหารราบสองหมื่นคน และดาวิดรับสั่งให้ตัดเอ็นขาม้ารถรบเสียให้หมด เหลือไว้ให้พอแก่รถรบหนึ่งร้อยคัน ]

(2 ซามูเอล 8:4)

 

ขัดกันกับ

 

[ และดาวิดทรงยึดรถรบจากท่านมาหนึ่งพันคัน พลม้าเจ็ดพัน และทหารราบสองหมื่น และดาวิดทรงตัดเอ็นโคนขาม้ารถรบเสียสิ้น แต่ทรงเหลือไว้ให้พอแก่รถรบหนึ่งร้อยคัน ]

(1 พงศาวดาร 18:4)

 

6. บาอาชา ผู้เป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล ตายในปีไหนของ การปกครองของกษัตริย์อาสา

 

ถ้าเราอ่าน 1พงศ์กษัตริย์ 15:33-16:8 ดูให้ดี ก็จะพบว่า บาอาชาตายใน ปีที่ 26

แต่กระนั้นก็ตามเมื่อเราอ่านดู 2 พงศาวดาร 16:1 เราก็จะพบว่า ใน ปีที่ 36 บาอาชายังมีชีวิตอยู่เลย

 

7. [ ขันสาครหนาหนึ่ง คืบ ที่ขอบของขันทำเหมือนขอบถ้วยเหมือนอย่างดอกบัว บรรจุได้สองพันบัท ] (1 พงศ์กษัตริย์ 7:26 )

 

ขัดกันกับ

 

[ ขันสาครหนาหนึ่งคืบ ที่ขอบของมันทำเหมือนขอบถ้วย เหมือนอย่างดอกบัว บรรจุได้สามพันบัท ] (2 พงศาวดาร 4:5)

 

8. [ คนปาหัทโมอับ คือลูกหลานของเยชูอาและโยอาบ สองพันแปดร้อยสิบสองคน ]

( เอสรา 2:6 )

 

ขัดกันกับ

[ คนปาหัทโมอับ คือลูกหลานของเยชูอาและโยอาบ สองพันแปดร้อยสิบแปดคน ]

(เนหะมีย์ 7:11)

 

9. [ นอกเหนือจากคนใช้ชายหญิงซึ่งมีอยู่เจ็ดพันสามร้อยสามสิบเจ็ดคน และเขามีนักร้องชายหญิงสองร้อยคน ] (เอสรา 2:65)

 

ขัดกันกับ

 

[ นอกเหนือจากคนใช้ชายหญิงของเขา ซึ่งมีอยู่เจ็ดพันสามร้อยสามสิบเจ็ดคน และเขามีนักร้องสองร้อยสี่สิบห้าคนทั้งชายและหญิง ] (เนหะมีย์ 7:67)

 

10. [ ยาโคบให้กำเนิดบุตรชื่อโยเซฟ สามีของนางมารีย์ พระเยซูที่เรียกว่าพระคริสต์ก็ทรงบังเกิดมาจากนางมารีย์ ] (มัทธิว 1:16)

ขัดกันกับ

 

[ เมื่อพระเยซูทรงมีพระชนมายุประมาณสามสิบพรรษา (ตามความคาดหมายของคนทั้งหลาย) เข้าใจว่าเป็นบุตรโยเซฟ ซึ่งเป็นบุตรเฮลี ] (ลูกา 3:23)

 

11. [ หลังจากพวกเขาต้องถูกกวาดไปยังกรุงบาบิโลนแล้ว เยโคนิยาห์ ก็ให้กำเนิดบุตรชื่อเซลาทิเอล เซลาทิเอลให้กำเนิดบุตรชื่อเศรุบบาเบล ] (มัทธิว 1:12)

 

ขัดกันกับ

 

[ ซึ่งเป็นบุตรโยอานาห์ ซึ่งเป็นบุตรเรซา ซึ่งเป็นบุตรเศรุบบาเบล ซึ่งเป็นบุตรเซลาทิเอล ซึ่งเป็นบุตร เนรี ] ( ลูกา 3:27 )

 

12 . [ อาสาให้กำเนิดบุตรชื่อเยโฮชาฟัท เยโฮชาฟัทให้กำเนิดบุตรชื่อเยโฮรัม เยโฮรัมให้กำเนิดบุตรชื่ออุสซียาห์ ] (มัทธิว 1:8)

 

ขัดกันกับ

 

[ ประชาชนทั้งสิ้นแห่งยูดาห์จึงตั้งอุสซียาห์ ผู้ซึ่งมีพระชนมายุสิบหกพรรษา ให้เป็นกษัตริย์แทน อามาซิยาห์ราชบิดาของพระองค์ ] ( 2 พงศาวดาร 26:1 )

13 . [ และ `องค์พระผู้เป็นเจ้าเจ้าข้า เมื่อเดิมพระองค์ทรงวางรากฐานของแผ่นดินโลก และฟ้าสวรรค์เป็นพระหัตถกิจของพระองค์ สิ่งเหล่านี้จะพินาศไป แต่พระองค์ทรงดำรงอยู่ สิ่งเหล่านี้จะเก่าไปเหมือนเครื่องนุ่งห่ม ] ( ฮีบรู 1:10-11)

และ

[ เมื่อเดิมพระองค์ทรงวางรากฐานของแผ่นดินโลก และฟ้าสวรรค์เป็นพระหัตถกิจของพระองค์ สิ่งเหล่านี้จะพินาศไป แต่พระองค์จะทรงดำรงอยู่ บรรดาสิ่งเหล่านี้จะเก่าไปเหมือนเครื่องนุ่งห่ม พระองค์จะทรงเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ไว้ดุจเสื้อคลุม และสิ่งเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไป ] ( เพลงสดุดี 102:25-26 )

ขัดกันกับ

 

[ ชั่วอายุหนึ่งล่วงไป และอีกชั่วอายุหนึ่งก็มา แต่แผ่นดินโลกคงเดิมอยู่เป็นนิตย์ ]

( ปัญญาจารย์ 1:4 )

และ

[ พระองค์ทรงสร้างสถานบริสุทธิ์ของพระองค์อย่างกับพระราชวังสูง อย่างแผ่นดินโลกซึ่งพระองค์ตั้งไว้เป็นนิตย์ ] ( เพลงสดุดี 78: 69 )

14. เสาฟ้าก็หวั่นไหวและประหลาดใจเมื่อพระองค์ทรงขนาบ ( โยบ 26:11 )

และ

[ พระองค์ทรงยกคนยากจนขึ้นจากผงคลี พระองค์ทรงยกคนขอทานขึ้นจากกองขยะ กระทำให้เขานั่งร่วมกับเจ้านาย และได้ที่นั่งอันมีเกียรติเป็นมรดก เพราะว่าเสาแห่งพิภพเป็นของพระเยโฮวาห์ พระองค์ทรงวางพิภพไว้บนนั้น ] ( 1 ซามูเอล 2:8 )

( เป็นที่รู้กันดีว่าฟากฟ้านั้นไม่มีเสาใดๆมาค้ำยันทั้งสิ้น และคัมภีร์อัลกุรอานก็กล่าวเอาไว้ขัดเจนว่า: “พระองค์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายโดยปราศจากเสาที่พวกเจ้าจะมองเห็นมันได้” 31:10 )

15. [ ผู้ทรงสั่นแผ่นดินโลกให้ออกจากที่ของมัน และเสาของมันก็สั่นสะเทือน ] ( โยบ 9:6 )

และ

[ เมื่อแผ่นดินโลกละลาย พร้อมทั้งบรรดาชาวแผ่นดินโลกนั้น ผู้ที่รักษาเสาของมันให้มั่นอยู่คือเราเอง เซลาห์ ] ( เพลงสดุดี 75:3 )

( และก็เป็นที่รู้กันดีว่าโลกหรือแผ่นดินนั้นไม่มีเสาใดๆมาค้ำยันทั้งสิ้นเช่นเดียวกับฟากฟ้า เพราะทั้งหมดลอยอยู่ในอวกาศ )

ดั่งที่ได้เห็นแล้วถึงข้อผิดพลาดรวมถึงข้อขัดแย้งในไบเบิ้ลที่ได้ยกมาให้ดูเป็นบางตัวอย่าง นี่ไม่ได้ต้องการที่จะไปแสดงความเกลียดแค้นหรือเหยียดหยามแต่ประการใด หากแต่ต้องการที่จะทำให้พยานยะโฮวาได้รู้ว่า ไบเบิ้ลที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้นั้นไม่ใช่คัมภีร์อินญีลอีกต่อไปแล้ว และเราในถานะที่เป็นบ่าวของพระผู้เป็นเจ้าผู้สูงส่ง ไม่บังอาจที่จะป้ายความผิดพลาดและข้อขัดแย้งต่างๆที่มีอยู่ในไบเบิ้ลไปให้กับพระองค์ได้อย่างเด็ดขาด แน่นอนที่สุดพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงนั้นปราศจากซึ่งข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดทั้งมวล

ตอนนี้เรามาดูประวัติการบันทึกคัมภีร์ไบเบิ้ลกันบางโดยคร่าวๆว่านักวิชาการของคริสต์เตียนเองได้กล่าวเอาไว้อย่างไรเกี่ยวกับในเรื่องนี้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจไว้ก่อนว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลต้นฉบับเดิมๆนั้น ได้สูญหายไปแล้ว ไม่สามารถค้นพบได้ ทั้งพันธสัญญาเก่าและใหม่ จะมีก็แต่ สำเนาที่คัดลอกต่อๆกันมา ซึ่งเฉพาะ พันธสัญญาใหม่เพียงอย่างเดียว มีสำเนาในภาษา กรีก ถึง 24,000 สำเนา และที่สำคัญก็คือ ทั้ง 24,000 สำเนานี้ เนื้อหารายละเอียดไม่เหมือนกันเลยสักสำเนาเดียว ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ เช่น สำเนา หนึ่ง มีข้อความๆนี้ แต่อีกสำเนาไม่มีข้อความนี้ปรากฏอยู่ จะเป็นอย่างนี้อยู่ ทุกสำเนา ในบรรดา สำเนาในภาษากรีก 24,000 ฉบับที่มีอยู่ และจากสำเนาภาษากรีกนี่แหละที่ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ ได้ถูกแปลมา เป็นฉบับต่างๆ นั้นคือ ได้คัดเลือกเอามาจากฉบับภาษากรีก ในจำนวน 24000 สำเนาที่มีอยู่ โดยเอามาอย่างละนิด อย่างละหน่อย โดยไม่สามารถแยกได้ว่า คำพูดไหนเป็นคำพูดที่แท้จริง ที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าจริงๆกันแน่ เพราะอย่าลืม อย่าง ที่บอกไปตอนต้นว่า จาก 24,000 ฉบับที่มีอยู่ ไม่มีสำเนาหรือฉบับไหนที่เหมือนกันแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็จึงทำให้ แยกไม่ออกว่า สำเนาไหนน่าจะถูกต้องที่สุด ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือ คัดลอกมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยเอา มาเคล้ากัน จากหลายๆสำเนา และจึงแปลออกมาเป็นไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ และจากภาษาอังกฤษนี่แหละที่คัมภีร์ไบเบิ้ลภาษาไทยได้ถูกแปลมาอีกทีหนึ่ง

แต่สิ่งที่จะต้องรับรู้พร้อมทั้งใคร่ครวญก็คือ คัมภีร์ ไบเบิ้ล ได้ถูกปรับปรุงและแก้ไขมาโดยตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยตัดทิ้งออกไปบ้าง ใส่เพิ่มเข้ามาบ้าง เป็นอยู่อย่างนี้มาโดยตลอด บางคนแยกแยะไม่ออกว่าระหว่าง การแก้ไขให้ถูกต้อง กับ การเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยที่ไม่เหมือนเดิมเลย นั้นเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆเช่น ถ้าผมพูดว่า “ผมลักคุณ” แน่นอนมีสิ่งที่ผิดอยู่ และสมควรถูกแก้ให้ถูกต้อง นั้นคือ การใช้คำสะกดผิด นั้นคือจะต้อง เปลี่ยนจาก คำว่า “ลัก” ไปเป็น “รัก” การผิดพลาดอย่างนี้ไม่มีผลอะไรมาก เพราะ แม้จะใช้คำผิด แต่ความหมายก็ยังคงเดิม ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดี ว่าผู้พูดต้องการสื่ออะไร ดังนั้นคงเข้าใจแล้วถึงการแก้ไขให้ถูกต้อง แต่สำหรับคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นเป็นที่ยอมรับกันแม้แต่ในหมู่นักวิชาการผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านคัมภีร์ ไบเบิ้ลว่า ได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข ตัดออก เพิ่มเข้ามา เป็นเช่นนี้อยู่โดยตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

 

 

คำถามที่เราต้องถามตัวเองก็คือ

 

 1.  คำพูดของพระเจ้า มีการ ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข ตัดออก เพิ่มเข้ามา อย่างนั้นหรือ? โดยที่ ข้อความๆ หนึ่ง ถูกผู้คนเชื่อกันมาไม่รู้กี่ร้อยปี ไม่รู้กี่ชั่วคน ว่าเป็นคำพูดของพระผู้เป็นเจ้า แต่มา ณ บัดนี้ คำพูดที่ ผู้คนเชื่อกันมาไม่รู้กี่ร้อยปี ไม่รู้กี่ชั่วคน กลับได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้เป็นพูดคำพูดของพระเจ้า แต่เป็นคำพูดของใครก็ไม่รู้ที่ถูกใส่เข้ามาในไบเบิ้ล …คำพูดของพระเจ้ามีการ ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข ตัดออก เพิ่มเข้ามา อย่างนี้หรือ?

 

  1. จากไบเบิ้ลฉบับ สำเนาภาษากรีกที่มีอยู่ ถึง 24,000 ฉบับ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าฉบับไหนถูก ฉบับไหนผิด เราอย่าลืมว่า ไบเบิ้ล ต้นฉบับเดิมๆนั้น ได้สูญหายไปแล้ว ถ้าไม่สูญหาย ก็คงจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเราสามารถแยกแยะได้ ว่าฉบับไหนแปลผิด ไปจากต้นฉบับเดิม เพราะต้นฉบับเดิมยังอยู่ สามารถเช็ค และตรวจสอบดูได้ แต่ไบเบิ้ล ต้นฉบับเดิมๆนั้น ได้สูญหายไปแล้ว จึงมีปัญหาเกิดขึ้น ว่า ไบเบิ้ลภาษาอังกฤษ ได้ถูกแปลมาจากภาษากรีกอีกทีหนึ่ง โดยเลือก เอามาอย่างละนิด อย่างละหน่อย จากที่มีเป็น หมื่นๆ ฉบับที่มีอยู่ในภาษากรีก มาแปลเป็นฉบับภาษาอังกฤษที่มีอยู่ในปัจจุบัน คำถามก็คือ แล้วส่วนที่ไม่ได้เอามาจากฉบับภาษากรีก เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ส่วนนั้นเป็นส่วนที่ผิดไม่ได้เป็นคำพูดของพระเจ้า ส่วนไหนถูก จึงเลือกเอามา หรือ ไม่เอามา และจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าส่วนที่เอาจากภาษากรีก และมาแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกทีหนึ่ง นั้นเป็นคำพูดของพระเจ้าจริงๆ และจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ส่วนที่ไม่นำมาแปลจากฉบับภาษากรีก นั้น ไม่ใช่คำพูดของพระเจ้า

ซึ่งคำถามเหล่านี้ แม้แต่ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญใน คัมภีร์ไบเบิ้ล ก็ยังให้คำตอบไม่ได้ นั้นคือไม่มีนักวิชาการใน คัมภีร์ไบเบิ้ล คนไหนมั่นใจได้ ร้อยเปอร์เซ็น ว่า ไบเบิ้ลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นคำพูดของ พระเจ้า ทั้งหมด ร้อยเปอร์เซ็น

3. ตรงกันข้าม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญใน คัมภีร์ไบเบิ้ล ได้ยอมรับว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลได้ถูก ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข ตัดทอน มาโดยตลอด ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

 

มันจะเป็นการไม่ยุติธรรมเลย ถ้าจะเอาแต่พูดว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลได้ถูก ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข ตัดทอน มาโดยตลอด ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยที่ไม่พิสูจน์ให้ดู ให้เห็นได้ด้วยตนเอง และสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นสิ่งต่อไปนี้จะเป็นข้อพิสูจน์แค่บางตัวอย่าง ที่จะชี้ให้เห็นว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลได้ถูก ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข ตัดทอน มาโดยตลอด โดยจะพิสูจน์ให้ดูจาก คัมภีร์ไบเบิ้ลเองเลย ในส่วนของข้อมูลที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง แก้ไข ตัดทอน ของคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้น นี่เป็นข้อมูลบางส่วน โดยนำมากล่าวเพียงเคร่าๆ เพื่อสร้างความเข้าใจขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้อ่าน แต่ในความเป็นจริงแล้วข้อมูลในส่วนนี้ยังมีอีกมาก

 

ต่อไปนี้ให้สังเกตการณ์แปลให้ดี

 

นี้คือไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษฉบับ King James Version (KJV) ใน บท MATTHEW บทที่ 17 ตั้งแต่ข้อ 19-23

 

[ 19 Then came the disciples to Jesus apart, and said, Why could not we cast him out?

 

20 And Jesus said unto them, Because of your unbelief: for verily I say unto you, If ye have faith as a grain of mustard seed, ye shall say unto this mountain, Remove hence to yonder place; and it shall remove; and nothing shall be impossible unto you.

 

21 Howbeit this kind goeth not out but by prayer and fasting.

 

22 And while they abode in Galilee, Jesus said unto them, The Son of man shall be betrayed into the hands of men:

23 And they shall kill him, and the third day he shall be raised again. And they were exceeding sorry ]

อ้างอิงจาก http://bibledatabase.net/html/kjv/matthew_17.html

 

ต่อไปนี้คือไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษฉบับ Revised Standard version (RSV) ใน บท มัทธิว บทที่ 17 ตั้งแต่ข้อ 19-23 เช่นกัน

 

[ 19: Then the disciples came to Jesus privately and said, "Why could we not cast it out?"
20: He said to them, "Because of your little faith. For truly, I say to you, if you have faith as a grain of mustard seed, you will say to this mountain, `Move from here to there,' and it will move; and nothing will be impossible to you."
22: As they were gathering in Galilee, Jesus said to them, "The Son of man is to be delivered into the hands of men,
23: and they will kill him, and he will be raised on the third day." And they were greatly distressed ]

 

อ้างอิงจาก http://etext.virginia.edu/rsv.browse.html

 

ท่านเห็นอะไรผิดปรกติไหมครับ โปรดสังเกตุ มัทธิว บทที่ 17 ข้อที่ 21 ดูให้ดี และลองทียบกันดู นั้นคือจากข้อ 20 แล้วก็ข้ามไปข้อที่ 22 โดยไม่มีข้อที่ 21 พูดง่ายๆก็คือข้อที่ 21 โดยตัดออกไปแล้วในคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ Revised Standard version

( RSV )

 

ต่อไปนี้คือ ฉบับภาษาไทย มัทธิว บทที่ 17 ข้อที่ 19-23

[ 19 ภายหลังเหล่าสาวกมาหาพระเยซูเป็นส่วนตัวทูลถามว่า "เหตุไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีนั้นออกไม่ได้"
20 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เพราะเหตุพวกท่านไม่มีความเชื่อ ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่ง ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า `จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น' มันก็จะเลื่อน และไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับท่านเลย
21 แต่ผีชนิดนี้จะไม่ยอมออก เว้นไว้โดยการอธิษฐานและการอดอาหาร"
22 ครั้นพระองค์กับเหล่าสาวกอาศัยอยู่ในแคว้นกาลิลี พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "บุตรมนุษย์จะต้องถูกทรยศให้อยู่ในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย
23 และเขาทั้งหลายจะประหารชีวิตท่านเสีย ในวันที่สามท่านจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่" พวกสาวกก็พากันเป็นทุกข์ยิ่งนัก ]

 

อ้างอิงจาก http://thaipope.org/webbible/40_017.htm

 

แต่กระนั้นเมื่อเราไปตรวจสอบดูคัมภีร์ไบเบิ้ลบางฉบับภาษาไทย ก็จะพบว่า ข้อ 21 ถูกตัดออกไปเสียแล้ว โดยถือว่า ข้อความนี้ไม่ได้เป็นคำพูด ที่มาจาก พระเจ้า แต่อย่างไรก็ตามไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยบางฉบับก็ยังคง มีข้อความนี้อยู่ นั้นคือ ข้อที่ 21 ของ มัทธิว บทที่17 เช่นฉบับที่ยกมาให้ดูด้านบน

คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาไทย ที่ได้ตัด มัทธิว บทที่17 ข้อที่ 21 ออกไป โดยไม่ถือว่าเป็นคำพูดที่มาจากพระเจ้า มีดังนี้

 

1. ฉบับของ “ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ไทย-อังกฤษ” จัดพิมพ์โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย ( THAILAND BIBLE SOCIETY) พิมพ์ที่ เกาหลี เดือน กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2004

2.ฉบับที่จัมพิมพ์โดย มูลนิธิ อาร์เธอร์ เอส เดอมอส ปี ค.ศ. 2004

3. ฉบับที่จัดพิมพ์โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย ( Thailand Bible Society) พิมพ์ที่ จีน ปี ค.ศ. 2003 ( เฉพาะโครงการฟีลิป)

 

และนั้นก็เป็น ตัวอย่างหนึ่งที่ยกมาพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นและท่านก็สามารถพิสูจน์ ดูได้ด้วยตัวของท่านเอง แต่สิ่งที่ต้องน่าที่จะนำเอามาคิดและใคร่ครวญดูก็คือ ผู้คนไม่รู้กี่ยุคกี่สมัยกี่ชั่วคน ในอดีตที่ผ่านมา หลงเชื่อกันมาว่า ข้อความหนึ่งๆที่ มีกล่าวไว้ใน ไบเบิ้ลเป็นคำพูดที่มาจากพระผู้เจ้าและผู้คนเหล่านั้นก็ได้ตายกันไปหมดแล้ว แต่กระนั้นมา ณ ปัจจุบันนี้ ข้อความเหล่านั้น กลับได้รับการพิสูจน์แล้วว่า จริงๆไม่ได้เป็นคำพูดที่มาจากพระเจ้า จึงถูกตัดออกไปจาก คัมภีร์ไบเบิ้ล หรือไม่ก็ ถูกเอาไปไว้ที่ footnote แทน และแน่นอนเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ข้อความที่ถูกยกเอาไปไว้ที่ footnote นั้น ไม่ใช่คำพูดที่มาจากพระเจ้าแน่ เพราะถ้ามาจากพระเจ้าจริง ก็คงจะไม่ถูกเอาไปไว้ที่ footnote เป็นแน่ …นี่หรือ คือ คำพูดอันศักดิ์สิทธิ์ ที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า แต่กลับ มีการ เปลี่ยนแปลง แก้ไข ตัดออก ต่อเติม โดยเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา …มันทำให้เราในถานะผู้แสวงหาความจริงต้องคิดใคร่ครวญอะไรบางอย่างไหมครับ?

และไม่เพียงแค่ มัทธิว บทที่17 ข้อที่ 21 เท่านั้นที่เป็นเช่นที่กล่าวมาในตอนต้น นั้นคือถูกตัดออกไปจากคัมภีร์ไบเบิ้ลหลายๆฉบับ บทอื่นๆต่อไปนี้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับ มัทธิว บทที่17 ข้อที่ 21 ขอให้ท่านผู้อ่านได้ เปรียบเทียบกันดูในระหว่าง ไบเบิ้ลหลายๆเล่ม ไม่ว่าจะเป็นในระหว่างฉบับภาษาไทยด้วยกันหรือ ฉบับภาษาอังกฤษ และคัมภีร์ไบเบิ้ลบทอื่นๆที่ เป็นเช่นเดียวกันกับ มัทธิว บทที่17 ข้อที่ 21ที่ว่า ก็มีดังต่อไปนี้

1. มัทธิว 18:11 ;23:14

2. มาระโก 7:16; 9:44; 9:46; 11:26; 15:28; 17:36; 23:17

3. ยอห์น 5:4

4.กิจการ 8:37 ; 15:34; 24:7; 28:29

5.โรม 16:24 และที่สำคัญ

6. 1 ยอห์น 5:7

 

นั้นคือ ข้อความที่ถูกตัดทิ้งออกไปจาก คัมภีร์ไบเบิ้ลในหลายๆฉบับ เนื่องจากถูกพิจารณาว่า ไม่ใช่ถ้อยคำที่มาจาก พระเจ้า ส่วนต่อไปนี้จะเป็น ข้อความที่เป็นที่ น่าสงสัยว่าจะเป็นคำพูดหรือถ้อยคำที่มาจากพระเจ้าจริงๆหรือเปล่า นั้นคือมีความเป็นไปได้สูงว่า เป็นคำพูดหรือถ้อยคำที่ไม่ได้มาจากพระเจ้าจริงๆ ข้อความเหล่านั้นคือ :

 

1. มาระโก 16:9-20

2. ยอห์น 7:53-8:11

3. มัทธิว 12:47; 21:44

4.ลูกา 22:43; 22:44 ;24:6 ;24:12

 

Mark 1:1

 

“ The beginning of the gospel of Jesus Christ, the Son of God;”

 

ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษข้างต้นเป็นฉบับของ King James Version

 

Mark 1:1

 

“ [The] beginning of the good news about Jesus Christ: “

 

ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษข้างต้นเป็นฉบับของ New World Translation of the Holy Scriptures สังเกตว่า คำว่า “ the son of God ” ได้ถูกตัดออกไป เพราะว่าสำเนาฉบับคัดลอกภาษากรีกที่เก่าแก่กว่า ไม่มีคำว่า the son of God ”

http://www.watchtower.org/bible/

 

อีกตัวอย่างคือ Acts 8:37 ถ้าเราไปตรวจดูใน ไบเบิ้ลฉบับ ภาษาอังกฤษ ฉบับของ King James Version จะพบ Acts 8:37 ยังมีอยู่ แต่เมื่อเราไปตรวจดู ในฉบับของ Revised Standard version เราจะพบว่า Acts 8:37 นั้นไม่มี นั้นก็คือ จะมีข้อที่ 36 และก็ข้ามไปที่ข้อ 38 เลยโดยไม่มีข้อ 37 ต่อไปนี้เป็น Acts ตั้งแต่ข้อ 35-38 จากฉบับของ King James Version :

 

[ 35. Then Philip opened his mouth, and began at the same scripture, and preached unto him Jesus.

36. And as they went on their way, they came unto a certain water: and the eunuch said, See, here is water; what doth hinder me to be baptized?

37. And Philip said, If thou believest with all thine heart, thou mayest. And he answered and said, I believe that Jesus Christ is the Son of God.

38. And he commanded the chariot to stand still: and they went down both into the water, both Philip and the eunuch; and he baptized him.]

 

แต่ถ้าเราไปตรวจดูที่ฉบับ ของ Revised Standard Version เราจะเห็นว่า จากข้อ 36 ก็จากข้ามไปที่ ข้อ 38 เลยโดยไม่มีข้อที่ 37 ทั้งนี้ก็เพราะสำเนาคัดลอกในภาษากรีกฉบับที่เก่าแก่เท่าที่หาได้ นั้นไม่มีข้อความที่ถูกกล่าวไว้ใน ข้อที่ 37 อยู่ เนื่องจากถูกเขียนขึ้นมาในภายหลัง ต่อไปนี้เป็น ไบเบิ้ลฉบับ Revised Standard version ในบท Acts ตั้งแต่ข้อที่ 35-38 :

 

 

 

[ 35: Then Philip opened his mouth, and beginning with this scripture he told him the good news of Jesus.
36: And as they went along the road they came to some water, and the eunuch said, "See, here is water! What is to prevent my being baptized?"
38: And he commanded the chariot to stop, and they both went down into the water, Philip and the eunuch, and he baptized him. ]

 

โปรดสังเกตุว่า ข้อที่ 37 ถูกตัดออกไปทั้งข้อเลย เนื่องจากเป็นสิ่งที่ถูกเขียนเพิ่มเข้ามาในภายหลัง

 

สำหรับคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยนั้นท่านสามารถอ่านเทียบกันดูได้โดยใช้ฉบับต่อไปนี้

1. ฉบับของ “ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ไทย-อังกฤษ” จัดพิมพ์โดย สมาคมพระคริสต์ธรรมไทย ( THAILAND BIBLE SOCIETY) พิมพ์ที่ เกาหลี เดือน กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2004

2.ฉบับของ พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ พร้อมด้วยสดุดี และสุภาษิต ฉบับ อมตธรรมร่วมสมัย จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ อาร์เธอร์ เอส เดอมอส ปี ค.ศ. 2004

3. ฉบับ พระคริสตธรรมคัมภีร์ จัดพิมพ์โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย ( Thailand Bible Society) พิมพ์ที่ จีน ปี ค.ศ. 2003 ( เฉพาะโครงการฟีลิป)

4. ฉบับ พระคริสตธรรมใหม่ ฉบับ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จัดพิมพ์โดย องค์การ

กีเดี้ยนอินเตอร์เนชันแนล ถูกพิมพ์ขึ้นในปี 2003

 

ส่วนคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษนั้น ท่านสามารถอ่านเทียบกันดูได้จากฉบับที่เป็นที่นิยมใช้กันมากในโลกตะวันตก

1. ฉบับ King James Version ( KJV)

2. ฉบับ Revised Standard Version ( RSV)

3. ฉบับ New International Version ( NIV)

 

นอกจากนี้แล้วก็ยังเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักวิชาการหลายๆท่านด้วยกันจากชาวคริสเตียนซึ่งมาจากนิกายต่างๆ ว่า เนื้อหาจากคัมภีรืไบเบิ้ลหลายส่วนนั้นไม่อาจที่จะเป็นที่น่าเชื่อถือได้มากนัก

ในบทนำ ของหนังสือ “ The Myth of God Incarnate” ผู้เรียบเรียง ได้เขียนเอาไว้ว่า “ ในศตวรรษที่ 19 โลกคริสต์เตียนตะวันตกได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงครั้งใหม่ถึงสองครั้งใหญ่ๆด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการตอบสนองต่อ การขยายตัวออกไปขององค์ความรู้ของมนุษย์ซึ่งมีความสำคัญ นั้นคือ มีการยอมรับกันว่ามนุษย์นั้นได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และได้ปรากฏขึ้นภายในการวิวัฒนาการ ในรูปแบบต่างๆของชีวิตบนโลกนี้ และก็มีการยอมรับกันด้วยอีกว่า บทต่างๆในคัมภีรืไบเบิ้ลนั้น ได้ถูกเขียนขึ้น จากหลากหลายคนด้วยกัน ในสภาวะอันหลากหลายที่มีความแตกต่างกันไป และก็ไม่อาจยอมรับได้ว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลนี้เป็น ถ้อยคำที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าแบบอักษรต่ออักษร”

(The Myth of God Incarnate,P. 9 )

 

มีกล่าวเอาไว้ในแมกซีนซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก นั้นคือ “ Newsweek” (ฉบับเดือน วันที่ 31 ตุลาคม 1988, หน้าที่ 44 ) ซึ่งในแมกซีนนี้มีบทความหนึ่งที่มีชื่อว่า “ O Lord,Who Wrote Thy Prayer ? “(โอ้พระเจ้าใครเขียนคำขอพรของพระองค์ขึ้นมา) ซึ่งนักการศาสนากลุ่มหนึ่ง ซึ่งมาจากเครือข่ายหลักๆด้วยกัน ของคริสต์เตียนนิกาย

โปรแตสแต้น พร้อมกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในคัมภีร์ไบเบิ้ลผู้เป็นที่รู้จักกันดีที่มาจาก นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่ง นักวิชาการที่ได้กล่าวมาเหล่านี้มาจาก อเมริกา หลังจากที่พวกเขาเหล่านี้ได้ทำการตรวจสอบถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับฉบับคัดลอกของพันธสัญญาใหม่ซึ่งเป็นฉบับที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ นักวิชาการและนักการศาสนาเหล่านี้ก็ได้ข้อสรุปที่ว่า คำเพียงคำเดียวเท่านั้นของ “ the Lord’s Prayer ” (ลูกา 11: 2; และ แมทธิว 6:9-11 ) ( คำที่เยซูใช้ขอพร) ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเยซูกล่าวเช่นนั้นจริงๆ ก็คือคำว่า

“ father” นั้นก็หมายความว่า คำอื่นๆที่มาตามหลังจาก วลีเริ่มต้นที่ว่า “ Our father”

( พระบิดาของเรา) ซึ่งเป็นคำที่ใช้ขอพรที่สำคัญที่สุดของชาวคริสต์เตียน นั้นได้ถูกเพิ่มเข้ามา หลายศตวรรษถัดมา โดยเจ้าหน้าที่ผู้คัดลอกของโบสถ์ ผู้ซึ่งทำหน้าที่คัดลอกสำเนาของไบเบิ้ลพันธสัญญาใหม่ซึ่งมีอยู่ในช่วงต้น และนี้คือความเห็นของนักการศาสนา และนักวิชาการในด้านคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ได้กล่าวมา นอกจากนี้แล้ว “ U.S. NEWS $ World Report “ ยังได้กล่าวอ้างอิงไปถึง คณะของนักวิชาการชาวคริสเตียน ที่ได้กล่าวเอาไว้ว่า ถ้อยคำต่างๆมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกอ้างอิงว่าเยซูเป็นผู้กล่าว เอาไว้ในไบเบิ้ลนั้น อาจจะเป็นที่น่าสงสัยว่าจะเชื่อถือได้หรือไม่ ซึ่งก็อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นมาจากผู้อื่น นอกจากนี้ก็ยังร่วมไปถึง ถ้อยคำของเยซูที่ได้กล่าวไว้ในพิธีศิลมหาสนิท( Eucharistic) ( พิธีนี้จะมีการกินขนมปังและไวน์ในขณะทำพิธี ) ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เยซูได้กล่าวเอาไว้ในอาหารมื้อสุดท้ายอีกด้วย และทุกๆคำที่กล่าวกันว่าเป็นถ้อยคำที่เยซูได้กล่าวออกมาตอนอยู่บนไม้กางเขนด้วยก็ยังเป็นที่น่าสงสัยว่าจะเชื่อถือได้หรือไม่

( ฉบับวันที่ 1 กรกฏาคม ปี 1991 หน้าที่ 57 )

ดร. J.K. Elliott จากคณะ ศาสนศาสตร์ และศาสนศึกษา ณ มหาวิทยาลัย ลีดส์ ได้เขียนบทความลงใน “ The Times” ซึ่งพิมพ์ ณ. กรุงลอนดอน ( 10 กันยายน 1987 ) ซึ่งมีหัวข้อเรื่องว่า “ Checking the Bible’s Roots” (ตรวจสอบดูที่รากที่มาของคัมภีร์ไบเบิ้ล ) ในบทความนี้ ท่าน ดร. J.K. Elliott ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ ไบเบิ้ลฉบับสำเนาคัดลอกที่เขียนด้วยลายมือนั้นมีมากกว่า 5,000 ฉบับ ซึ่งประกอบไปด้วย ทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนของ พันธสัญญาใหม่ ซึ่งอยู่ใน ภาษาดั้งเดิม ซึ่งในจำนวนนี้ก็เริ่มตั้งแต่ ศตวรรษที่ สอง ไปจนถึงยุคที่มีการประดิษฐ์ เครื่องพิมพ์ขึ้น และได้มีการประมาณการกันว่า ในบรรดา ทั้งหมด 5,000 ฉบับนี้ ไม่มีฉบับไหนเลยที่เหมือนกันเมื่อมองดู ในด้านรายละเอียดต่างๆ และก็เป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกเช่นกัน ที่เอกสารใดๆก็แล้วแต่ที่ถูก เขียนขึ้นด้วยลายมือ เอกสารนั้นย่อมที่จะต้องมีข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในระหว่างการคัดลอกอย่างแน่นอน อย่างไรก็แล้วแต่ ก็ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจเลยว่า ในบรรดาผลงานต่างๆในทางศาสนาที่มีอยู่นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกันอยู่ โดยจงใจกระทำทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงหรือไม่ก็เป็นการ แก้ไข ข้อความใดก็แล้วแต่ที่ผู้คัดลอกคิดว่า ไม่ถูกต้องหรือดูไม่มีเหตุผล และ ก็มีแนวโน้มอีกเช่นกันที่ ผู้คัดลอกเองได้ใส่คำอธิบายของตนเองลงเข้าไปในตัวบทคัมภีร์ การจงใจกระทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเช่นนี้ ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ก่อนที่จะมีการตั้งมาตรฐานเพื่อตรวจเช็คสถานะภาพของคัมภีร์ไบเบิ้ลในส่วนของพันธสัญญาใหม่ ”

ดร. J.K. Elliott ท่านนี้ก็ยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ ไม่มีฉบับเสาเนาคัดลอกสักฉบับเดียวที่จะเป็นฉบับที่ ไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือคงอยู่ในสภาพที่ดั้งเดิมของมัน โดยที่ไม่เคยผ่านการถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขเลย นั้นก็คือ ทุกฉบับจาก 5000 ฉบับ ที่กล่าวมานี้ได้เคยผ่านการถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาหมดทุกฉบับ และ ท่านก็กล่าวต่อไปอีกว่า เราไม่สามารถที่จะเลือกเอาฉบับใดฉบับหนึ่งจากสำเนาฉบับคัดลอกนี้มาได้ โดยที่ผูกขาดอยู่แค่ฉบับนั้นๆ โดยที่ยึดเอาฉบับนั้นเป็นมาตรฐานเพียงฉบับเดียว โดยทำราวกับว่า ฉบับที่เราเอามานี้เป็น ฉบับที่ดั้งเดิมไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงเลย ”

ดร. J.K. Elliott ก็ยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ ถ้าจะมีใครเถียงหรือให้เหตุผลขึ้นมาว่า จะต้องมีต้นฉบับที่เป็นฉบับดั้งเดิมที่ไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขอยู่สักฉบับในบรรดาฉบับสำเนาคัดลอกที่มีอยู่เป็นพันๆฉบับ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะเท่ากับ บังคับให้ผู้ที่พูดเช่นนั้นจะต้องไปนั่งอ่าน สำเนาคัดลอกเป็น พันๆฉบับที่มีอยู่ และรวบรวมแยกแยะข้อแตกต่างระหว่างฉบับต่างๆเหล่านั้นที่มีอยู่เป็นพันๆฉบับ โดยทำอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะหาข้อแตกต่างที่มีอยู่ฉบับต่างๆให้ได้ โดยเปรียบเทียบกันฉบับต่อฉบับ และต่อจากนั้นก็นำมา ประเมินเข้าด้วยกัน แบบฉบับต่อฉบับ โดยนำข้อแตกต่างทั้งหมดมาเปรียบเทียบกัน แบบข้อความต่อข้อความ เพื่อที่จะได้รู้ว่า ฉบับไหนมีตัวบทที่เป็นของดั้งเดิมที่เป็นของแท้ และฉบับไหนที่มีตัวบทที่มีความสำคัญรองลงมา ซึ่งการทำเช่นนั้น ทำให้นักวิชาการในด้านคัมภีร์ไบเบิ้ลหลายๆคนต้องคิดหนัก และท้อแท้ และเกิดความหวาดหวั่น ที่จะคิดทำเช่นนั้น และนักวิชาการไบเบิ้ลที่ว่ามานี้ก็มีชอบมากกว่าที่จะยึดใช้ตัวบททางคัมภีร์ที่ถูกพิมพ์ขึ้นในยุคแรกๆ ซึ่งในตัวบทที่ว่ามานี้ก็ ได้มาจากการคัดเลือกเอาสำเนาคัดลอกมาเพียงไม่กี่ฉบับที่คิดว่าดี จากที่มีอยู่เป็น พันๆฉบับ มีคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษากรีกหลายๆฉบับของพันธสัญญาใหม่ ที่ถูกพิมพ์ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ และคัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันก็ได้ถูกแปลมาจากฉบับภาษากรีกนี้อีกที ซึ่งโดยปรกติก็จะทำอย่างที่ว่านั้นก็คือ เลือกเอาฉบับสำเนาที่มีอยู่เป็นพันๆฉบับในภาษากรีก โดยเลือกเอามาเพียงบางฉบับที่ต้องการ ซึ่งการทำเช่นนี้ก็จะทำให้เสียความน่าเชื่อถือของคัมภีร์ ไบเบิ้ลไปโดยปริยาย”
 

ตอนนี้เรามาวิเคราะห์ดูข้อกล่าวอ้างของพยานยะโฮวา ที่ว่าเยซูไม่ได้อยู่ในสถานะเป็นพระเจ้าหากแต่ เป็นบุตรหัวปีของพระเจ้า ในประเด็นที่ว่าพระเยซูไม่ใช่พระเจ้านั้นเรามุสลิมเห็นด้วยอย่างแน่นอน และคัมภีร์ไบเบิ้ลก็เห็นด้วยกับความเชื่อที่ว่าเยซูไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง รายละเอียดอ่านได้ที่ http://www.mureed.com/article/TheGodThatNeverWas.htm

 

ส่วนประเด็นที่ว่าเยซูเป็นบุตรหัวปีของพระเจ้านั้น ถ้าเราได้หันกลับไปตรวจสอบดูคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้วก็จะพบว่าถ้าจะว่ากันตามคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว ไม่ใช่เยซูคนเดียวที่เป็นบุตรหัวปี ( First born son ) นอกเหนือจากพระเยซูแล้วก็ยังมีคนอื่นๆอีกที่ถูกยกย่องว่าเป็นบุตรหัวปี เช่น

“เขาจะมาด้วยการร้องไห้ แต่ด้วยการทูลวิงวอนเราก็จะนำเขา เราจะให้เขาเดินตามแม่น้ำเป็นทางตรง ซึ่งเขาจะไม่สะดุด เพราะเราเป็นบิดาแก่อิสราเอล และเอฟราอิมเป็นบุตรหัวปีของเรา” (เยเรมีย์ 31:9)

 

“ และเจ้าจะทูลฟาโรห์ว่า `พระเยโฮวาห์ตรัสดังนี้ว่า คนอิสราเอลเป็นบุตรชายของเรา คือเป็นบุตรหัวปีของเรา ( อพยพ 4:22 )

 

อ่านรายละเอียดเรื่อง “ จริงหรือที่ว่าเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า ? ” ที่

http://www.mureed.com/article/SonOfGod.doc

 

อีกประเด็นที่ต้องกล่าวถึงก็คือเรื่องการลบล้างบาป พยานยะโฮวาเชื่อว่าเนื่องจากอาดัมได้กระทำบาปด้วยการฝ่าฝืนพระเจ้า ดังนั้นบาปของอาดัมจึงตกทอดมาสู่มนุษย์ชาติทุกคน ยกเว้นเยซูคนเดียว ด้วยเหตุนี้เยซูจึงต้องมาตายเพื่อลบล้างบาป ดูเหมือนว่าความเชื่อของพยานยะโฮวาที่ว่ามานี้จะไม่สอดคล้องกับคำสอนของไบเบิ้ล เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกเอาไว้อย่างชัดเจนแบบไม่คลุมเคลือว่า บาปนั้นไม่อาจที่จะถูกถ่ายทอดไปสู่อีกคนหนึ่งได้ บาปที่ผู้เป็นพ่อได้ทำเอาไว้นั้นไม่อาจจะถูกถ่ายทอดไปให้แก่ผู้เป็นลูกได้ พูดง่ายๆก็คือ ใครทำบาปคนนั้นก็รับไป คนไม่ได้ทำไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ คัมภีร์ไบเบิ้ลได้กล่าวเอาไว้ว่า :

 

“ ชีวิตที่กระทำบาปจะต้องตาย บุตรชายไม่ต้องรับโทษความชั่วช้าของบิดา บิดาก็ไม่ต้องรับโทษความชั่วช้าของบุตรชาย คนชอบธรรมจะรับความชอบธรรมของตัว และคนชั่วจะรับความชั่วของตน แต่ถ้าคนชั่วคนใดหันกลับเสียจากบาปซึ่งเขาได้กระทำไปแล้ว และรักษากฎเกณฑ์ทั้งสิ้นของเรา และกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม เขาจะดำรงชีวิตอยู่แน่นอน เขาจะไม่ต้องตาย ” ( เอเสเคียล 18:20-21)

 

ดังนั้นจากข้างต้นที่กล่าวมาจึงเห็นได้ว่าคำสอนและความเชื่อของพยานยะโฮวานั้นไปขัดแย้งกับคัมภีร์ไบเบิ้ล และถ้าเราใช้สติปัญญาที่พระผู้เป็นเจ้าได้ให้เรามาวิเคราะห์ดู เราก็จะรู้ว่ามันเป็นการไร้เหตุผลและไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ที่ว่าคนๆหนึ่งได้ทำบาปเอาไว้แต่คนอื่นๆเป็นล้านๆคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำบาปนั้น แต่กลับต้องมามีส่วนรับบาปนั้นเอาไว้ด้วย ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่ได้ทำและไม่มีส่วนรู้เห็นกับการทำบาปนั้นด้วย และดูเหมือนว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลข้างต้น ( เอเสเคียล 18:20-21) ที่ได้หยิบยกมาให้ดูจะสนับสนุนข้อความในคัมภีร์อัลกุรอานได้เป็นอย่างดี ที่อัลลอฮฺได้บอกเอาไว้ว่า :

 

[ และไม่มีผู้แบกภาระคนใดที่จะแบกภาระของผู้อื่นได้ (*1*) และ ถ้าผู้ที่แบกภาระหนักอยู่แล้วขอร้อง (ผู้อื่น) ให้ช่วยแบกมัน ก็จะไม่มีสิ่งใดถูกแบกออกจากเขา ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นญาติสนิทก็ตาม (*2*) ]

(1)  คือไม่มีผู้กระทำผิดคนใดจะแบกความผิดของผู้อื่นได้
(2)  คือผู้ที่มีความผิดของตนอยู่แล้วจะถูกขอร้องให้ช่วยแบ่งเบาภาระจากผู้อื่น เขาก็ไม่สามารถจะกระทำได้แม้จะเป็นญาติใกล้ชิดสนิทสนมกันสักปานใด เช่น พ่อหรือลูก ในวันนั้นจะไม่มีการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือ

( ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ ฟาฏิร บทที่ 35 โองการที่ 18 )

 

 

[ และไม่มีผู้แบกภาระคนใดที่จะแบกภาระของผู้อื่นได้ แล้วยังพระเจ้าของพวกเจ้าคือการกลับของพวกเจ้า (*1*) ]

(1)  ไม่มีชีวิตใดแบกความผิดของอีกชีวิตหนึ่ง แต่ทุกคนจะได้รับโทษตามความผิดของเขาที่ได้กระทำไว้

( ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัซซุมัร บทที่ 39 โองการที่ 7 )

 

 

[ ผู้ใดได้พบแนวทางที่ถูกต้อง แท้จริงเขาจะอยู่ในทางนั้นเพื่อตัวเขาเอง(*1*) และไม่มีผู้แบกภาระใดที่จะแบกภาระของผู้อื่นได้(*2*)และเรามิเคยลงโทษผู้ใด จนกว่าเราจะแต่งตั้งร่อซูลมา ]

(1)  ผู้ใดได้พบฮิดายะฮเขาจะอยู่ในแนวทางนั้น และจะได้รับการตอบแทนที่เขาอยู่ในทางฮิดายะฮและผู้ใดหลงคือไม่ยอมรับแสงสว่างแห่งการฮิดายะฮ เขาก็จะได้รับโทษในการฝ่าฝืนและการหลงทางของเขา
(2)  แบกภาระหมายถึงแบกความผิดหรือโทษ

( ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัลอิสรออฺ บทที่ 17 โองการที่ 15 )

 

 

มาถึงตรงนี้ขอย้อนกลับไปในประเด็นเรื่องคัมภีร์ไบเบิ้ลและคัมภีร์อินญีลอีกครั้ง พยานยะโฮวานั้นมักจะยกโองการในคัมภีร์อัลกุรอานมาต่างๆนาๆเพื่อที่จะมาสนับสนุนความเชื่อของพวกเขาที่ว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลที่พวกเขามีอยู่กันในปัจจุบันนั้นก็คือ คัมภีร์อินญีลที่ท่านนบีอีซาได้รับ โดยไม่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่ในความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นดั่งที่ได้พิสูจน์มาให้ดูแล้วในตอนต้น ดังนั้น อีกวิธีหนึ่งที่เราผู้เป็นมุสลิมจะพิสูจน์ให้พยานยะโฮวาได้เห็นว่าไบเบิ้ลที่พวกเขาถืออยู่นั้นไม่ใช่คัมภีร์อินญีลฉบับแท้ๆที่ท่านนบีอีซาได้รับอีกต่อไป โดยบอกให้เขารู้ว่า คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าว เอาไว้ว่าคัมภีร์อินญีลที่แท้จริงที่ท่านนบีอีซาได้รับนั้นจะต้องกล่าวถึงการมาของท่านนบีมุฮัมมัดเอาไว้ โดยกล่าวเอาไว้ ทั้งชื่อรวมไปถึงคุณลักษณะต่างๆของท่านเอาไว้ด้วย คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวเอาไว้ว่า :

 

“ และจงรำลึก เมื่ออีซา อิบนฺ มัรยัม ได้กล่าวว่า โอ้วงศ์วานของอิสรออีลเอ๋ย แท้จริงฉันเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺมายังพวกท่าน เป็นผู้ยืนยันสิ่งที่มีอยู่ในเตารอฮฺก่อนหน้าฉันและเป็นผู้แจ้งข่าวดีถึงร่อซูลคนหนึ่งผู้จะมาภายหลังฉัน ชื่อของเขาคือ อะหมัด ครั้นเมื่อเขา (อะหมัด) ได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้งแล้ว พวกเขากล่าวว่านี่คือมายากลแท้ ๆ ”

( ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัศศ็อฟ บทที่ 61 โองการที่ 6 )

 

ในอายะฮฺนี้ อีซา อิบนฺ มัรยัมได้แจ้งแก่ประชาชาติของเขาคือ บะนีอิสรออีล ว่าฉันนี้เป็นร่อซูลของอัลลอฮฺมายังพวกท่าน เพื่อยืนยันข้อบัญญัติต่าง ๆ ที่มีอยู่ในคัมภีร์ เตารอฮฺ และเป็นหลักฐานยืนยันถึงการเรียกร้องของฉันให้เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ เช่นเดียวกับพวกท่านได้ศรัทธาต่อมูซา ฮารูน ดาวู๊ดและสุลัยมานดังนั้นพวกท่านจงศรัทธาต่อฉัน นอกจากนี้ฉันยังเป็นผู้แจ้งข่าวดีว่าจะมีร่อซูลคนหนึ่งถูกแต่งตั้งมาภายหลังจากฉันคือ อะหมัด หมายถึงท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ด้วยเหตุนี้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวว่า ฉันเป็นผู้ได้รับคำวิงวอนของบิดาของฉัน อิบรอฮีม และเป็นผู้รับแจ้งข่าวดีของอีซา กล่าวคือขณะที่อิบรอฮีม และอิสมาอีลได้สร้างบ้าน (บัยตุลลอฮฺ ทั้งสองได้กล่าววิงวอนไว้ตามที่พระองค์ได้กล่าวไว้ว่า “โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดส่งร่อซูลคนหนึ่งจากพวกเขาไปยังพวกเขา เพื่อที่จะได้สาธยายอายาตต่าง ๆ ของพระองค์ท่านให้พวกเขาฟัง… “อัลบะเกาะเราะฮฺ 129 และคำตรัสของพระองค์ในอายะฮฺนี้ ครั้นเมื่อเขา (มุฮัมมัด) ได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง” คือพร้อมด้วยหลักฐานที่ชี้บ่งถึงการเป็นร่อซูลจริงและจำเป็นต้องปฎิบัติตามเขาในเรื่องเกี่ยวกับการศรัทธาและบทบัญญัติ แต่พวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธาต่อเขาและกล่าวว่า นี่คือมายากลแท้ๆ“ เสมือนกับที่ฟิรเอานฺได้กล่าวกับมูซา และพวกยะฮูดได้กล่าวกับอีซา อะลัยฮิสสลาม

 

“ คือบรรดาผู้ปฏิบัติตามร่อซูล(*1*)ผู้เป็นนบีที่เขียนอ่านไม่เป็นที่พวกเขา(*2*) พบเขาถูกจารึกไว้ ณ ที่พวกเขา ทั้งในอัต-เตารอต และในอัล-อินญีลโดยที่เขา(*3*) จะใช้พวกเขาให้กระทำในสิ่งที่ชอบและห้ามพวกเขามิให้กระทำในสิ่งที่ไม่ชอบและจะอนุมัติให้แก่พวกเขาซึ่งสิ่งดี ๆ ทั้งหลาย และจะให้เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเขา ซึ่งสิ่งที่เลวทั้งหลาย และจะปลดเปลื้องออกจากพวกเขา ซึ่งภาระหนักของพวกเขาและห่วงคอ(*4*)ที่ปรากฏอยู่บนพวกเขา ดังนั้นบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อเขา และให้ความสำคัญแก่เขาและช่วยเหลือเขา และปฏิบัติตามแสงสว่าง(*5*)ที่ถูกประทานลงมาแก่เขาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้แหละคือบรรดาผู้ที่สำเร็จ”

( ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ บทที่ 7 โองการที่ 157 )

 

(1)  หมายถึงท่านนะบีมุฮัมมัด
(2)  หมายถึงพวกยะฮูดและนะซอรอ กล่าวคือพวกยิวและคริสต์ได้พบชื่อและลักษณะของท่านนะบีจารึกอยู่ในคัมภีร์ของพวกเขาทั้งในเตารอด และอินญีล ว่าเป็นผู้ที่จะอุบัติขึ้นเป็นนะบีและร่อซูลสุดท้าย
(3)  คือนะบีมุอัมมัด
(4)  คำว่าภาระหนัก และห่วงคอนั้นเป็นคำเรียบเทียบซึ่งหมายถึงบัญญัติศาสนาที่กำหนดให้พวกเขาปฏิบัติในสิ่งที่ยากลำบากแก่พวกเขา เช่นให้ฆ่าคนอื่นจะต้องเจตนาหรือผิดพลาดก็ตาม จะต้องถูกฆ่าให้ตายตามกันโดยไม่มีการรับค่าทำขวัญใด ๆ ทั้งสิ้นและอื่น ๆอีก
(5)  หมายถึงอัล-กรุอานย ในการเปรียอัล-กรุอาน ประหนึ่งแสงสว่างนั้นเนื่องจากอัล-กรุอานให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่มนุษย์ประหนึ่งมนุษย์อยู่ในแสงสว่างสามารถรู้เห็นอะไรได้อย่างถูกต้อง

 

“ บรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขา(*1*)นั่น พวกเขารู้จักเขา(*2*) เช่นเดียวกับที่พวกเขารู้จักลูก ๆ ของพวกเขาเอง บรรดาผู้ที่ทำให้ตัวของพวกเขาขาดทุนนั้น พวกเขาจะไม่ศรัทธา ”

( ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม บทที่ 6 โองการที่ 20 )

 

(1)  หมายถึงยิวและชาวคริสต์
(2)  ท่านนะบีมุฮัมมัด

 

“ บรรดาผู้ที่เราได้ให้ คัมภีร์แก่พวกเขานั้น พวกเขาย่อมรู้จักเขา(*1*) ดีเหมือนกับที่พวกเขารู้จักลูก ๆ ของเขาเอง และแท้จริงกลุ่มหนึ่งจากพวกเขานั้นปิดบังความจริง

(*2*) ไว้ทั้ง ๆ ที่พวกเขารู้กันอยู่ ”

( ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ บทที่ 2 โองการที่ 146 )

 

(1)  คือท่านนะบีมุฮัมมัด
(2)  ปิดบังลักษณะของท่านนะบีมุฮัมมัดที่ระบุไว้คัมภีร์ของพวกเขา

 

จากโองการข้างต้นท่านนบีอีซาหรือ พระเยซู ได้พูดยืนยันเอาไว้ชัดเจนว่าท่านนั้นไม่ใช่ศาสดาท่านสุดท้ายหากแต่จะมีศาสดาอีกท่านหนึ่งมาภายหลังจากท่านนั้นก็คือ ท่านนบีมุฮัมมัด ตอนนี้ให้เราถามพยานยะโฮวาว่า ไหนล่ะชื่อรวมทั้งคุณลักษณะต่างๆของท่านนบีมุฮัมมัดที่ได้ถูกกล่าวเอาไว้ในไบเบิ้ลของท่าน ที่ท่านกล่าวอ้างว่าเป็นอินญีลฉบับแท้ ถ้าเกิดว่าพยานยะโฮวาบอกว่าไม่มี ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นได้อีกประการหนึ่งว่าไบเบิ้ลที่พวกเขาถือกันอยู่นั้นไม่ใช่ คัมภีร์อินญีลฉบับแท้อย่างแน่นอน แต่ถ้าสมมุติ ( แต่คงจะไม่เป็นจริงแน่ ) ว่าพยานยะโฮวาชี้ให้ดูว่า นี่ไงชื่อท่านนบีมุฮัมมัดรวมถึงคุณลักษณะต่างๆของท่านที่ถูกกล่าวเอาไว้ในไบเบิ้ลของเรา ในกรณีเช่นนี้เรามุสลิมก็ได้โอกาสเชิญชวนพวกเขาให้มาตามท่านนบีมูฮัมมัดด้วยกับการรับอิสลาม ทั้งนี้เพราะคัมภีร์ที่พวกเขาถืออยู่ได้บอกพวกเขาว่ามุฮัมมัดจะมาและเมื่อมุฮัมมัดมาแล้ว ก็ย่อมไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะไม่มาดำเนินตามแนวทางของท่านนบีมุฮัมมัด ถ้าเราจะถามว่า ถ้าพยานยะโฮวารู้แล้วว่าท่านนบีมูฮัมมัดได้มาแล้วแต่จะไม่มาปฏิบัติตามแนวทางของท่านจะได้ไหม คำตอบก็คือ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะท่านศาสดา

นบีมุฮัมมัด ได้กล่าวเอาไว้อย่างชัดถ้อยชัดคำว่า :

 

รายงานจากอบูฮูรอยเราะฮฺ ท่านศาสดานบีมู่ฮัมมัดได้กล่าวว่า ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตของพระองค์ ( อัลลอฮฺ ) “ไม่มีใครจากผู้ที่เป็น ยิว และคริสต์เตียน ผู้ซึ่งได้รับรู้เกี่ยวกับฉันแล้วและเขาได้ตายไปในสภาพที่ไม่เชื่อในสารคำสอนที่ฉันได้นำมา นอกจากว่าเขาผู้นั้นจะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในไฟนรก ( เป็นชาวนรก ) ”

( ซอเฮียะมุสลิม, กีตาบุล อีหม่าน )

 

“ ดังนั้นความวิบัติจะได้แก่บรรดาผู้ที่เขียนคัมภัร์ขึ้นด้วยมือของตนเอง แล้วกล่าวว่า นี่แหละมาจากอัลลอฮ์ เพื่อพวกเขาจะได้นำมันไปแลกเปลี่ยนกับราคาอันเล็กน้อย ดังนั้นความวิบัติจะได้แก่พวกเขา เนื่องจากสิ่งที่มือของพวกเขาได้เขียนขึ้นและความวิบัตินั้นจะได้แก่พวกเขา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาแสวงหาไว้ ”

( ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ บทที่ 2 โองการที่ 79 )