ไม่มีทางที่จะเป็นพระเจ้าไปได้! (The God That Never Was)

ไม่มีทางที่จะเป็นพระเจ้าไปได้!

(The God That Never Was)

โดย : อ. ชะรีฟ วงศ์เสงี่ยม

 

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะเป็นบทพิสูจน์เพื่อให้คนบางกลุ่มได้เข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่เยซูจะเป็นพระผู้เป็นเจ้า หรือจะมีส่วนร่วมกับคุณลักษณะต่างๆที่มี ณ. พระผู้เป็นเจ้า ตามหลักความเชื่อของคนบาง กลุ่ม มีความเชื่อว่าพระเจ้ามีการแบ่งภาคเป็น สามภาคด้วยกัน ซึ่งอาจจะเรียกว่า พระบิดา พระบุตรและพระจิต โดยที่พวกเขามีความเชื่อกันว่า ทั้งพระบิดา พระบุตร และพระจิตนั้นจะมีคุณลักษณะและคุณสมบัติที่เหมือนกันทุกประการ พระบิดามีคุณลักษณะอย่างไร พระบุตรและพระจิตจะต้องมีคุณลักษณะนั้นด้วย โดยจะเหมือนกันทุกประการ โดยตามความเชื่อของพวกเขาแล้ว พระบิดาคือพระเจ้า พระบุตรก็คือพระเจ้า  และพระจิตก็เป็นพระเจ้า  นั้นคือ พระเจ้า+พระเจ้า+พระเจ้า แต่กระนั้นก็ไม่ใช่สามองค์แต่ป็นหนึ่งองค์  เพียงแต่แบ่งออกเป็น สามภาคเท่านั้น แต่กระนั้นทั้งสามภาคที่แบ่งออกมานี้ก็มีคุณลักษณะและคุณสมบัติที่เหมือนกันทุกประการ  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คนกลุ่มนี้เชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่ใช่ สององค์หรือ สามองค์ เพียงแต่ว่าได้แบ่งภาคเป็น สาม ภาค คือแบ่งออกเป็น พระบิดา พระบุตร และพระจิต  ข้อย้ำว่าคนกลุ่มนี้เชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงองค์เดียวเท่านั้น เพราะถ้าไม่เชื่อเช่นนั้นก็จะไปขัดกับคัมภีร์ไบเบิ้ลโดยทันทีที่ได้กล่าวไว้ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนว่า  

 

“โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นพระเยโฮวาห์เดียว” (พระราชบัญญัติ 6:4)

และ

“พระเยซูจึงตรัสตอบคนนั้นว่า "พระบัญญัติซึ่งเป็นเอกเป็นใหญ่กว่าบัญญัติทั้งปวงนั้นคือว่า

“โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว” (มาระโก 12:29)

 

แต่ถึงอย่างไรก็ตามนี้เป็นเพียงความเชื่อที่แม้แต่คัมภีร์ไบเบิ้ลก็ไม่ได้กล่าวเอาไว้ ไม่มีสักที่เดียวในคัมภีร์ไบเบิ้ล ทั้งพันธสัญญาเก่าและพันธสัญญาใหม่ ที่มีคำว่า “ไตรภาคี” หรือที่เรียกว่า “ ตรีเอกานุภาพ” หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษโดยใช้คำว่า   “Trinity” และก็ไม่มีสักที่เดียวในคัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีกล่าวเอาไว้ว่า พระผู้เป็นเจ้าได้แบ่งภาคเป็นสามภาค คือพระบิดา พระบุตร และพระจิตหรือพระวิญญาน และก็ไม่มีสักที่เดียวในคัมภีร์ไบเบิ้ลอีกเช่นกันข้อย้ำไม่มีสักแห่งเดียวที่ซึ่งเยซูอ้างว่าตัวเองเป็นทั้งมนุษย์และในขณะเดียวกันก็เป็นพระเจ้าด้วย ไม่มีปรากฏเลยสักที่เดียว ถ้าจะมีที่ใกล้เคียงที่สุดก็ดูเหมือนว่าจะเป็นบทของ  1John 5:7 ที่มีระบุว่า

 

“For there are three that bear record in heaven, the Father, the Word, and the Holy Ghost: and these three are one”  (1John 5:7)

ซึ่งมีความหมายภาษาไทยดังนี้

“เพราะมีพยานอยู่สามพยานในสวรรค์ คือพระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยานทั้งสามนี้เป็นองค์เดียวกัน”  ( 1 ยอห์น 5:7)  

( http://thaipope.org/webbible/62_005.htm)

คัมภีร์ทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่ยกมาข้างต้นนั้นเป็นของฉบับ  King James Version (KJV)

แต่กระนั้น 1John 5:7 นี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยถูกพิจารณาว่าเป็นคำพูดที่แปลกปลอมและถูกใส่เข้ามาในคัมภีร์ไบเบิ้ล ไม่ใช่คำพูดที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นคำพูดของพระเจ้าจริงๆ ด้วยเหตุนี้ 1 John 5:7 นี้จึงถูกตัดออกไปจากคัมภีร์ไบเบิ้ล เนื่องจากเป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา แต่ถ้าเราไปตรวจสอบดูคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษของ King James Version (KJV) ก็จะพบว่า 1 John 5:7 มีปรากฏอยู่ แต่เมื่อไปตรวจสอบดูฉบับของ Revised  Standard Version (RSV) ก็จะพบว่า  1 John 5:7 ได้ถูกตัดออกไปเรียบร้อยแล้วโดยไม่มีการบอกกล่าวให้รู้กันเลย สำหรับ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับของ (RSV) นี้  ถูกจัดทำขึ้นโดยนักวิชาการผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านคัมภีร์ไบเบิ้ลผู้มีชื่อเสียงโด่งดังชาวคริสเตียน จำนวน 32 ท่าน และการจัดทำคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับนี้ขึ้นมาก็ได้รับการสนับสนุนจากสำนักคิดต่างๆของชาวคริสเตียนถึง 50 สำนัก  และสาเหตุที่ บรรดาผู้เชี่ยวชาญในด้านคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งหลายเหล่านี้ได้จัดทำคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ Revised  Standard Version  (RSV) นี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดจำนวนมากมายที่ไม่อาจละเลยได้ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดที่หนักหนาเอาการซึ่งพบใน ฉบับคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ   King James Version  (KJV) 

และนี้คือฉบับของ Revised  Standard Version  (RSV) ในบทของ 1 John 5:7  เราจะพบข้อความต่อไปนี้

 

“And the Spirit is the witness, because the Spirit is the truth” (1 John 5:7 )

 

สังเกตุว่า บท 1 John 5:7  ระหว่าง ฉบับ King James Version (KJV) และ ฉบับ Revised  Standard Version  (RSV) เมื่อเทียบกันดูแล้วจะไม่เหมือนกัน

สรุปแล้วก็คือ ข้อความของ:

“For there are three that bear record in heaven, the Father, the Word, and the Holy Ghost: and these three are one” (1John 5:7)

 

ซึ่งมีความหมายภาษาไทยดังนี้

“เพราะมีพยานอยู่สามพยานในสวรรค์ คือพระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยานทั้งสามนี้เป็นองค์เดียวกัน” ( 1 ยอห์น 5:7)

 

ได้ถูกตัดออกไปจากคัมภีร์ไบเบิ้ลเรียบร้อยแล้วเนื่องจากเป็นข้อความที่แปลกปลอมเข้ามาและ ไม่เพียงแต่ฉบับของ (RSV) เท่านั้นที่ได้ตัดข้อความของบท 1 ยอห์น 5:7 ออกไป  แม้แต่ไบเบิ้ลภาษาอังกฤษฉบับอื่นๆที่เป็นที่นิยมของโลกที่ใช้กันอย่าง  แพร่หลาย ก็ไม่มีข้อความนี้อยู่ด้วย เช่น คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ  New International Version (NIV) หรือฉบับของ New American Standard Bible

และนอกจากนี้คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยบางฉบับก็ได้ตัดข้อความ :

“เพราะมีพยานอยู่สามพยานในสวรรค์ คือพระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยานทั้งสามนี้เป็นองค์เดียวกัน” ( 1 ยอห์น 5:7)

 

ออกไปแล้วโดยเมื่อไปตรวจสอบดูแล้วก็จะไม่พบข้อความดังกล่าว เช่นในฉบับของ “พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทย ภาคพันธสัญญาใหม่ พร้อมด้วยสดุดี และสุภาษิต ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย” ซึ่งจัดพิมพ์โดย มูลนิธิ อาร์เธอร์เอส เดอมอส  ปี 2004 และฉบับของ “พระคริสตธรรมคัมภีร์” ซึ่งจัดพิมพ์โดย  สมาคมพระคริสตธรรมไทย  ปี 2003 รวมทั้งฉบับ ของ “ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ไทย-อังกฤษ”  จัดพิมพ์โดย  สมาคมพระคริสตธรรมไทย  ( THAILAND BIBLE SOCIETY) พิมพ์ที่ เกาหลี  เดือน กุมภาพันธ์ ปี  ค.ศ. 2004

 

เราจึงสรุปได้ว่า ข้อความเดิมๆของ 1 ยอห์น 5:7 ที่ว่า 

 

“เพราะมีพยานอยู่สามพยานในสวรรค์ คือพระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยานทั้งสามนี้เป็นองค์เดียวกัน”

 

ได้ถูกตัดออกไปจากคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว หลังจากที่ตรวจสอบแล้วว่า เชื่อถือไม่ได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่แปลกปลอมถูกใส่เข้ามา และเมื่อไปตรวจสอบดู 1 ยอห์น 5:7 ในไบเบิ้ลหลายๆฉบับดูก็จะพบข้อความอื่นแทน

 

ดังนั้นเราจึงทราบได้ว่า ความเชื่อที่ว่า พระเจ้าทรงแบ่งภาคออกเป็นสามภาคนั้นเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้นและยังเป็นความเชื่อที่ไม่ได้รับการรับรองอีกทั้งไม่มีที่มาจากคัมภีร์ไบเบิ้ลเสียด้วยซ้ำไป

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราระลึกถึงถ้อยคำของเยซูที่ได้พูดเป็นนัยไว้แล้วว่าโดยมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า  ผู้คนจะสักการะท่านโดยไร้ประโยชน์ อีกทั้งจะเชื่อในคำสอนที่ไม่ใช่เป็นคำสอนที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นคำสอนที่มนุษย์คิดขึ้นมาเอง แต่ถูกเหมารวมและกล่าวอ้างว่ามาจากพระเจ้า

 

“เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้  ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่า  เป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า

(มัทธิว 15:9)

 

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้จะเป็นเครื่องพิสูจนืที่ได้มาจากคัมภีร์ไบเบิ้ลเอง ว่าพระเยซูหรือที่เรียกกันว่า พระบุตรนั้นไม่มีคุณลักษณะที่เหมือนกับพระบิดา ดังนั้นพระเยซูก็คือพระเยซู พระบิดาก็คือพระบิดา ทั้งสองมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันและไม่ได้เป็นเสมือนเนื้อเดียวกัน  ด้วยเหตุนี้การที่จะมาอ้างว่า พระเยซูเป็นพระเจ้าที่อยู่ในร่างมนุษย์ นั้นก็จะเท่ากับว่ามีพระเจ้าสององค์ไปโดยปริยาย (ซึ่งไม่มีใครยอมรับได้)  นั้นคือ

พระเจ้าที่เป็นพระบิดาที่มีลักษณะหรือสภาพเป็นวิญญาณแบบ 100% องค์หนึ่ง และมีพระเจ้าที่เป็นมนุษย์มีเนื้อหนังกระดูก  อีกองค์หนึ่ง ทั้งนี้เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกไว้ชัดเจนว่า

 

“พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ”  (ยอห์น 4:24)

 

และยิ่งไปกว่านั้นคัมภีร์ไบเบิ้ลก็ยังได้แยกแยะไว้อย่างเห็นภาพได้ชัดว่า มนุษย์ก็คือมนุษย์ พระเจ้าก็คือพระเจ้า ทั้งสองไม่เหมือนกันแต่อย่างใด

 

“พระเจ้ามิใช่มนุษย์จึงมิได้มุสา และมิได้เป็นบุตรของมนุษย์จึงไม่ต้องกลับใจ” (กันดารวิถี 23:19)

 

และการที่จะกัดฟันบอกว่าพระเจ้ามีสององค์ นั้นคือ พระเจ้าแบบ 100% หนึ่งองค์ และพระเจ้าที่เป็นมนุษย์ 50% และเป็นวิญญาณอีก 50 % อีกหนึ่งองค์ ก็เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักความเชื่อที่มีอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล และก็ไม่มีผู้ใดที่ได้ชื่อว่าเป็น คริสเตียนคนไหนจะยอมรับได้ว่ามีพระเจ้า มากกว่าหนึ่งองค์ ทั้งนี้ก็เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกไว้อย่างไม่คลุมเครือว่า

 

“โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นพระเยโฮวาห์เดียว” (พระราชบัญญัติ 6:4)

 

“พระเยซูจึงตรัสตอบคนนั้นว่า "พระบัญญัติซึ่งเป็นเอกเป็นใหญ่กว่าบัญญัติทั้งปวงนั้นคือว่า `โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว” (มาระโก 12:29)

 

                ข้อความต่อไปนี้จากคัมภีร์ไบเบิ้ลจะเป็นเครื่องยืนยันและเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า พระเยซู (พระบุตร) นั้นไม่เหมือนกันกับ พระเจ้า(พระบิดา)และพระบิดาก็ไม่มีคุณลักษณะอะไรที่เหมือนกับพระบุตร และอีกทั้งจะยืนยันว่าพระเยซูเพียงเป็นมนุษย์เพียงคนหนึ่งเท่านั้นแต่ได้รับตำแหน่งการเป็นศาสดาให้มาเผยแพร่ศาสนาแต่เฉพาะในหมู่ชนที่เป็นยิวหรือวงศ์วานอิสราเอลเท่านั้น ดั่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลได้กล่าวไว้

 

“พระองค์ตรัสตอบว่า  เรามิได้รับใช้มาหาผู้ใด เว้นแต่แกะหลงของวงศ์วานอิสราเอล”  (มัทธิว 15:24)

“But he answered and said, I am not sent but unto the lost sheep of the house of Israel ” (Matthew 15:24)

 

“สิบสองคนนี้พระเยซูทรงใช้ให้ออกไปและสั่งเขาว่า "อย่าไปทางที่ไปสู่พวกต่างชาติ และอย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย   แต่ว่าจงไปหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลดีกว่า” (มัทธิว 10:5-6)

“These twelve Jesus sent forth, and commanded them, saying, Go not into the way of the Gentiles, and into any city of the Samaritans enter ye not: But go rather to the lost sheep of the house of Israel “ (Matthew 10:5-6)

 

“พระองค์จึงตรัสตอบว่า "ซึ่งจะเอาอาหารของลูกโยนให้แก่สุนัขก็ไม่ควร” (มัทธิว15:26)

“But he answered and said, It is not meet to take the children's bread, and to cast it to dogs” (Matthew 15:26)

 

นอกจากนี้แล้วตัวของเยซูเองก็ยังได้ยืนยันว่าตัวเองเป็นมนุษย์ผู้ถูกส่งลงมาจากพระผู้เป็นเจ้าในถานะผู้เป็นศาสดาคนหนึ่ง

 

“ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนชาติอิสราเอล ขอฟังคำเหล่านี้เถิด คือ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ ผู้เป็นมนุษย์ ผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบโดยการอัศจรรย์ การมหัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำโดยพระองค์นั้น ท่ามกลางท่านทั้งหลาย ดังที่ท่านทราบอยู่แล้ว” (กิจการ 2:22)

"Ye men of Israel, hear these words; Jesus of Nazareth, a man approved of God among you by miracles and wonders and signs, which God did by him in the midst of you, as ye yourselves also know." (The Bible, Acts 2:22)

 

แม้แต่เปาโลก็ยังยืนยันสถานะภาพของเยซูไว้อย่างชัดเจนโดยไม่ทิ้งข้อสงสัยใดๆไว้อีก

“ด้วยเหตุว่า มีพระเจ้าองค์เดียวและมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือ พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์ ” (1 ทิโมธี 2:5)

 

                ก่อนที่จะอ้างอิงหลักฐานจากคัมภีร์ไบเบิ้ล กระผมขอถามผู้ทุกๆท่านสักนิด สมมุติว่ามีชายอยู่สองคน คนหนึ่งชื่อ สมชาย  อีกคนหนึ่งชื่อ สมหวัง  นายสมหวังคนนี้มักที่จะชอบอ้างอยู่เสมอว่า นายสมชายคือพระเจ้าที่มาจุติในร่างมนุษย์โดยอ้างอย่างนั้นอย่างนี้ พูดอยู่เสมอว่านายสมชายคือพระเจ้า ทั้งๆที่ตัวนายสมชายเองก็ไม่เคยอ้างเลยว่าตัวเองคือพระเจ้า แต่ในทางตรงกันข้าม กลับได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่าตัวเองเป็นเพียงมนุษย์ ถามท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า ท่านจะเลือกเชื่อใครดีระหว่างตัวนายสมชายเอง กับนายสมหวัง? ท่านจะเชื่อในความเป็นจริงที่ประจักษ์อยู่ หรือท่านจะเลือกเชื่อในคำพูดที่กล่าวมาลอยๆที่ขัดกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  ท่านจะเลือกเชื่อในสิ่งที่เจ้าตัวคือนายสมชายได้บอกเองหรือท่านจะเลือกเชื่อในสิ่งที่นายสมหวังได้อ้างเกี่ยวกับตัวนายสมชาย …แน่นอนที่สุดผู้ที่มีสติปัญญาย่อมคิดได้

 

เรามาเข้าประเด็นหลักกันเลย

 

เป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้วว่า พระเจ้าเป็นผู้ที่ไม่มีจุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เกิด อีกทั้งไม่มีผู้ให้กำเนิด ซึ่งตรงกันข้ามกับพระเยซู ที่ถูกให้กำเนิด

 

“เมื่อเขาทั้งสองยังอยู่ที่นั่น ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะประสูติบุตร  นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม” ( ลูกา 2:6-7)

 

“ครั้นพระเยซูได้ทรงบังเกิดที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดียในรัชกาลของกษัตริย์เฮโรด ดูเถิด มีพวกนักปราชญ์จากทิศตะวันออกมายังกรุงเยรูซาเล็ม” (มัทธิว 2:1)

 

สิ่งนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ตัวของเยซูเองได้อยู่ในช่วงแห่งความไม่มี ( Non-Existence)  และมาสู่ความมีขึ้นโดยเกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกนี้ นั้นคือจากความไม่มีมาสู่ความมีขึ้น   (From Non-Existence To Existence) ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงจะไม่มีคุณลักษณะเช่นนี้

 

พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงจะไม่สามารถที่จะถูกล่อลวงได้

 

“เมื่อผู้ใดถูกล่อลวงให้หลง อย่าให้ผู้นั้นพูดว่า "พระเจ้าทรงล่อลวงข้าพเจ้าให้หลง" เพราะว่าความชั่วจะมาล่อลวงพระเจ้าให้หลงไม่ได้ และพระองค์เองก็ไม่ทรงล่อลวงผู้ใดให้หลงเลย” (ยากอบ 1:13)

 

แต่ถ้าเราได้อ่านดูในไบเบิ้ลแล้วก็จะพบว่า เยซูได้ถูกล่อลวงโดยมาร

 

“ในทันใดนั้น พระวิญญาณจึงเร่งเร้าพระองค์ให้เสด็จเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร  และซาตานได้ทดลองพระองค์อยู่ในถิ่นทุรกันดารนั้นถึงสี่สิบวัน พระองค์ทรงอยู่ในที่ของสัตว์ป่า และมีพวกทูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์” (มาระโก 1:12-13)

 

4:1 “พระเยซูประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จกลับไปจากแม่น้ำจอร์แดน และพระวิญญาณได้ทรงนำพระองค์ไปในถิ่นทุรกันดาร

4:2 ทรงถูกพญามารทดลองถึงสี่สิบวัน ในวันเหล่านั้นพระองค์มิได้เสวยอะไรเลย และเมื่อสิ้นสี่สิบวันแล้ว พระองค์ทรงอยากพระกระยาหาร

4:3 พญามารจึงทูลพระองค์ว่า "ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินนี้ให้กลายเป็นขนมปัง"

4:4 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า "มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า `มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวก็หามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำของพระเจ้า'"

4:5 แล้วพญามารจึงนำพระองค์ขึ้นไปยังภูเขาที่สูง สำแดงบรรดาราชอาณาจักรทั่วพิภพในขณะเดียวให้พระองค์ทอดพระเนตร

4:6 แล้วพญามารได้ทูลพระองค์ว่า "อำนาจทั้งสิ้นนี้และสง่าราศีของราชอาณาจักรนั้นเราจะยกให้แก่ท่าน เพราะว่ามอบเป็นสิทธิไว้แก่เราแล้ว และเราปรารถนาจะให้แก่ผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น

4:7 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านจะกราบนมัสการเรา สรรพสิ่งนั้นจะเป็นของท่านทั้งหมด"

4:8 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า "อ้ายซาตาน จงถอยไปข้างหลังเรา เพราะมีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า `จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว'"

4:9 แล้วมารจึงนำพระองค์ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และให้พระองค์ประทับอยู่ที่ยอดหลังคาพระวิหาร แล้วทูลพระองค์ว่า "ถ้าท่านเป็นพระบุตรพระเจ้า จงโจนลงไปจากที่นี่เถิด

4:10 เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า `พระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ป้องกันรักษาท่านไว้'

4:11 และ `เหล่าทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ เกรงว่าในเวลาหนึ่งเวลาใดเท้าของท่านจะกระแทกหิน'"

4:12 พระเยซูจึงตรัสตอบมารว่า "มีคำกล่าวไว้ว่า `อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน'"

4:13 เมื่อพญามารทำการทดลองทุกอย่างสิ้นแล้ว จึงละพระองค์ไปชั่วคราว” (ลูกา4:1-13)

 

พระเจ้าที่แท้จริงนั้นจะไม่มีวันที่จะหิวและกระหาย แต่เราพบว่าพระเยซูนั้นมีทั้งความหิวและกระหาย

 

“และเมื่อพระองค์ทรงอดพระกระยาหารสี่สิบวันสี่สิบคืนแล้ว ภายหลังพระองค์ก็ทรงอยากพระกระยาหาร”  (มัทธิว 4:2)

 

“ครั้นเวลาเช้าขณะที่พระองค์เสด็จกลับไปยังกรุงอีก พระองค์ก็ทรงหิวพระกระยาหาร” (มัทธิว 21:18)

 

“หลังจากนั้นพระเยซูทรงทราบว่า ทุกสิ่งสำเร็จแล้ว เพื่อพระคัมภีร์จะสำเร็จจึงตรัสว่า "เรากระหายน้ำ” (ยอห์น19:28)

 

พระผู้เป็นเจ้าไม่ต้องการ การพักผ่อนและไม่มีความเมื่อยล้า

 

“ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ย หรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้” (อิสยาห์ 40:28)

 

 แต่กระนั้นเราก็จะพบว่าเยซูมีคุณลักษณะที่ตรงกันข้าม

 

“ดูเถิด เกิดพายุใหญ่ในทะเลจนคลื่นซัดท่วมเรือ แต่พระองค์บรรทมหลับอยู่” (มัทธิว 8:24)

 

“เมื่อกำลังแล่นไปพระองค์ทรงบรรทมหลับ และบังเกิดพายุกล้ากลางทะเลสาบ น้ำเข้าเรืออยู่น่ากลัวจะมีอันตราย” (ลูกา 8:23)

“ฝ่ายพระองค์บรรทมหนุนหมอนหลับอยู่ที่ท้ายเรือ เหล่าสาวกจึงมาปลุกพระองค์ทูลว่า "อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะพินาศอยู่แล้ว ท่านไม่ทรงเป็นห่วงบ้างหรือ” (มาระโก 4:38)

 

บ่อน้ำของยาโคบอยู่ที่นั่น พระเยซูทรงดำเนินทางมาเหน็ดเหนื่อยจึงประทับบนขอบบ่อนั้น เป็นเวลาประมาณเที่ยง” (ยอห์น 4:6)

 

พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงร้องไห้เสียใจ แต่พระเยซูทรงร้องไห้โศกเศร้า

 

“พระเยซูทรงพระกันแสง” (ยอห์น11:35)

“พระองค์ก็พาเปโตรกับบุตรชายทั้งสองของเศเบดีไปด้วย พระองค์ทรงเริ่มโศกเศร้าและหนักพระทัยยิ่งนักพระองค์จึงตรัสกับเขาว่า "ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่กับเราที่นี่เถิด ”  (มัทธิว 26:37-38)

 

พระเยซูได้แยกออกไว้อย่างชัดเจนว่า พระบิดานั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวของท่านเอง นี้ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า พระเจ้า(พระบิดา) นั้นไม่เหมือนเยซูและเยซูก็ไม่เหมือนพระเจ้าด้วย

 

“ท่านได้ยินเรากล่าวแก่ท่านว่า `เราจะจากไปและจะกลับมาหาท่านอีก' ถ้าท่านรักเรา ท่านก็จะชื่นชมยินดีที่เราว่า `เราจะไปหาพระบิดา' เพราะพระบิดาของเราทรงเป็นใหญ่กว่าเรา” ( ยอห์น14:28)

 

“พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดสามารถชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้” (ยอห์น 10:29)

 

“เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ทาสจะเป็นใหญ่กว่านายก็ไม่ได้ และทูตจะเป็นใหญ่กว่าผู้ที่ใช้เขาไปก็หามิได้” (ยอห์น13:16)

 

ข้ออ้างอิงที่จะยกมาจากคัมภีร์ไบเบิ้ลต่อไปนี้ จะเป็นสิ่งยืนยันด้วยคำพูดที่ออกมาจากปากของพระเยซูเอง ตามที่ปรากฏในไบเบิ้ลที่จะบอกให้เราได้รู้ว่า  พระเยซูก็คือ พระเยซู  พระผู้เป็นเจ้าก็คือพระผู้เป็นเจ้า ทั้งสองนั้นแตกต่างกัน เยซูได้แยกตัวของท่านเองออกจาก พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง

 

“เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้ เราได้ยินอย่างไร เราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของ พระบิดาผู้ทรงใช้เรามา” ( ยอห์น 5:30)

 

“ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่รักษาคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา” ( ยอห์น14:24)

 

“และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา( ยอห์น17:3)

 

“ดูเถิด มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า "ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์"
 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไมเล่า ไม่มีผู้ใดประเสริฐนอกจากพระองค์เดียวคือพระเจ้า แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้” (มัทธิว 19:16-17)

(ในเมื่อตัวเยซูเองปฏิเสธที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่ประเสริฐแล้วนับภาษาอะไรกับการที่จะเรียกตัวเองว่าพระเจ้า)

 

“มิใช่ทุกคนที่ร้องแก่เราว่า `พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า' จะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้” (มัทธิว7:21)

 

“พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า "พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์" ตรัสอย่างนั้นแล้ว จึงทรงปล่อยพระวิญญาณจิตออกไป” (ลูกา 23:46)

( ก็ในเมื่อ พระเยซู ได้ร้องเรียกอ่อนวอนต่อ พระเจ้า และเยซูจะเป็น พระเจ้าได้อย่างไร?)

 

พระเยซูตรัสกับเธอว่า "อย่าแตะต้องเรา เพราะเรายังมิได้ขึ้นไปหาพระบิดาของเรา แต่จงไปหาพวกพี่น้องของเรา และบอกเขาว่า เราจะขึ้นไปหาพระบิดาของเราและพระบิดาของท่านทั้งหลาย และไปหาพระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่านทั้งหลาย" (ยอห์น 20:17)

( เยซูบอกว่าท่านจะกลับไปหาพระเจ้า แล้วตัวท่านจะเป็นพระเจ้าได้อย่างไร?)

 

“เรามิได้แสวงหาเกียรติของเราเอง แต่มีผู้หาให้ และพระองค์นั้นจะทรงพิพากษา” (ยอห์น 8:50)

 

“และท่านทั้งหลายเป็นของพระคริสต์ และพระคริสต์ทรงเป็นของพระเจ้า” (1 โครินธ์ 3:23)

(ก็ในเมื่อตัวพระคริสเองก็เป็นของพระเจ้า และเยซูจะเป็นพระเจ้าได้อย่างไรล่ะครับ! )

 

เป็นที่ชัดเจนว่าเยซูได้แยกตัวองออกจากพระเจ้านั้นคือ เยซูเป็นผู้รับคำสอนมาจากพระผู้เป็นเจ้าอีกทีหนึ่งเพื่อมาสั่งสอน

 

“พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่านแล้ว ท่านก็จะรักเรา เพราะเรามาจากพระเจ้าและอยู่นี่แล้ว เรามิได้มาตามใจชอบของเราเอง แต่พระองค์นั้นทรงใช้เรามา (ยอห์น8:42)

 

“เพราะเรามิได้กล่าวตามใจเราเอง แต่ซึ่งเรากล่าวและพูดนั้น พระบิดาผู้ทรงใช้เรามา พระองค์นั้นได้ทรงบัญชาให้แก่เรา(ยอห์น12:49)

 

“พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า "คำสอนของเราไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น7:16)

 

พระเยซูตรัสกับเขาว่า "อาหารของเราคือการกระทำตามพระทัยของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา และทำให้งานของพระองค์สำเร็จ (ยอห์น4:34)

 

“เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น6:38)

 

เป็นที่ชัดเจนว่าเยซูเป็นผู้ถูกใช้มาโดยพระผู้เป็นเจ้า เพราะฉะนั้นผู้ถูกใช้และผู้ใช้จึงเป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน ไม่มีความเหมือนกันแต่อย่างใด

 

ไม่มีใครเคยได้ยินเสียงของพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง แต่กระนั้นเราก็ได้รับรู้มาว่ามีผู้คนมากมายได้ยินเสียงของเยซู ไม่เคยมีใครได้เห็นรูปร่างของพระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไรแต่กระนั้นมีผู้คนจำนวนมากนับไม่ถ้วนที่ได้พบเห็นเยซู

 

“และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา พระองค์เองก็ได้ทรงเป็นพยานถึงเรา ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และไม่เคยเห็นรูปร่างของพระองค์” ( ยอห์น 5:37)

 

“ไม่มีผู้ใดเคยเห็นพระเจ้าไม่ว่าเวลาใด ถ้าเราทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในเราทั้งหลาย และความรักของพระองค์ก็สมบูรณ์อยู่ในเรา” (1 ยอห์น 4:12)

 

“พระองค์ผู้เดียวทรงอมตะ และทรงสถิตในความสว่างที่ซึ่งไม่มีคนใดจะเข้าไปถึง ผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยเห็น และจะเห็นไม่ได้ พระเกียรติและฤทธานุภาพจงมีแด่พระองค์นั้นสืบๆไปเป็นนิตย์ เอเมน” (1 ทิโมธี 6:16)

 

“พระองค์จึงตรัสว่า "เจ้าจะเห็นหน้าของเราไม่ได้ เพราะมนุษย์เห็นหน้าเราแล้วจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ” (อพยพ 33:20)

 

พระผู้เป็นเจ้าไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใด แต่เราพบว่าเยซูอธิฐานขอต่อพระผู้เป็นเจ้าให้ช่วยเหลือ

 

“แล้วพระองค์ดำเนินไปจากเขาไกลประมาณขว้างหินตกและทรงคุกเข่าลงอธิษฐาน ว่า "พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” (ลูกา 22:41-42)

(ก็ในเมื่อเยซูเองก็ยังวิงวอนอ่อนวอนขอพรขอความช่วยเหลือต่อพระผู้เป็นเจ้า แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่เยซูเองจะเป็นพระเจ้าได้?)

“พระเยซูกับเหล่าสาวกมายังที่แห่งหนึ่งชื่อเกทเสมนี และพระองค์ตรัสแก่สาวกของพระองค์ว่า "จงนั่งอยู่ที่นี่ขณะเมื่อเราอธิษฐาน” (มาระโก 14:32)

 

“อยู่มาเมื่อคนทั้งปวงรับบัพติศมา และพระเยซูทรงรับบัพติศมาด้วย ขณะเมื่อทรงอธิษฐานอยู่ ท้องฟ้าก็แหวกออก” (ลูกา 3:21)

 

“ต่อมาคราวนั้นพระองค์เสด็จไปที่ภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน และได้อธิษฐานต่อพระเจ้าคืนยังรุ่ง” (ลูกา 6:12)

 

“เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนักพระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่” (ลูกา 22:44)

 

“แล้วพระองค์เสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็ซบพระพักตร์ลงถึงดิน อธิษฐานว่า "โอ พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (มัทธิว 26:39)

 

“แต่พระองค์เสด็จออกไปในที่เปลี่ยว และทรงอธิษฐาน” (ลูกา 5:16)

(เยซูจะเป็นพระเจ้าได้อย่างไรกันก็ในเมื่อตัวท่านเองก็ยังอ่อนวอนขอต่อพระเจ้า? )

 

พระเจ้าที่แท้จริงนั้นทรงรอบรู้ในทุกสรรพสิ่งโดยไม่ต้องอาศัยการค่อยๆเรียนรู้จากประสบการณ์ แต่กระนั้นเราก็พบว่าพระเยซูมีคุณลักษณะที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า

 

“พระเยซูก็ได้จำเริญขึ้นในด้านสติปัญญา ในด้านร่างกาย และเป็นที่ชอบจำเพาะพระเจ้า และต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย” (ลูกา 2:52)

(สิ่งนี้บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเยซูมีการพัฒนาทางด้านสติปัญญา จากที่ไม่รู้ก็ค่อยๆได้เรียนรู้ )

 

ถ้าพระเยซูหรือที่เรียกกันว่าพระบุตรเป็นพระเจ้าที่อยู่ในรูปของมนุษย์เช่นนั้นจริง แน่นอนพระบิดารู้อะไร แม้แต่พระบุตรก็ต้องรู้ไปด้วยโดยอัตโนมัติเพราะทั้งพระบิดาและพระบุตรถือเป็นเนื้อเดียวกันเพียงแต่แบ่งภาคออกมาเท่านั้น แต่กระนั้นเราก็พบว่า เยซูพูดไว้อย่างชัดเจน แยกแยะไว้ชัดเจนว่า ไม่มีผู้ใดสามารถที่จะไปล่วงรู้ถึงวันสิ้นโลกได้ พระบุตรก็ไม่รู้ พระจิตก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียวเท่านั้น นี้ก็แสดงให้เห็นว่าพระบุตรไม่มีคุณลักษณะที่พระบิดามี ดังนั้นทั้งสองจึงไม่เหมือนกัน

 

“แต่วันนั้นโมงนั้นไม่มีใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์ในสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียว” (มาระโก 13:32)

 

พระเจ้าที่แท้จริงย่อมไม่อาจที่จะประทับหรืออาศัยอยู่บนโลกนี้ได้แต่กระนั้นเยซูก็ได้ใช้ชีวิตอาศัยอยู่บนโลกนี้เหมือนมนุษย์ทั่วไป

 

“แต่พระเจ้าจะทรงประทับที่แผ่นดินโลกหรือ ดูเถิด ฟ้าสวรรค์และฟ้าสวรรค์อันสูงที่สุดยังรับพระองค์อยู่ไม่ได้ พระนิเวศซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างขึ้นจะรับพระองค์ไม่ได้ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด” (1 พงศ์กษัตริย์ 8:27)

 

พระเจ้าก็คือพระเจ้า พระองค์จะไม่มีวันตกป็นทาสหรือบ่าวของผู้ใด แต่กระนั้นเราก็พบว่า พระเยซูเป็นบ่าวผู้จงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า

 

“พระเจ้าของอับราฮัม  อิสอัค  และยาโคบ  คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเรา ได้ทรงโปรดประทานพระเกียรติแด่พระเยซูผู้รับใช้ของพระองค์  พระเยซูผู้ซึ่งท่านทั้งหลายได้มอบไว้แล้ว  และได้ปฏิเสธต่อหน้าปีลาต  เมื่อปีลาตตั้งใจจะปล่อยพระองค์ไป” (กิจการ 3:13)

“ความจริงในเมืองนี้  ทั้งเฮโรด  และปอนทัสปีลาต  กับพวกต่างชาติและชนชาติอิสราเอล  ได้ชุมนุมกันต่อสู้พระเยซูผู้รับใช้บริสุทธิ์ของพระองค์ซึ่งทรงเจิมไว้แล้ว” (กิจการ4:27)

(http://www.salathaila.com/Bible.html )

 

และในถานะเป็นบ่าวผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว พระเยซูก็ต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่ถูกสั่งใช้มาจากพระผู้เป็นเจ้า จึงได้รับความรักจากพระองค์

 

“ถ้าท่านทั้งหลายรักษาบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เรารักษาพระบัญญัติของพระบิดาเรา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์” (ยอห์น 15:10)

 

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดยอมได้ข้อสรุปและเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า พระบิดานั้นไม่มีทั้งคุณลักษณะและคุณสมบัติที่เหมือนกันกับพระบุตร(เยซู) และพระบุตรก็ไม่มีคุณลักษณะใดที่เหมือนกับพระบิดาด้วย ทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อมาถึงตอนนี้แล้วท่านผู้อ่านยังนึกถึงตัวอย่างระหว่างนาย สมชาย และนาย สมหวังได้หรือเปล่าครับ?  ถ้าจะมีใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างขึ้นมาว่า เยซูเป็นพระเจ้าแต่กระนั้นตัวของพระเยซูเองกลับกล่าวในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่กล่าวอ้างนั้น นอกจากนี้แล้วตัวของพระเยซูเองก็ยังได้แยกแยะออกอย่างชัดเจนระหว่างความเป็นมนุษย์ กับความเป็นพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง แน่นอนที่สุดคำพูดที่ออกมาจากปากของพระเยซูเองย่อมจะมีน้ำหนักมากกว่าคำกล่าวอ้างเช่นนั้นเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้เมี่อเราได้ศึกษาค้นคว้าคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้ง พันธ-สัญญาเก่าและพันธสัญญาใหม่ทั้งหมดดูแล้ว เราจะไม่พบสักที่เดียวที่เยซูเป็นผู้พูดด้วยตนเองว่า “เราคือพระเจ้า” หรือ   “ จงเคารพสักการะเรา” เราจะไม่พบคำพูดที่แบบตรงไปตรงมาเช่นนี้เลย แต่ในทางตรงกันข้าม เราจะพบคำพูดที่ออกมาจากปากพระเยซูเอง ที่พูดไว้อย่างไม่คลุมเครือว่าตัวเองเป็นมนุษย์ ตัวเองเป็นบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า ตัวเองเป็นศาสดา ตัวเองไม่มีความประเสริฐแต่พระเจ้าผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ที่ประเสริฐและอื่นๆดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น

ผู้มีสติปัญญาทั้งหลายที่เชื่อและศรัทธาในเยซู เกิดอะไรขึ้นกับจิตสำนึกของท่าน ที่ท่านเข้าใจไปคนละอย่างกับสิ่งที่เยซูได้บอกเอาไว้? เกิดอะไรขึ้นกับท่าน ที่ท่านเข้าใจตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตัวของเยซูได้บอกเอาไว้?  สำหรับผู้มีสติปัญญาทั้งหลายแล้วสิ่งที่ได้หยิบยกอ้างอิงมาข้างต้นยอมเพียงพอแล้ว และนี่ดูเหมือนจะสอดคล้องกับสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลเองได้กล่าวเอาไว้

 

“จงพิสูจน์ทุกสิ่ง สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น” (1 เธสะโลนิกา 5:21)

 

เมื่อมาถึงตอนนี้บางท่านที่ไม่ใช่มุสลิมก็อาจจะเชื่อและยอมรับแล้วว่าเยซูไม่ใช่พระเจ้าและเป็นพระเจ้าไม่ได้ด้วย แต่ ก็อาจจะมีบางท่านสงสัยคลางแคลงใจในบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวของเยซู นั้นคือ ในเมื่อเยซูไม่ได้เป็นพระเจ้าแล้ว แต่ทำไมเยซูถึงถูกเรียกว่า “lord” ตามคัมภีร์ไบเบิ้ล  ปัญหานี้จะหมดไปถ้าเราเป็นผู้ที่รู้ภาษาอังกฤษซักนิด และอ่านไบเบิ้ลอย่างวิเคราะห์ นั้นก็คือ คำว่า “lord”(พระผู้อภิบาล,พระเจ้า,เจ้านาย,นายท่าน) ในคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นไม่ได้ถูกใช้เรียกกับ พระเจ้าเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเป็นคำที่ถูกใช้เรียกกับพระเจ้าเพียงอย่างเดียวแล้วล่ะก็ นั้นก็หมายความว่าตามคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้วมีพระเจ้าหลายองค์อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้และขัดกับไบเบิ้ลเองด้วย แต่ทว่าคำว่า “lord” นี้เมื่อถูกใช้กับมนุษย์จะมีความหมายว่า “ เจ้านาย” “นายท่าน”

เมื่อเราได้ตรวจสอบวิเคราะห์ดูคำพูดที่ออกมาจากปากของเยซูเองตามที่ปรากฏในคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว ก็จะพบได้ว่า พระเยซูได้ยืนยันสถานะภาพของตนเองไว้อย่างชัดเจนว่าตนเองเป็นมนุษย์

 

“ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนชาติอิสราเอล ขอฟังคำเหล่านี้เถิด คือ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ ผู้เป็นมนุษย์ ผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบโดยการอัศจรรย์ การมหัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำโดยพระองค์นั้น ท่ามกลางท่านทั้งหลาย ดังที่ท่านทราบอยู่แล้ว” (กิจการ 2:22)

"Ye men of Israel, hear these words; Jesus of Nazareth, a man approved of God among you by miracles and wonders and signs, which God did by him in the midst of you, as ye yourselves also know." (The Bible, Acts 2:22)

 

และอีกเช่นกันถ้าได้วิเคราะห์ดูในบทอื่นๆของคัมภีร์ไบเบิ้ลดูแล้วก็จะพบว่าเยซูได้แยกตัวเองออกจากพระผู้เป็นเจ้าไว้อย่างชัดเจนดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ดังนั้นการที่จะกล่าวว่าเพราะเยซูถูกเรียกด้วยคำว่า “lord”(พระผู้อภิบาล,พระเจ้า,เจ้านาย,นายท่าน) จึงทำให้เยซูกลายเป็นพระเจ้า ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกันนี้แล้วล่ะก็ นั้นก็หมายความว่าท่านไม่มีท่านเลือกนอกจากจะยอมรับเช่นกันว่า ตามไบเบิ้ลแล้วมีพระเจ้าหลายองค์ ทั้งนี้เพราะ อับราฮัมก็ถูกเรียกด้วยกับคำๆเดียวกันกับที่เยซูถูกเรียก นั้นก็คือถูกเรียกด้วยคำว่า  “lord”

 

“ฉะนั้นนางซาราห์จึงหัวเราะในใจพูดว่า "ข้าพเจ้าแก่แล้ว นายของข้าพเจ้าก็แก่ด้วย ข้าพเจ้าจะมีความยินดีอีกหรือ”

(ปฐมกาล 18:12)

 

ซึ่งไบเบิ้ลฉบับภาษอังกฤษมีดังต่อไปนี้:

 

“Therefore Sarah laughed within herself, saying, “After I have grown old, shall I have pleasure, my lord being old also?” (Genesis 18:12) 

 

โยเซฟก็ถูกเรียกด้วยคำว่า  “lord” เช่นกัน

 

“พวกข้าพเจ้าตอบ นายของข้าพเจ้าว่า `ข้าพเจ้าทั้งหลายมีบิดาที่ชราแล้ว มีบุตรคนหนึ่งเกิดเมื่อบิดาชรา เป็นน้องเล็ก พี่ชายของเด็กนั้นตายเสียแล้ว บุตรของมารดานั้นยังอยู่แต่คนนี้คนเดียวและบิดารักเด็กคนนี้มาก” (ปฐมกาล 44:20)

 

ซึ่งไบเบิ้ลฉบับภาษอังกฤษมีดังต่อไปนี้:

 

“And we said to my lord, ‘We have a father, an old man, and a child of his old age, who is young; his brother is dead, and he alone is left of his mother’s children, and his father loves him” (Genesis 44:20)

 

หรือแม้แต่ เดวิดก็ถูกเรียกว่า  “lord” เช่นกัน

 

“นางกราบลงที่เท้าของดาวิดกล่าวว่า "เจ้านายของดิฉันเจ้าข้า ความชั่วช้านั้นอยู่ที่ดิฉันแต่ผู้เดียว ขอให้หญิงผู้รับใช้ของท่านได้พูดให้ท่านฟัง ขอท่านได้โปรดฟังเสียงหญิงผู้รับใช้ของท่าน” (1 ซามูเอล 25:24)

 

ซึ่งไบเบิ้ลฉบับภาษอังกฤษมีดังต่อไปนี้:

“So she fell at his feet and said: “On me, my lord, on me let this iniquity be! And please let your maidservant speak in your ears, and hear the words of your maidservant” (1 Samuel 25:24)

คงจะไม่เป็นการยากที่จะแยกแยะ ถ้าท่านรู้ภาษาอังกฤษในระดับหนึ่ง และจะไม่ถูกตบตาในการแปลด้วย เราต้องเข้าใจก่อนว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยนั้นถูกแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษอีกทีหนึ่งและฉบับภาษาอังกฤษก็ถูกแปลมาจากไบเบิ้ลฉบับของภาษากรีกอีกต่อหนึ่ง และในภาษากรีกนั้นจะไม่มีอักษรตัวเล็ก ( Small Letter) หรือ อักษรตัวใหญ่ (Capital Letter) อย่างที่มีใช้ในภาษาอังกฤษ เช่น เมื่อเขียนด้วยอักษรตัวเล็กก็จะได้ว่า “lord” และเมื่อเขียนด้วยอัษรตัวใหญ่ก็จะได้  “ LORD”  หรืออาจจะใช้อักษรตัวใหญ่ขึ้นหน้าคำอย่างเดียวเช่น “ Lord”    แต่กระนั้นในภาษากรีกก็จะไม่มีการแยกระหว่างอักษรตัวเล็กกับตัวใหญ่เหมือนในภาษาอังกฤษ

                แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้ตรวจสอบวิเคราะห์ดูคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยดูก็จะพบว่า มีการเลือกที่รักมักที่ชังและเลือกปฏิบัติในการแปลคำว่า  “ lord”  ยกตัวอย่างเช่นใน

 

“แล้วคนทั้งสองนั้นก็ลุกขึ้นในโมงนั้นเองกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และพบพวกสาวกสิบเอ็ดคนชุมนุมกันอยู่พร้อมทั้งพรรคพวก  กำลังพูดกันว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า ( lord )ทรงเป็นขึ้นมาแล้วจริงๆ และได้ปรากฏแก่ซีโมน” ลูกา 24:33-34)

(โปรดสังเกตข้อความที่ขีดเส้นใต้ตัวหนา)

 

ซึ่งไบเบิ้ลฉบับภาษอังกฤษในบทเดียวกันมีดังต่อไปนี้:

“So they rose up that very hour and returned to Jerusalem, and found the eleven and those who were with them gathered together,  saying, “The Lord is risen indeed, and has appeared to Simon!”  (Luke 24:33-34)  (โปรดสังเกตว่าฉบับภาษาอังกฤษจะใช้อักษรตัวใหญ่เขียน) เราได้รับทราบอะไรจากตัวอย่างไบเบิ้ล บท ลูกา 24:33-34 ที่ยกมาเป็นตัวอย่างให้ดูข้างต้น? นั้นคือเราจะพบว่า เยซูถูกเรียกด้วยคำว่า “lord” (เจ้านาย,นายท่าน) แต่เมื่อเราตรวจดูไบเบิ้ลฉบับภาษาไทย ก็จะพบว่าคำว่า “ lord”นี้ได้ถูกแปลว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” แต่กระนั้นเมื่อเราไปดูคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ  บท Genesis 18:22    ก็จะพบว่า อับราฮัมก็ถูกเรียกว่า “lord” เช่นเดียวกันกัน  แต่กระนั้นเมื่อ  บท Genesis 18:22  ถูกแปลมาเป็นภาษาไทยกลับไม่ยอมแปลคำๆเดียวกันนี้ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า”  แต่กลับแปลว่า “นาย” ทั้งๆที่คำๆเดียวกันแต่พอแปลกับ เยซู ก็เลือกใช้คำแปลว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” แต่พอแปลกับผู้อื่นที่ไม่ใช่เยซูกลับแปลคำๆนี้ว่า “นาย” หรือ “เจ้านาย” คำก็คำเดียวกันแต่พอมาถึงเยซูแปลอย่างหนึ่ง แต่พอกับผู้อื่นที่นอกเหนือไปจากเยซู กลับแปลอีกอย่างหนึ่ง นี้คือการเลือกที่รักมักที่ชังและเลือกปฏิบัติในการแปล ทั้งนี้ก็พอที่จะจับจุดได้แล้วว่าที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีความรู้ได้เข้าใจไปว่าเยซูเป็นพระเจ้าจริงๆซึ่งความจริงแล้วก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เช่นเดียวกันในบท 1 ซามูเอล 25:24  เมื่ออ่านฉบับภาษาอังกฤษก็จะพบว่าคำว่า “lord”  นี่ได้ถูกใช้ กับ เดวิด เช่นกัน ดั่งที่ได้ยกมาให้ดูแล้วในตอนต้น แต่กระนั้นเมื่อ  1 ซามูเอล 25:24   นี้ได้ถูกแปลมาเป็นภาษาไทย เราก็จะพบว่าคำว่า “lord” นี้ได้ถูกแปลว่า “เจ้านาย” โดยที่ไม่ยอมแปลว่า “ พระเจ้า” หรือ “องค์พระผู้เป็นเจ้า” เหมือนอย่างที่ได้ถูกแปลกับเยซูบ้างใน บท ลูกา 24:33-34  นี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าต้องการที่จะตบตาผู้อ่านอย่างแยบยล อีกเช่นกันในบท ปฐมกาล44:20 คำว่า “lord” ได้ถูกใช้กับ โยเซฟ ดั่งที่ได้ยกมาให้ดูในตอนต้น  แต่กระนั้นเมื่อกลับมาดูคำแปลภาษาไทย คำๆเดียวกัน นั้นคือคำว่า “lord” แต่กลับถูกแปลว่า “นาย” โดยไม่ยอมแปลว่า  “ พระเจ้า” หรือ “องค์พระผู้เป็นเจ้า” เหมือนที่ใช้กับเยซูบ้าง โปรดสังเกตให้ดีตัวอย่างอีกตัวอย่างต่อไปนี้เมื่อคำว่า “lord” ได้ถูกใช้กับเยซู โปรดสังเกตุการแปล   “เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า `พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้พยากรณ์ในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ” (มัทธิว 7:22)

ซึ่งไบเบิ้ลฉบับภาษอังกฤษในบทเดียวกันมีดังต่อไปนี้:

“Many will say to Me in that day, ‘Lord, Lord, have we not prophesied in Your name, cast out demons in Your name, and done many wonders in Your name?” ( Matthew 7 :22) และเป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือ ในไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษนั้นเมื่อคำว่า “lord” นี้ถูกใช้กับเยซู เราก็จะพบว่าคำๆนี้จะถูกเขียนด้วยอักษรตัวใหญ่( Capital Letter) นั้นคือจะได้คำว่า “Lord”  เช่นตัวอย่างข้างบนของ Matthew 7 :22 ที่ยกมาให้ดู  แต่กระนั้นเมื่อคำๆนี้ได้ถูกใช้กับผู้อื่นที่นอกเหนือไปจากเยซู ก็จะถูกเขียนด้วยอักษรตัวเล็ก ( Small Letter) นั้นคือจะได้คำว่า  “ lord” ทั้งๆที่ดั่งได้บอกไปแล้วในตอนต้นว่าในภาษากรีกนั้นไม่มีการแยกระหว่างอักษรตัวเล็กและตัวใหญ่ แต่พอถูกแปลมาเป็นไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษกลับใช้ตัวอักษรใหญ่กับคำว่า “ lord” นั้นคือ “ Lord” เมื่อคำๆนี้ถูกใช้อ้างถึงเยซู ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสร้างความคิดให้กับผู้อ่านอย่างแยบยลว่า เยซูนั้นเป็นพระเจ้าจริงๆ แต่พอคำๆเดียวกันนี้ถูกใช้อ้างถึงผู้อื่นก็กลับถูกเขียนด้วยอักษรตัวเล็ก นั้นคือ “ lord” ทั้งนี้อีกเช่นกันก็เพื่อที่จะให้ผู้อ่านได้เข้าใจไปว่าคำว่า “ lord” ที่กล่าวถึงอยู่นี้ไม่ได้หมายถึงพระเจ้าจริงๆ แต่หมายถึงอย่างอื่น ทั้งๆที่ในภาษากรีกซึ่งคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษได้ถูกแปลมา ไม่มีการแยกระหว่างอักษรตัวเล็ก หรืออักษรตัวใหญ่ และนี้ก็เป็นเครื่องบ่งชี้อีกอย่างหนึ่งถึงการ เลือกที่รักมักที่ชัง เลือกปฏิบัติในการแปล ซึ่งไม่เป็นการยุติธรรมเลยที่ทำเช่นนี้ และไม่สมเลยในถานะที่เป็นบ่าวผู้จงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า ที่จะใช้วิธีการเช่นนี้ที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจผิด   ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภาษานั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะใช้เป็นสื่อหนึ่งในการที่จะช่วยให้เราแสวงหาความจริง ( Truth)                  เมื่อมาถึงตอนนี้สิ่งที่สมควรหยิบยกนำมากล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีข้อความบางข้อความในคัมภีร์ไบเบิ้ลที่มักถูกนำมาใช้กล่าวอ้างโดยกลุ่มคนบางกลุ่ม ว่าเยซูเป็น พระเจ้า ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วถ้า เราได้วิเคราะห์ข้อความเหล่านั้นที่ถูกนำมาอ้างดูให้ดี ก็จะพบกับข้อเท็จจริงได้ ต่อไปนี้เป็นบ้างตัวอย่างของ ข้อความในไบเบิ้ลที่มักถูกนำมาอ้างว่าเยซูเป็นเจ้า “โธมัสทูลตอบพระองค์ว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์” (ยอห์น 20:28 ) ซึ่งฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้: “ Thomas answered him, "My Lord and my God! ” (John 20:28) ซึ่งบทนี่มักถูกนำมากล่าวอ้างว่าเยซูเป็นเจ้า แต่กระนั้นสิ่งที่จะต้องถามผู้อ่านประการแรกเลยก็คือ  ระหว่างคำพูดของ โธมัส (Thomas) กับคำพูดของตัวเยซูเอง คำพูดไหนน่าที่จะมีน้ำหนักมากกว่ากัน?... แน่นอน คำพูดของเยซูต้องมีน้ำหนักมากกว่าแน่ ศิษย์ย่อมไม่ดีไปกว่าอาจารย์เป็นแน่ และบ่าวก็ไม่ดีไปกว่านาย ใช่ไหมครับ ตามคัมภีร์ไบเบิ้ล และดูเหมือนว่าไบเบิ้ลจะกล่าวรับรองสิ่งนี้ไว้เป็นอย่างดี “ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครู และทาสไม่ใหญ่กว่านายของตน” (มัทธิว 10:24) กระผมขอถามท่านผู้อ่านอีกอย่างหนึ่งโดยเฉพาะผู้ที่มิใช่มุสลิมว่า สมมุติว่าผมนั่งคุยอยู่กับเพื่อนผมที่ชื่อ ยอห์น คุยไปคุยมาผมก็อุทานขึ้นด้วยความตกใจว่า “my god” หรือ “ โอ้พระเจ้ายอห์น ! ” และผมก็พูดขึ้นในทันทีหลังจากนั้นว่า “ เราสายไปเสียแล้ว” เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าเรานัดเพื่อนเอาไว้ การที่ผมพูดขึ้นเช่นนั้น นั่นหมายความว่าผมได้ยกเพื่อนผมที่ชื่อยอห์นขึ้นไปเป็น พระเจ้าอย่างนั้นหรือ?...แน่นอนไม่มีผู้มีสติปัญญาคนไหนบอกเช่นนั้นแน่ แต่นี่เป็นเพียงคำพูดที่ อุทานออกมาด้วยความตกใจที่แม้แต่ในชีวิตประจำวันหรือแม้ในทีวีเราก็มักที่จะได้ยินได้ฟังคำกล่าวเช่นนี้กันอยู่บ่อยครั้ง อีกตัวอย่างคือ สมมุติว่า ผมชื่อโธนี่และผมก็เป็นคนที่อ้วนมากๆ แต่กระนั้น ผมก็พยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้น้ำหนักลดลง จนทำให้ผมผอมลงได้ในที่สุด และในขณะเดียวกันผมก็มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้เจอหน้ากันสองปีแล้ว แต่พอมาเจอกันอีกที คำแรกที่เพื่อนผมกล่าวเมื่อพบกับผมเป็นครั้งแรกก็คือ “พระเจ้าโธนี่ ! ” “นี่นายตัวจริงหรือ?”  ถามว่าการที่เพื่อนของผมเรียกผมเช่นนั้น นั่นหมายความว่าเพื่อนผมได้ยกตำแหน่งผมให้เป็นพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  แน่นอนไม่ใช่เช่นนั้นแน่ แต่นี้คือการอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ สาเหตุที่กระผมได้ถามนำก่อนก็เพื่อที่จะบอกว่าในบท ยอห์น 20:28  นั้น โธมัสอุทานออกมาด้วยความตกใจว่า “my lord and my god” นั้นคือ “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์”   และถ้าเราไปตรวจสอบคัมภีร์ไบเบิ้ลดูและอ่านเรื่องราวใน บท ยอห์น 20:28 ก็จะพบว่าโธมัสอุทานออกมาจริงๆ และเราก็จะพบได้ว่าในไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษจะใช้เครื่องหมายอุทานไว้อย่างชัดเจน นั้นคือ  (!) “ Thomas answered him, "My Lord and my God ! ” (John 20:28) อีกประการก็คือที่ผมได้ถามไปในตอนต้นว่าระหว่างคำพูดของเยซูกับ คำพูดของ โธมัสนั้น แน่นอนคำพูดของเยซูต้องมีน้ำหนักมากกว่า เพราะฉะนั้นจะเป็นการดีที่เราจะได้นำคำพูดของทั้งสองท่านมาเทียบกันดู เพื่อที่จะช่วยคลายปัญหาข้อสงสัยที่มีอยู่ใน บท ยอห์น 20:28 นี้คือคำพูดของเยซูที่ยืนยันสถานะภาพของตนเองไว้

“ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนชาติอิสราเอล ขอฟังคำเหล่านี้เถิด คือ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ ผู้เป็นมนุษย์ ผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบโดยการอัศจรรย์ การมหัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำโดยพระองค์นั้น ท่ามกลางท่านทั้งหลาย ดังที่ท่านทราบอยู่แล้ว” (กิจการ 2:22)

"Ye men of Israel, hear these words; Jesus of Nazareth, a man approved of God among you by miracles and wonders and signs, which God did by him in the midst of you, as ye yourselves also know." [The Bible, Acts 2:22]

 

“ดูเถิด มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า "ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์"
 “พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไมเล่า ไม่มีผู้ใดประเสริฐนอกจากพระองค์เดียวคือพระเจ้า แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้” (มัทธิว 19:16-17)

“เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้ เราได้ยินอย่างไร เราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา” ( ยอห์น 5:30)

 

“ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่รักษาคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น14:24)

 

“พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า "คำสอนของเราไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา”  (ยอห์น 7:16)

 

“พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่านแล้ว ท่านก็จะรักเรา เพราะเรามาจากพระเจ้าและอยู่นี่แล้ว เรามิได้มาตามใจชอบของเราเอง แต่พระองค์นั้นทรงใช้เรามา” (ยอห์น8:42)

 

“เพราะเรามิได้กล่าวตามใจเราเอง แต่ซึ่งเรากล่าวและพูดนั้น พระบิดาผู้ทรงใช้เรามา พระองค์นั้นได้ทรงบัญชาให้แก่เรา” (ยอห์น12:49)

 

“พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า "คำสอนของเราไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น7:16)

แค่นี้ก็น่าที่จะเพียงพอแล้วและชัดพอแล้ว ตอนนี้เรามาดูคำพูดของโธมัสบ้างที่อุทานออกมา โปรดสังเกตว่าฉบับภาษาอังกฤษจะใส่เครื่องหมาย อุทาน (!)  ไว้ชัดเจน “โธมัสทูลตอบพระองค์ว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์” (ยอห์น 20:28 ) “ Thomas answered him, "My Lord and my God ! ” (John 20:28) มาถึงตอนนี้ผมขอถามท่านผู้อ่านอีกทีเพื่อตอกย้ำความมั่นใจว่า 1.ระหว่างคำพูดของคนทั้งสองนั้นคือ เยซูและโธมัส คำพูดของใครมีน้ำหนักมากกว่ากัน? 2. คำพูดของใครชัดเจนมากกว่ากันจากตัวอย่างที่ยกมาเทียบให้ดู ของใครกล่าวได้ชัดเจนมากกว่ากันแบบไม่คลุมเครือหรือสร้างความสงสัย ทั้งนี้ก็เพราะนักวิชาการในด้านคัมภีร์ไบเบิ้ลบางท่านก็ยังให้ทัศนะเอาไว้อีกว่า วลีที่โธมัสเปล่งออกมาด้วยความตกใจนั้น ไม่ได้อ้างไปถึงตัวของเยซู หากแต่อ้างไปถึง พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง นั้นคือพระบิดา เพราะฉะนั้น ท่านผู้อ่านโดยเฉพาะผู้ที่มิใช่มุสลิมคงคิดเองได้ว่า ถ้อยคำของเยซูที่กล่าวออกมาตามที่หยิบยกมาให้ดู กับคำพูดของโธมัสที่อุทานออกมาใน  ยอห์น 20:28 นั้น ของใครมีความชัดเจนมากกว่ากันและคำพูดของใครที่น่าจะเชื่อถือมากกว่ากัน                 สำหรับ  John 1:1  ของไบเบิ้ลซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกนำขึ้นมาใช้เป็นข้อกล่าวอ้างอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน ถึงการเป็นเจ้าของเยซู ซึ่งปัญหาหรือข้อสงสัยเหล่านั้นจะหมดไปได้ ถ้าเราย้อนกลับไปดูไบเบิ้ลฉบับภาษากรีก  ข้อความของ บท ยอห์น 1:1 ทั้งฉบับภาษาไทยและอังกฤษมีดังนี้: “ในเริ่มแรกนั้นพระวาทะทรงเป็นอยู่แล้ว และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า” (ยอห์น 1:1) In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God  (John1:1) ตอนนี้เรามาดูวลีที่ว่า “ the Word was with God and the Word was God” สิ่งที่ควรสังเกตก็คือคำว่า “ God” ในตัวแรกที่ปรากฏในวลีข้างบน ในภาษากรีกจะใช้คำว่า “ hotheos” ซึ่งหมายถึง พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง โดยถ้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษแล้วจะใช้  “the” ใส่เข้าไปข้างหน้าด้วยและจะเขียนคำว่า  god ด้วยตัวอักษรใหญ่ ก็จะได้คำว่า “ The God”  เพื่อแสดงถึงความเป็นพระเจ้าที่แท้จริง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเราย้อนกลับไปดูไบเบิ้ลฉบับภาษากรีกแล้วก็จะพบว่าคำว่า “god”  ที่มีปรากฏในตัวที่สองของ  John1:1 นั้น ในภาษากรีกจะใช้คำว่า “tontheos” ซึ่งจะไม่เหมือนกับตัวแรก ผู้ที่รู้ภาษากรีกย่อมรู้เป็นอย่างดีว่า “hotheos” และ “ tontheos” นั้นแตกต่างกัน สำหรับคำว่า “ tontheos” นั้นถ้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็จะไม่ใช้ “the” เพื่อเจาะจง และจะใช้อักษรตัวเล็กเขียนด้วย นั้นคือ “ a god ”  ซึ่งบ่งบอกว่าไม่ใช่หรือไม่ได้เป็นพระเจ้าจริงๆ แต่ถูกใช้ในความหมาย ผู้ที่เผยแพร่วัจนะของพระผู้เป็นเจ้า ในถานะผู้เป็นศาสดาไม่ใช่เป็นพระเจ้าตามความหมายที่แท้จริง แต่คำที่เหมาะสมที่สมควรถูกนำมาใช้แทน คำว่า “god” ในตัวที่สองของ John1:1 ก็คือคำว่า “ divine”ในภาษาอังกฤษ ซึ่งบ่งถึงการที่ผู้นั้นได้รับถ้อยคำของพระผู้เป็นเจ้าให้มาบอกแก่มวลมนุษย์ ดังนั้นเราจึงได้เห็นแล้วว่าในไบเบิ้ลฉบับภาษากรีกนั้น คำว่า “god” ตัวที่หนึ่ง กับตัวที่สองที่มีปรากฏอยู่ใน บท ยอห์น 1:1 นั้นแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้เองที่ไบเบิ้ลฉบับ “An American Traslation” ซึ่งเป็นฉบับภาษาอังกฤษจึงได้แปล บท ยอห์น 1:1 ออกมาดังนี้: “ In the beginning  the word existed. The word was with God ,and the word was divine.” (John1:1) ( The New Testament,An American Translation,Edgar Goodspeed and J.M. Powis Smith,The University of  Chicago Press, P.173)                 สังเกตว่าจะใช้คำว่า “ divine” แทนคำว่า “god” ในตัวที่สอง และที่สิ่งที่ควรรับรู้อีกอย่างก็คือว่า คำว่า “god” ที่ถูกใช้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นไม่ได้ถูกบ่งชี้หรืออ้างถึง พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงเสมอไปเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกอ้างถึงสิ่งอื่นด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในบท 2 Corinthians 4:4 หรือ 2 โครินธ์ 4:4  เราจะพบว่า คำว่า “ god” ถูกนำมาใช้เหมือนกับในบทของ  ยอห์น 1:1 แต่ถูกนำมาใช้เรียก มารร้าย(devil) “In their case the god of this world has blinded the minds of the unbelievers” (2 Corinthians 4:4) และไม่เพียงเท่านั้นถ้าย้อนกลับไปดูฉบับภาษากรีกในบทของ 2 โครินธ์ 4:4  จะพบว่าคำว่า “god” ตัวนี้ที่มีกล่าวไว้ใน 2 โครินธ์ 4:4  ในภาษากรีกใช้คำว่า “hotheos” ซึ่งใช่บ่งถึงพระเจ้าที่แท้จริง ซึ่งนี่ก็เป็นปัญหาของ คัมภีร์ไบ-เบิ้ล ทั้งนี้ก็เพราะพระเจ้าที่แท้จริงนั้นจะต้องมีองค์เดียวเท่านั้น     และที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือคำว่า “ god” ที่มีปรากฏอยู่ใน 2 โครินธ์ 4:4  นั้น ถ้าแปลมาเป็นภาษาอังกฤษแล้วจะต้อง ใช้อักษรตัวใหญ่ เขียน ทั้งนี้เพราะฉบับภาษากรีกใช้คำว่า “hotheos” แต่กระนั้นเราก็จะเห็นการเลือกที่รักมักที่ชังเลือกปฏิบัติในการแปล ดังที่เราจะเห็นได้ดังต่อไปนี้ “In their case the god of this world has blinded the minds of the unbelievers” (2 Corinthians 4:4) สังเกตว่าจะใช้อักษรตัวเล็กเขียนนั้นคือ “god” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจะต้องใช้อักษรตัวใหญ่เขียนนั้นคือ “ the God” ทั้งนี้ก็เพราะฉบับภาษากรีกของบท 2 โครินธ์ 4:4  ใช้คำว่า “ hotheos”  (แสดงถึงพระเจ้าที่แท้จริง) และนี่คือการเลือกปฏิบัติที่จะเห็นได้เมื่อแปลจากภาษาหนึ่งมาสู่อีกภาษาหนึ่ง โดยที่เมื่อเยซูถูกอ้างว่าเป็น “ god” (tontheos) ใน ยอห์น1:1  ในถานะเป็นผู้เผยแพร่วัจนะของพระเจ้า แต่กลับแปลให้ดูประหนึ่งว่าเยซูเป็นพระเจ้าจริงๆ โดยใช้คำแปลว่า “ the God”  ซึ่งในความเป็นจริงแล้วต้องแปลว่า “  god” โดยใช้อักษรตัวเล็กเขียนเมื่อถูกแปลมาเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ก็เพราะฉบับภาษากรีกใช้คำว่า “tontheos” ดังที่ได้อธิบายมาแล้วในตอนต้นเมื่อพูดถึง ยอห์น1:1 มาถึงตอนนี้เราก็น่าจะตั้งคำถามว่า แล้วไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยมีการเลือกปฏิบัติในการแปลบท  2 โครินธ์ 4:4  หรือไม่อย่างไร …คำตอบคือมี เมื่อตรวจสอบการแปลดูแล้วเราก็จะพบกับการแปลที่ ตบตาได้อย่างแยบยลจนทำให้ผู้อ่านที่ไม่สังเกตดูให้ดีก็อาจอ่านผ่านไปได้โดยที่ไม่คิดอะไร แต่เมื่อตรวจดูแล้วก็จะพบการเลือกที่รักมักที่ชัง เลือกปฏิบัติในการแปล โดยแปลคำว่า “ god” ออกมาเป็นภาษาไทยว่า “ พระ” โดยไม่ยอมใส่คำว่า “เจ้า” ลงไปด้วย เพื่อที่จะได้คำว่า “พระเจ้า” ทั้งๆที่ในภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า “ god” ซึ่งแปลว่า “พระเจ้า” แต่กระนั้นไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยกลับแปล คำว่า “ god” ใน บท 2 โครินธ์ 4:4  ว่า “พระ” เพียงอย่างเดียว โดยไม่ยอมใส่คำว่า  “เจ้า” ลงไปด้วย ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจไปเป็นอย่างอื่น นี้คือคำแปล บท 2 โครินธ์ 4:4 ฉบับภาษาไทย “ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระ ของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป เพื่อไม่ให้ความสว่างของข่าวประเสริฐอันมีสง่าราศีของพระคริสต์ ผู้เป็นพระฉายของพระเจ้า ส่องแสงถึงพวกเขา” (2 โครินธ์ 4:4) นี้คือฉบับภาษาอังกฤษ: “In their case the god of this world has blinded the minds of the unbelievers” (2 Corinthians 4:4) ดังนั้นที่ถูกต้องแล้วจะต้องใส่คำว่า “เจ้า” เข้าไปด้วยโดยจะได้คำแปลที่ว่า: “ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระเจ้า (god) ของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป เพื่อไม่ให้ความสว่างของข่าวประเสริฐอันมีสง่าราศีของพระคริสต์ ผู้เป็นพระฉายของพระเจ้า ส่องแสงถึงพวกเขา” (2 โครินธ์ 4:4) ดังนั้นเราได้เห็นแล้วว่าคำว่า “god” ที่มีปรากฏอยู่ในไบเบิ้ลนั้น ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะอ้างไปถึง พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง หากแต่ยังถูกใช้ในความหมายอื่นอีกด้วย  เช่น ใน  เพลงสดุดี 82:6 เราจะพบคำว่า “god” ถูกใช้เรียกกับคนทั่วไปเช่นกัน “I have said, Ye are gods; and all of you are children of the most High” (Psalms 82:6) แต่กระนั้นเมื่อแปลมาเป็นฉบับภาษาไทย เราก็จะพบว่า คำว่า “god” ถูกแปลว่า “พระ” เพียงอย่างเดียว นี้คือคำแปลฉบับภาษาไทย: “เราได้กล่าวว่า  "ท่านทั้งหลายเป็น พระ เป็นบุตรองค์ผู้สูงสุด  ท่านทุกคนนั่นแหละ” (เพลงสดุดี 82:6) ซึ่งจริงๆต้องแปลคำว่า “god”ว่า “พระเจ้า” ไม่ใช่แปลว่า “พระ” เพียงอย่างเดียว ดังนั้นความหมายที่สมบูรณ์และถูกต้อง ต้องแปลว่า: “เราได้กล่าวว่า  "ท่านทั้งหลายเป็น พระเจ้า(god)  เป็นบุตรองค์ผู้สูงสุด  ท่านทุกคนนั่นแหละ” (เพลงสดุดี 82:6) อีกตัวอย่างคือ โมเสสก็ถูกว่า “god” เช่นกัน “And the LORD said unto Moses, See, I have made thee a god to Pharaoh: and Aaron thy brother shall be thy prophet” (Exodus 7:1) ซึ่งฉบับภาษาไทยแปลไว้ดังนี้: “พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า "ดูซี เราได้ตั้งเจ้าไว้เป็นดัง พระเจ้า ต่อฟาโรห์ และอาโรนพี่ชายของเจ้าจะเป็นผู้พยากรณ์แทนเจ้า” (อพยพ 7:1) จะเห็นได้ว่าฉบับภาษาไทยได้แปล บท อพยพ 7:1 ได้อย่างถูกต้อง โดยแปลคำว่า “god” ว่า  “พระเจ้า” กระผมขอเตือนความจำท่านผู้อ่านเพื่อไม่ให้สับสนว่า ตอนนี้เรากำลังพูดถึงและ วิเคราะห์ บท ยอห์น1:1 เป็นประเด็นหลักอยู่ ถ้าท่านผู้อ่านลืมก็ขอให้ย้อนขึ้นไปดูได้                 อีกอย่างที่สมควรกล่าวไว้ที่นี้ก็คือ ในบท ยอห์น เดียวกันนี่แหละที่มีข้อความหลายข้อความด้วยกันที่ได้ยืนยันเอาไว้เองว่า เยซูก็คือเยซู  พระผู้เป็นเจ้าก็คือพระผู้เป็นเจ้า ทั้งสองไม่เหมือนกัน และถ้าหากเจ้าตัวผู้ที่เขียนบท ยอห์น นี้ขึ้นมา ต้องการบอกให้เราทราบว่า เยซูคือ พระเจ้าจริงๆแล้วล่ะก็ เราก็คงไม่พบข้อความต่างๆที่อยู่ใน บท ยอห์น นี่ ที่ได้แยกแยะให้เห็นไว้อย่างชัดเจนว่า เยซูกับพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง นั้น แตกต่างกัน เช่น “ท่านได้ยินเรากล่าวแก่ท่านว่า `เราจะจากไปและจะกลับมาหาท่านอีก' ถ้าท่านรักเรา ท่านก็จะชื่นชมยินดีที่เราว่า `เราจะไปหาพระบิดา' เพราะพระบิดาของเราทรงเป็นใหญ่กว่าเรา” (ยอห์น 14:28) “เพราะเรามิได้กล่าวตามใจเราเอง แต่ซึ่งเรากล่าวและพูดนั้น พระบิดาผู้ทรงใช้เรามา พระองค์นั้นได้ทรงบัญชาให้แก่เรา” (ยอห์น 12:49) “เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น 6:38) “ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่รักษาคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น 14:24) “เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้ เราได้ยินอย่างไร เราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น 5:30)                 บท ยอห์น 10:30 ก็มักถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างเช่นกันว่าเยซูเป็นพระเจ้า  แต่ขอบอกไว้ก่อนล่วงหน้าว่าถ้าท่านเอา ยอห์น 10:30 มาอ้างว่าเยซูเป็นเจ้าแล้วล่ะก็ ท่านก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องยอมรับเช่นกันว่า พระเจ้ามีมากกว่า สิบองค์ขึ้นไปแน่นอน ตามคัมภีร์ไบเบิ้ล …รู้ไหมครับว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ถ้าเช่นนั้นเรามาแสวงหาความจริงกัน ยอห์น 10:30 ทั้งฉบับภาษาอังกฤษ และไทยมีดังนี้: “I and my Father are one” (John 10:30) “เรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (ยอห์น 10:30) แต่กระนั้นเราก็จะพบว่า ยอห์น 10:30 นี้ได้ถูกยกมากล่าวอ้างนอกบริบท ถ้าจะให้ถูกต้องจริงๆและเห็นความเป็นจริง จะต้องไปเริ่มที่ ยอห์น บทที่ 10 ข้อที่ 23 ไม่ใช่อยู่ๆก็มาเริ่มที่ข้อ 30 ดังนั้น ยอห์น 10:23-30 มีดังนี้: “พระเยซูทรงดำเนินอยู่ในพระวิหารที่เฉลียงของซาโลมอนแล้วพวกยิวก็พากันมาห้อมล้อมพระองค์ไว้และทูลพระองค์ว่า "จะทำให้เราสงสัยนานสักเท่าใด ถ้าท่านเป็นพระคริสต์ก็จงบอกเราให้ชัดแจ้งเถิด" พระเยซูตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า "เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้ว และท่านไม่เชื่อ การซึ่งเราได้กระทำในพระนามพระบิดาของเราก็เป็นพยานให้แก่เราแต่ท่านทั้งหลายไม่เชื่อ เพราะท่านมิได้เป็นแกะของเรา ตามที่เราได้บอกท่านแล้ว แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา และเรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นตามเรา เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น และแกะนั้นจะไม่พินาศเลย และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้ พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดสามารถชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้ เรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (ยอห์น 10:23-30) และท่อนที่ถูกนำมาใช้อ้างคือท่อนที่ว่า  “I and my Father are one” นั้นคือ  “ เรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”  ได้โปรดสังเกตุคำว่า “one” ให้ดีซึ่งแปลออกมาเป็นภาษาไทยว่า “อันหนึ่งอันเดียวกัน”  คำถามที่ต้องถามก็คือ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในความเป็น พระเจ้าอย่างนั้นหรือ? ในการเป็นไตรภาคีหรือตรีเอกานุภาพอย่างนั้นหรือ?...เปล่าเลย แต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันใน ทางจุดมุ่งหมายและความประสงค์ เพราะทั้งพระเจ้าและเยซูมีจุดมุ่งหมายที่จะนำมนุษย์ออกมาจากความหลงผิดไปสู่ทางสว่าง เพื่อที่จะได้ทางรอดในที่สุด เยซูในถานะศาสดาที่พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งมา แน่นอนเยซูก็คือตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าในการส่งสาร แต่กระนั้นถ้าจะยังมีใครขึ้นมาเถียงว่า “อันหนึ่งอันเดียวกัน”  ในที่นี้คือ อันหนึ่งอันเดียวกันในการเป็นพระเจ้า ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องยอมรับสาวกของเยซูรวมทั้งอีกหลายๆคนด้วยเช่นกันว่าเป็นพระเจ้า ทั้งนี่ก็เพราะ เยซูได้ใช้คำๆเดียวกัน นั้นคือ คำว่า “one” หรือ “อันหนึ่งอันเดียวกัน”   ในสำนวนที่เหมือนกันกับ ที่ถูกใช้ในบท  ยอห์น 10:30 โดยใช้เรียกสาวกของท่าน ลองมาดูกันและลองสังเกตดูให้ดี “ข้าพระองค์มิได้อธิษฐานเพื่อคนเหล่านี้พวกเดียว แต่เพื่อคนทั้งปวงที่จะเชื่อในข้าพระองค์เพราะถ้อยคำของเขา
เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ในพระองค์ เพื่อให้เขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์และกับข้าพระองค์ด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา
 เกียรติซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น ข้าพระองค์อยู่ในเขา และพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ และเพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักเขาเหมือนดังที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์” (ยอห์น 17:20-23) ท่านยอมรับได้หรือว่ามีพระเจ้าเป็นสิบๆองค์…แน่นอนท่านรับไม่ได้และมันก็เป็นสิ่งที่ขัดต่อคัมภีร์ไบเบิ้ลด้วยที่ว่า พระเจ้าที่แท้จริงนั้นมีเพียงองค์เดียวเท่านั้น “พระเยซูจึงตรัสตอบคนนั้นว่า "พระบัญญัติซึ่งเป็นเอกเป็นใหญ่กว่าบัญญัติทั้งปวงนั้นคือว่า `โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว” (มาระโก 12:29)  (สังเกตว่าเยซูพูดว่า “พระเจ้าของเรา” ซึ่งรวมตัวท่านเข้าไว้ด้วย ในถานะที่เป็นบ่าวของพระเจ้า) “โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นพระเยโฮวาห์เดียว” (พระราชบัญญัติ 6:4) “แล้วได้ทูลพระองค์ว่า "ถ้าท่านจะกราบลงนมัสการเรา เราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่าน"             พระเยซูจึงตรัสตอบมันว่า "อ้ายซาตาน จงไปเสียให้พ้น เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า `จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติ พระองค์แต่ผู้เดียว' ” (มัทธิว 4:9-10)                 อีกสิ่งหนึ่งที่สมควรที่จะกล่าวไว้ ณ. ที่นี้ก็คือ ท่านรู้หรือไม่ว่า ตามคัมภีร์ไบเบิ้ล ข้อย้ำตามคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว ยังมีอีกท่านหนึ่งที่มีทั้งคุณสมบัติและคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่กว่าเยซูมากถึงขั้นเทียบเทียมกับพระเจ้าได้เลย และถ้าสมมุติ(ขอย้ำสมมุติ) จะยกใครให้เป็นเจ้า นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงแล้วล่ะก็ ก็น่าที่จะยกเขาผู้นี่ให้เป็นเจ้ามากกว่าเยซูเสียอีก เพราะถ้าจะเทียบดูคุณลักษณะระหว่างสองท่านนี่ดูแล้ว แน่นอนเยซูหมดสิทธิเป็นเจ้าแน่ และเขาผู้นั้นที่เรากำลังพูดถึงก็ คือ กษัตรย์ เมลคีเซเดค (ขอย้ำว่านี่เป็นการกล่าวตามไบเบิ้ล เพื่อที่จะตอบโต้ผู้ที่อ้างว่าเยซูเป็นพระเจ้าแต่ในความเป็นจริงเยซูก็เป็นเพียงมนุษย์) ตอนนี้เรามาดูกันว่าไบเบิ้ลได้กล่าวไว้เกี่ยวกับ กษัตริย์ เมลคีเซเดคไว้ อย่างไรบ้าง “เมลคีเซเดคกษัตริย์เมืองซาเล็มได้นำขนมปังและน้ำองุ่นมาให้ และท่านก็เป็นปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด ท่านก็อวยพรแก่อับรามว่า "ขอให้พระเจ้าผู้สูงสุดผู้ทรงเป็นเจ้าของฟ้าสวรรค์และ แผ่นดินโลกโปรดให้อับรามได้รับพรเถิด และจงสรรเสริญแด่พระเจ้าผู้สูงสุดผู้ได้ทรงมอบศัตรูทั้งหลายของเจ้าไว้ในมือของเจ้า" และอับรามก็ยกหนึ่งในสิบจากข้าวของทั้งหมดถวายแก่ท่าน”  (ปฐมกาล 14:18-20) ฉบับภาษาอังกฤษมีดังนี้: “And Melchizedek king of Salem brought forth bread and wine: and he was the priest of the most high God. And he blessed him, and said, Blessed be Abram of the most high God, possessor of heaven and earth: And blessed be the most high God, which hath delivered thine enemies into thy hand. And he gave him tithes of all” (Genesis 14:18-20) แต่จุดสำคัญเกี่ยวกับกษัตริย์ เมลคีเซเดค มีกล่าวไว้ใน บท ฮิบรู 7:1-4 แต่กระผมขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตุการแปลในฉบับภาษาไทยให้ดี เพราะเมื่อตรวจสอบดูแล้ว  ถ้าท่านรู้ภาษาอังกฤษก็จะพบการแปลที่บิดเบือนและแปลไม่ตรงกับ ฉบับภาษาอังกฤษ ถ้าผู้ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษได้อ่านก็อาจจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ต่อไปนี้เป็นคำแปลทั้งฉบับภาษาอังกฤษและไทย ของบท ฮิบรู 7:1-4: “For this Melchiz'edek, king of Salem, priest of the Most High God, met Abraham returning from the slaughter of the kings and blessed him; and to him Abraham apportioned a tenth part of everything. He is first, by translation of his name, king of righteousness, and then he is also king of Salem, that is, king of peace. Without father, without mother, without descent, having neither beginning of days, nor end of life; but made like unto the Son of God; abideth a priest continually. Now consider how great this man was, unto whom even the patriarch Abraham gave the tenth of the spoils” (Hebrews 7:1-4)

“เมลคีเซเดคผู้นี้คือกษัตริย์เมืองซาเลม  เป็นปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด  ได้พบอับราฮัม  ขณะที่กำลังกลับมาจากการรบกับกษัตริย์ทั้งหลายนั้น  และได้อวยพรแก่อับราฮัม อับราฮัมก็ได้ถวายของหนึ่งในสิบแห่งของทั้งปวงแก่เมลคีเซเดค  เมลคีเซเดคนั้นเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความชอบธรรม  ตามความหมายของนามของท่าน  และเป็นกษัตริย์แห่งสันติสุข  ตามความหมายของชื่อเมืองซาเลม

 บิดามารดาและตระกูลของท่านไม่มีกล่าวไว้  วันเกิดวันตายก็เช่นกัน  แต่เป็นเหมือนพระบุตรของพระเจ้า  เมลคีเซเดคนั้นแหละดำรงอยู่เป็นปุโรหิตชั่วกัปป์ชั่วกัลป์

จงคิดดูเถิด  ท่านผู้นี้ยิ่งใหญ่เพียงไร  ที่อับราฮัมผู้เป็นพ่อหมู่ของเรานั้น  ยังได้ชักหนึ่งในสิบแห่งของริบนั้นมาถวายแก่ท่าน” (ฮีบรู7:1-4)

( คำแปลฉบับภาษาไทยด้วยสำนวนข้างต้นได้มาจาก : http://www.salathaila.com/Bible.html  และคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ ที่จัดพิมพ์โดย องค์การกีเดี้ยนอินเตอร์เนชันแนล ซึ่งถูกพิมพ์ขึ้นในปี  2003  รวมทั้งฉบับที่จัมพิมพ์โดย มูลนิธิ อาร์เธอร์ เอส เดอมอส ปี 2004, และฉบับที่จัดพิมพ์โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย  ( Thailand Bible Society) ปี 2003 )

เราจะเห็นว่าท่อนที่กล่าวว่า: “Without father, without mother, without descent, having neither beginning of days, nor end of life”   ถ้าผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษก็จะรู้ได้โดยทันทีว่าฉบับภาษาไทยแปลไม่ตรง โดยที่ฉบับภาษาไทยจะมี วลี ที่ว่า “ของท่านไม่มีกล่าวไว้”  ซึ่งฉบับภาษาอังกฤษจะไม่มีวลีท่อนนี้กล่าวไว้ ดังนั้นผู้ที่รู้ภาษาอังกฤษดีย่อมจะรู้ได้ว่า ฮิบรูบทที่ 7 ข้อที่ 3 จะต้องแปลว่า “ ไม่มีทั้งพ่อ ไม่มีทั้งแม่ ไม่มีทั้ง ตระกูล อีกทั้งไม่มีจุดเริ่มต้น และจุดจบของชีวิต” ซึ่งตรงกับฉบับภาษาอังกฤษที่ว่า : “Without father, without mother, without descent, having neither beginning of days, nor end of life”   หรืออาจจะแปลเป็นอีกสำนวนก็ได้ซึ่งไม่ทำให้เสียความหมายเช่นกัน อีกทั้งคัมภีร์ไบเบิ้ลบางฉบับภาษาไทยก็แปลด้วยสำนวนนี้เช่นกัน นั้นคือ : “บิดามารดาและตระกูลของท่านก็ไม่มี  วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของชีวิตก็ไม่มีเช่นกัน ” คำแปลสำนวนภาษาไทยที่ว่านี้ได้มาจาก:  http://thaipope.org/webbible/58_007.htm   และ   http://software77.com/onlinebibles/thai/58_007.htm                 ดังนั้นดั่งที่ได้เห็นกันแล้ว นั้นก็คือ ตามไบเบิ้ลแล้ว กษัตริย์ เมลคีเซเดค ไม่มีผู้ให้กำเนิด ทั้งพ่อและแม่ อีกทั้ง มีๆมาก่อนไม่มีจุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด (ขอย้ำว่านี่เป็นการกล่าวตามไบเบิ้ล เพื่อที่จะตอบโต้ผู้ที่อ้างว่าเยซูเป็นพระเจ้าแต่ในความเป็นจริงเยซูก็เป็นเพียงมนุษย์)                 เมื่อมาถึงตรงนี้ก็อาจจะมีคนหลายๆคนออกมาแก้ต่าง โดยตีความ ฮิบรู 7:1-4 ไปอย่างนั้นอย่างนี่ เพื่อเฉไฉว่ากษัตริย์เมลคีเซเดค ไม่ได้เป็นพระเจ้า โดยพยายามแก้ต่างอย่างนั้นอย่างนี่  คำถามที่ต้องถามก็คือ ทีตอนที่กษัตริย์เมลคีเซเดค ถูกนำมากล่าวอ้างว่าเป็นพระเจ้า ท่านออกมาแก้ต่างอย่างนั้นอย่างนี่ ว่าจริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่กระนั้นเมื่อเยซูผู้เป็นมนุษย์ ถูกอ้างว่าเป็นพระเจ้า ท่านกลับไม่ชักช้ารีรอที่จะตีความในส่วนที่กล่าวถึงเยซูในไบเบิ้ล โดยตีความไปต่างๆนาๆ โดยหาทุกวิถีทาง เพื่อที่จะทำให้เยซูเป็น พระเจ้าให้จงได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่พอมาถึงกษัตริย์ เมลคีเซเดค ท่านกลับ เลือกที่รักมักที่ชังเลือกปฏิบัติ                 ถ้าเยซูไม่ใช่พระเจ้า จริงแล้วดั่งที่ได้กล่าวไว้ข้างบน คำถามที่น่าถามก็คือ : แล้วความเชื่อที่ว่าเยซูเป็น เจ้านั้นมาจากไหนกันทั้งๆที่ไบเบิ้ลก็ไม่ได้กล่าวอย่างนั้น ตอบสั้นไว้ณ ที่นี้ก่อน ก็คือ  มันมาจากมนุษย์ ผู้ประดิษฐ์คำสอนใหม่ขึ้นที่ขัดแย้งแม้กระทั่งกับคัมภีรืไบเบิ้ล  ความเชื่อที่ว่าเยซูเป็น เจ้านั้นมาจากมนุษย์ ซึ่งดูเหมือนว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลจะกล่าวเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว:

“เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้  ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่า  เป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า” (มัทธิว 15:9)

ด้วยเหตุนี้เองที่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่  Fra fulgentio ได้ถูกโป๊ปกล่าวประนามในจดหมายที่โป๊ปได้เขียนไปหาเขาโดยโป๊ปได้กล่าวว่า “การเทศนาสั่งสอนโดยใช้คัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นเป็นสิงที่ทำให้เกิดความน่าสงสัย ใครก็ตามที่เอาแต่จะอ้างอิงกลับไปยังคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้น เขาก็จะมีแต่ทำลายความเชื่อของคอธอลิกไปเท่านั้น”  และในจดหมายอีกฉบับหนึ่ง โป๊ปได้กล่าวด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนมากกว่านี้ว่า “ไบเบิ้ลนั้นเป็นคัมภีร์ซึ่งถ้าใครไปยึดติดมากเกินไปก็จะมีแต่ทำลายความเชื่อของคอธิลิกไปเท่านั้น” ( Tetradymus, John Toland ,From Jesus a prophet of Islam) (  http://wings.buffalo.edu/sa/muslim/library/jesus-say/ch1.2.7.html  ) ดังนั้นสิ่งที่เราได้รับจากสิ่งที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนสุดท้ายนี้ทำให้เราได้รู้ว่า : 1.เยซูไม่ใช่พระเจ้าอย่างแน่นอน 2.เยซูเป็นเพียงมนุษย์ ผู้เป็นศาสดาผู้นำคำสอนมาสั่งสอนแก่กลุ่มชนของยิวหรือ วงศ์วานอิสราเอล (มัทธิว 15:24;มัทธิว 10:5-6;มัทธิว 15:26) 3.ข้อความที่ยกมาอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ว่าเยซูไม่ใช่พระเจ้า ส่วนใหญ่หรือแทบจะทั้งหมดเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของเยซูเอง ที่บ่งบอกว่าตัวเองไม่ใช่พระเจ้า 4.คำกล่าวทั้งหลายที่ถูกนำมาอ้างว่าเยซูเป็นเจ้านั้นส่วนใหญ่มีความหมายที่คลุมเคลือสองแง่สองง่าม แต่ก็สามารถขจัดข้อสงสัยไปได้โดยการกลับไปดูคำแปลฉบับภาษากรีก และอังกฤษ หรือ ดูจากบริบทที่ได้กล่าวเอาไว้ 5.คำกล่าวทั้งหลายที่ถูกนำมาอ้างว่าเยซูเป็นเจ้านั้นส่วนใหญ่เป็นคำพูดของผู้อื่น ไม่ใช่คำพูดที่ออกมาจากปากของพระเยซูเอง 6. คำพูดที่ออกมาจากปากของพระเยซูเองย่อมที่จะมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากกว่าคำพูดของผู้อื่น อย่างแน่นอน 7.ไม่มีสักที่เดียว ขอย้ำไม่มีสักที่เดียวทั้งในคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งพันธสัญญาเก่าและใหม่ ที่เยซูพูดด้วยตนเองอย่างไม่คลุมเคลือว่า  “เราคือพระเจ้า” หรือ ที่พูดว่า “จงเคารพสักการะต่อเรา”  แต่ในทางตรงกันข้ามข้อความมีมากมายหลายที่ ที่บ่งบอกไว้อย่างชัดเจนว่า เยซูไม่ใช่พระเจ้า และไม่เหมือนพระเจ้า แต่ในทางตรงกันข้าม เยซูกลับมีคุณลักษณะที่แตกต่างไปจากพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง

[  จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ ! จงมายังถ้อยคำหนึ่งซึ่งเท่าเทียมกัน ระหว่างเราและพวกท่าน คือว่าเราจะไม่เคาระสักการะนอกจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น และเราจะไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และพวกเราบางคนก็จะไม่ยึดถืออีกบางคนเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ แล้วหากพวกเขาผินหลังให้ ก็จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเราเป็นผู้น้อมตาม ]

(คำแปล คัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อาละอิมรอน 3:64)

 

[  โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ (อะฮ์ลุลกิตาบ)ทั้งหลาย (*1*) จงอย่าปฏิบัติให้เกินขอบเขต  ในศาสนาของพวกเจ้า และจงอย่ากล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮฺ นอกจากสิ่งที่เป็นจริงเท่านั้น (*2*) แท้จริง อัล-มะซีฮ์ อีซาบุตรของมัรยัมนั้น เป็นเพียงร่อซูลของอัลลอฮฺ และเป็นเพียงดำรัสของพระองค์ที่ได้ทรงกล่าวมันแก่มัรยัม (*3*) และเป็นเพียงวิญญาณหนึ่งจากพระองค์ (*4*) เท่านั้น ดังนั้นจงศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และบรรดาร่อซูลของพระองค์เถิด (*5*) และจงอย่ากล่าวว่าสามองค์เลย (*6*) จงหยุดยั้งเสียเถิด มันเป็นสิ่งดียิ่งแก่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺคือผู้ควรได้รับการเคารพสักการะแต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากการที่จะทรงมีพระบุตร สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้า และสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิของพระองค์ทั้งสิ้น และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮฺเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้คุ้มครองรักษา  ]

(คำแปล คัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ  อัน-นิซาอฺ 4:171)

(1)  หมายถึงทั้งพวกยิวและคริสต์
(2)   เช่นพูดว่าพระองค์องค์เดียวเท่านั้นที่ควรได้รับการสักการะ ไม่มีภาคีใด ๆ แก่พระองค์ และพระองค์ไม่ทรงมีพระบุตร
(3)  คือทรงกล่าวแก่นางว่า “จงมีบุตรชายคนหนึ่ง” แล้วนางก็ตั้งครรภ์และคลอดมาเป็นชายได้ชื่อว่า อีซา ด้วยเหตุนี้ท่านนะบีอีซาจึงถือว่าเป็นดำรัสของพระองค์
(4)  คือท่านนะบีอีซาเกิดขึ้นจากวิญญาณหนึ่งที่มาจากพระองค์โดยตรง มิใช่ผ่านชายใด ด้วยเหตุนี้ท่านนะบีอีซาจึงเกิดขึ้นโดยไม่มีบิดา
(5)  รวมถึงศรัทธาต่อท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ด้วย
(6)  คืออย่ากล่าวว่า อัลลอฮฺ แบ่งภาคออกเป็นสามองค์ คือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต โดยที่แต่ละองค์เป็นพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วก็เป็นพระเจ้าองค์เดียว ดังกล่าวนี้เป็นความเข้าใจผิดของคริสต์ชน

[  อัล-มะซีห์นั้นจะไม่หยิ่งเป็นอันขาดที่จะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ(*1*) และมลาอิกะฮ์ผู้ใกล้ชิด (พระองค์) ก็ไม่หยิ่งด้วย และผู้ใดหยิ่งต่อการที่ อิบาดะฮ์(*2*) ต่อพระองค์ และยะโสแล้ว พระองค์ก็จะทรงชุมนุมพวกเขาไว้ยังพระองค์ทั้งหมด(*3*) ]

(คำแปล คัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ  อัน-นิซาอฺ 4:172)

 

(1)  เพราะอัล-มะซีห์ อีซา รู้ดีว่าตนเป็นบ่าวของพระองค์ มิใช่เป็นพระเจ้าหรือพระบุตร ดังที่พวกคริสต์เข้าใจ ดังกล่าวนี้เป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่านะบีอีซานั้น เป็นปุถุชนคนหนึ่งที่เป็นร่อซูล ของอัลลอฮฺเท่านั้น

(2)  คือหยิ่งต่อการที่จะปฏิบัติในสิ่งที่แสดงถึงการเป็นบ่าวของพระองค์
(3)  คือไม่มีใครที่สามารถหลบหลีกไปได้ ทั้งนี้เพื่อที่พระองค์จะได้ทำการลงโทษพวกเขาให้สาสมกับความยะโสของพวกเขา

 

[ และจงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮ์ ตรัสว่า(*1*)อีซาบุตรของมัรยัม เอ๋ย! เจ้าพูดแก่ผู้คนกระนั้นหรือว่า จงยึดถือฉันและมารดาของฉันเป็นที่เคารพสักการะทั้งสองอื่นจากอัลลอฮ์(*2*) เขากล่าวว่า มหาบริสุทธิ์พระองค์ท่าน! ไม่เคยแก่ข้าพระองค์ที่จะกล่าวสิ่งที่มิใช่สิทธิของข้าพระองค์ หากข้าพระองค์เคยกล่าวสิ่งนั้น แน่นอนพระองค์ย่อมรู้ดี โดยที่พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในใจของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ไม่รู้สิ่งที่อยู่ในใจของพระองค์(*3*) แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับทั้งหลาย ]

(คำแปล คัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ 5:116)

 

  1. ทรงใช้ให้ท่านนะบีมุฮัมมัดรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮ์จะตรัสแก่นะบีอีซาในวันกิยามะฮ์
  2. ที่อัลลอฮ์ทรงถามเช่นนั้น เพื่อเป็นการยืนยันว่าท่านนะบีอีซามิได้ประกาศแก่ชาวคริสต์ว่า ท่านและมารดาของท่านเป็นที่เคารพสักการะของพวกเขา ดังนั้นการที่พวกเขาอ้างว่าท่านนะบีอีซาเป็นพระเจ้าก็ดี หรือพระบุตรก็ดี จึงเป็นการกุขึ้นจากพวกเขาเอง ซึ่งเป็นความผิดอันมหันต์ที่พวกเขาจะต้องรับผิดชอบ
  3. คำว่าใจของพระองค์ มุสลิมทุกคนจะต้องเข้าใจว่า ไม่เหมือนกับจิตใจของมนุษย์หรือสิ่งอื่นใด เพราะพระองค์ไม่ทรงเหมือนกับสิ่งใด ๆในโลกทั้งสิ้น ส่าวนความเป็นจริงแห่งจิตใจของพระองค์นั้นไม่มีใครจะรู้ได้ และมิใช่หน้าที่ของใครที่จะค้นคว้า เพราะไม่อยู่ในวิสัยที่มนุษย์จะกระทำได้เราเพียงศรัทธาตามที่พระองค์แจ้งให้ทราบเท่านั้น
 

[  ข้าพระองค์มิได้กล่าวแก่พวกเขา นอกจากสิ่งที่พระองค์ใช้ข้าพระองค์เท่านั้น ที่ว่าท่านทั้งหลายจงเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ ผู้เป็นเจ้าของฉัน และเป็นพระเจ้าของพวกท่านด้วย และข้าพระองค์ย่อมเป็นพยานยืนยันต่อพวกเขาในระยะเวลาที่ข้าพระองค์อยู่ในหมู่พวกเขา ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงรับข้าพระองค์ไปแล้ว(*1*) พระองค์ท่านก็เป็นผู้ดูและพวกเขา และพระองค์ทรงเป็นสักขีพยานในทุกสิ่ง  ]

(คำแปล คัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ 5:117)

 

(1)  ได้ทรงยกข้าพระองค์ขึ้นมายังพระองค์ทั้งชีวิตและร่างกาย ขณะที่พวกเขาจะเอาชีวิตข้าพระองค์

 

[ เขา (อีซา) มิใช่ใครคนอื่นนอกจากเป็นบ่าวคนหนึ่ง ซึ่งเรา (อัลลอฮฺ) ได้ให้ความโปรดปรานแก่เขา และเราได้ทำให้เขาเป็นแบบอย่างที่ดีแก่วงศ์วารของอิสรออีล (*1*) ]

(คำแปล คัมภีร์อัลกุรอาน  ซูเราะฮฺ อัซซุครุฟ 43:59 )

 

(1)  อีซาเป็นบ่าวคนหนึ่งของเราเช่นเดียวกับบ่าวคนอื่น ๆ แต่เราได้ให้ความโปรดปรานแก่พวกเขาด้วยการเป็นนะบี และเราได้ให้เกียรติแก่เขาด้วยการเป็นร่อซูล เขามิได้เป็นพระเจ้าและลูกของพระเจ้าตามคำกล่าวอ้างของพวกนะศอรอ และเราได้ให้เขาเป็นสัญญาณ และอุทธาหรณ์แก่วงศ์วารของอิสรออีล เพื่อเป็นการยืนยันถึงเดชานุภาพของอัลลอฮฺ ตะอาลา โดยที่เขาถูกบังเกิดมาจากแม่ที่ไม่มีพ่อ

 

[ แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่าอัลลอฮ์เป็นผู้ที่สามของสามองค์(*1*) นั้นได้ตกเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากผู้ที่ควรเคารพสักการะองค์เดียวเท่านั้น และหากพวกเขามิหยุดยั้งจากสิ่งที่พวกเขากล่าวแน่นอนบรรดาผู้ที่ปฏิเสธการศรัทธาในหมู่พวกเขานั้นจะต้องประสบการลงโทษอันเจ็บแสบ ]

(คำแปล คัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัศศ็อฟ 5:73 )

 

(1)  สามองค์นั้นคือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระบิดานั้นหมายถึงอัลลอฮ์พระบุตรนั้นหมายถึงท่านนะบีอีซาและพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นหมายถึงการที่พระบิดาได้เข้าอยบู่ในพระบุตร จึงได้ประกอบขึ้นเป็นพรวิญญาณ อย่างไรก็ดีในทรรศนะของคริสต์ถือว่าแต่ละองค์ในสามองค์นั้นเป็นพระเจ้าเต็ม มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า และก็ถือว่าทั้งสามองค์นั้นคือพระเจ้าองค์เดียว กล่าวคือพระบิดาก็คืออัลลอฮ์ พระบุตรก็คืออัลลอฮ์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คือ อัลลอฮ์ด้วยเหตุนี้พวกคริสต์จึงกล่าวคำจำกัดความว่า “ตรีเอกานุภาพ” หมายถึงสามนั้นคือองค์เดียว