ศาสดาที่จะมีมาหลังจากพระเยซู ตามการยืนยันของคัมภีร์ไบเบิ้ล

ศาสดาที่จะมีมาหลังจากพระเยซู ตามการยืนยันของคัมภีร์ไบเบิ้ล

 

ชะรีฟ วงศ์เสงี่ยม

 

ในคัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันเราจะพบว่า พระเยซูได้พยากรณ์หรือบอกให้รู้ล่วงหน้าเอาไว้ ว่าจะมีศาสดามาอีกท่านหนึ่งดั่งที่ได้มีกล่าวเอาไว้ว่า:

 

[ เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะทรงประทานผู้ปลอบประโลมใจ ( comforter)อีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อพระองค์จะได้อยู่กับท่านตลอดไป ]

( ยอห์น 14:16 )

 

ในคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษในบทเดียวกันมีดังนี้

 

[ And I will pray the Father, and he shall give you another Comforter, that he may abide with you for ever ]

(John 14:16 )

 

 และมีกล่าวไว้อีกที่หนึ่งในคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า :

 

[ แต่เมื่อพระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ ( comforter) ที่เราจะใช้มาจากพระบิดามาหาท่านทั้งหลาย คือพระวิญญาณแห่งความจริง ผู้ทรงมาจากพระบิดานั้นได้เสด็จมาแล้ว พระองค์นั้นจะทรงเป็นพยานถึงเรา ]

( ยอห์น15:26 )

 

ในคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษในบทเดียวกันมีดังนี้

 

[ But when the Comforter is come, whom I will send unto you from the Father, even the Spirit of truth, which proceedeth from the Father, he shall testify of me ]

(John 15:26 )

 

และยังได้มีกล่าวรายละเอียดเอาไว้อีกว่า :

 

[  อย่างไรก็ตามเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย คือการที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ ( comforter)ก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้สึกถึงความผิดบาป และถึงความชอบธรรม และถึงการพิพากษา ถึงความผิดบาปนั้น คือเพราะเขาไม่เชื่อในเรา ถึงความชอบธรรมนั้น คือเพราะเราไปหาพระบิดาของเรา และท่านทั้งหลายจะไม่เห็นเราอีก ถึงการพิพากษานั้น คือเพราะผู้ครองโลกนี้ถูกพิพากษาแล้วเรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกท่านทั้งหลาย แต่เดี๋ยวนี้ท่านยังรับไว้ไม่ได้ เมื่อพระองค์ พระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์เอง แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย ]

( ยอห์น16:7-14 )

 

ในคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษในบทเดียวกันมีดังนี้

 

[ Nevertheless I tell you the truth; It is expedient for you that I go away: for if I go not away, the Comforter will not come unto you; but if I depart, I will send him unto you. And when he is come, he will reprove the world of sin, and of righteousness, and of judgment: Of sin, because they believe not on me; Of righteousness, because I go to my Father, and ye see me no more; Of judgment, because the prince of this world is judged. I have yet many things to say unto you, but ye cannot bear them now.
Howbeit when he, the Spirit of truth, is come, he will guide you into all truth: for he shall not speak of himself; but whatsoever he shall hear, that shall he speak: and he will shew you things to come. He shall glorify me: for he shall receive of mine, and shall shew it unto you ]

(John 16:7-14 )

 

            จากข้อความจากคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ได้หยิบยกมาให้ดูข้างตนทำให้เรารู้ได้ว่า หลังจากที่เยซูได้จากโลกนี้ไปก็ยังจะคงมี ศาสดาอีกท่านหนึ่งมา เพื่อมาสอนในคัมภีร์ที่สมบูรณ์กว่าสิ่งที่เยซูได้สอนเอาไว้ และจะมาสอนในสิ่งที่เยซูไม่ได้สอนเอาไว้เนื่องจากผู้คนในสมัยของท่านยังรับไม่ได้ แต่กระนั้นก็ตามก็อาจจะมีคนบางกลุ่ม ออกมาอ้างว่าพระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “comforter” ที่ว่านี้คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ( Holy Spirit ) ที่เป็นส่วนหนึ่งของพระบิดาและพระบุตร ตามที่ได้อ้างกัน  โดยนำหลักฐานมาสนับสนุนจากบท ยอห์น 14:26 ซึ่งมีความว่า :

 

[ แต่ พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ นั้นคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์( Holy Spirit ) ผู้ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรา พระองค์นั้นจะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว ]

( ยอห์น 14:26 )

 

ในคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษในบทเดียวกันมีดังนี้

 

[ But the Comforter, which is the Holy Spirit , whom the Father will send in my name, he shall teach you all things, and bring all things to your remembrance, whatsoever I have said unto you ]

(John 14:26 )

 

แต่ในไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษอีกฉบับหนึ่ง จะใช้คำว่า the Holy Ghost” แต่อย่างไรก็แล้วแต่เมื่อแปลเป็นภาษาไทยก็จะได้ความหมายว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์

 

แต่กระนั้นก็ตามถ้าเราได้วิเคราะห์ดูในคำพูดของเยซูให้ดี เราจะพบว่า เยซูได้บอกเอาไว้เป็นเงื่อนที่ไขชัดเจนว่า “เพราะถ้าเราไม่ไป พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ          ( comforter)ก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน” นั้นก็คือเงื่อนไขที่พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ ( comforter) จะเสด็จมานั้นก็คือ พระเยซูจะต้องจากไปเสียก่อน เพราะถ้าเยซูยังไม่ได้จากไป เขาผู้นี้ก็จะยังไม่มา   แต่เมื่อเราได้ตรวจสอบไบเบิ้ลดูเราก็จะพบว่าแม้แต่ก่อนการเกิดมาของเยซู พระวิญญาณบริสุทธิ( Holy Spirit)ก็ได้มีอยู่ก่อนเรียบร้อยแล้ว โดยจะไปๆมาๆอยู่ตลอด ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่จะยืนยันว่า พระวิญญาณบริสุทธิ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ พระบิดากับพระบุตรตามที่ไบเบิ้ลได้กล่าวเอาไว้นั้นได้มีมาก่อนหน้าที่เยซูจะเกิดเสียอีก คัมภีร์ไบเบิ้ลได้กล่าวเอาไว้ว่า :

[ เพราะว่าเขาจะเป็นใหญ่ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า เขาจะไม่ดื่มน้ำองุ่นหรือเหล้าเลย และเขาจะประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่ครรภ์มารดา ]

(ลูกา 1:15)

 

[ ต่อมาเมื่อนางเอลีซาเบธได้ยินคำปราศรัยของมารีย์ ทารกในครรภ์ของเขาก็ดิ้น และนางเอลีซาเบธก็ประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ]

(ลูกา 1:41)

 

[ ฝ่ายเศคาริยาห์ผู้เป็นบิดาประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วได้พยากรณ์ว่า ]

(ลูกา 1:67)

 

[ เมื่อเขาทั้งสองมาถึงภูเขานั้น ดูเถิด ผู้พยากรณ์หมู่หนึ่งพบกับท่าน และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตกับท่าน และท่านก็พยากรณ์อยู่ในหมู่พวกเขา ]

(1 ซามูเอล 10:10)

 

[ เมื่อท่านได้ยินถ้อยคำเหล่านี้พระวิญญาณของพระเจ้าก็สถิตกับซาอูล และความโกรธของท่านเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ]

(1 ซามูเอล 11:6)

 

[ แล้วพระองค์ทรงระลึกถึงสมัยเก่าก่อน ถึงโมเสส ถึงชนชาติของพระองค์ว่า "พระองค์ผู้ทรงนำเขาทั้งหลายขึ้นมาจากทะเลพร้อมกับผู้เลี้ยงแพะแกะของพระองค์อยู่ที่ไหน พระองค์ทรงอยู่ที่ไหน ผู้ซึ่งบรรจุพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ท่ามกลางเขา ]

( อิสยาห์ 63:11 )

 

[ ดูเถิด มีชายคนหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็มชื่อสิเมโอน เป็นคนชอบธรรมและเกรงกลัวพระเจ้า และคอยเวลาซึ่งพวกอิสราเอลจะได้รับความบรรเทาทุกข์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับท่าน  พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงสำแดงแก่ท่านว่า ท่านจะไม่ตายจนกว่าจะได้เห็นพระคริสต์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ]

( ลูกา 2:25-26 )

 

            เนื่องด้วยเหตุนี้จึงทำให้เรารู้ว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ได้ถูกกล่าวเอาไว้ใน  ยอห์น 14:26  นั้นจึงไม่ใช่ คนๆเดียวกันกับ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ พระบิดาและพระบุตร อย่างแน่นอน เพราะสิ่งนั้นได้มีอยู่แม้แต่ก่อนที่เยซูจะมาเกิดเสียด้วยซ้ำไป และก็มีอยู่ แม้แต่ในช่วงที่เยซู ยังอยู่บนโลกนี้ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้ช่วยเหลือเยซูต่างๆนาๆ  ดังนั้นที่ได้ถูกกล่าวเอาไว้ใน  ยอห์น 14:26 ที่ถูกเรียกว่า พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “comforter” จึงเป็นคนละคนกับ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ พระบิดาและพระบุตร  และอีกอย่างที่สำคัญ ที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ไปในตัวว่า พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ (comforter) ที่จะมาภายหลังจากที่เยซูได้จากไป นั้นไม่ใช่ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ พระบิดาและพระบุตร อย่างแน่นอน ก็คือ พระเยซูพูดเอาไว้อย่างชัดเจนว่า :

 

 [ เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะทรงประทานผู้ปลอบประโลมใจ ( comforter)อีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อพระองค์จะได้อยู่กับท่านตลอดไป ]

( ยอห์น 14:16 )

 

ในคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษในบทเดียวกันมีดังนี้

 

[ And I will pray the Father, and he shall give you another Comforter, that he may abide with you for ever ]

(John 14:16 )

 

            เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าพระเยซูได้ใช้คำว่า “ อีกผู้หนึ่ง ”  หรือ “อีกท่านหนึ่ง” ซึ่งภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “ Another ” ซึ่งบ่งบอกไปในตัวเลยว่า มีมากกว่าหนึ่ง นั้นคือ ตัวเยซู หนึ่ง และ ผู้ที่จะมาหลังจากท่านอีกหนึ่ง แต่ถ้าเราจะถามว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ พระบิดาและพระบุตร ตามที่กล่าวกัน มีกี่ พระวิญญาณ แน่นอนเป็นที่รู้กันว่ามีแค่พระวิญญาณเดียวเท่านั้นเมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงสรุปได้ว่า “ผู้ปลอบประโลม” (comforter) ที่ถูกกล่าวพยากรณ์เอาไว้ว่าจะมาหลังจากที่เยซูได้จากไป จึง ไม่ใช่ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ พระบิดาและพระบุตร ตามที่กล่าวอ้างกันอย่างแน่นอน  และถ้าจะให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นก็ให้เราย้อนกลับไปดู คำว่า  “ Another” ( อีกผู้หนึ่ง ) ในภาษากรีก เราก็จะพบว่าในภาษากรีกนั้นได้แยกการใช้คำๆนี้เอาไว้อย่างชัดเจนในสองกรณีด้วยกัน นั้นคือ 1.คำว่า “ Another” ( อีกผู้หนึ่ง,อีกอันหนึ่ง,อีกท่านหนึ่ง,อีกสิ่งหนึ่ง,อีกหนึ่ง ) ที่ใช้กับสิ่งของหรือคนที่เป็นประเภทหรือชนิดเดียวกัน โดยภาษากรีกจะใช้คำว่า “ allos” (al-las)  และ 2.  คำว่า “ Another” ( อีกผู้หนึ่ง,อีกอันหนึ่ง,อีกท่านหนึ่ง,อีกสิ่งหนึ่ง,อีกหนึ่ง ) ที่ใช้กับสิ่งของหรือคนที่เป็นคนละชนิดกันหรือคนละประเภทกันซึ่งเป็นชนิดที่แตกต่างกัน  ซึ่งในประเภทที่สองนี้ในภาษากรีกจะใช้คำว่า “heteros” ( het-er-os)  เมื่อเข้าใจแล้วเราก็กลับไปดูในคัมภีรไบเบิ้ลบท ยอห์น 14:16 โดยดูว่าคำว่า “ Another ”( อีกผู้หนึ่ง ) ที่ถูกใช้นั้นอยู่ในชนิดหรือประเภทไหนในภาษากรีกตามที่ไบเบิ้ลฉบับภาษากรีกได้มีบอกเอาไว้ เมื่อไปตรวจสอบดูแล้วก็จะพบว่า คำว่า “ Another ”( อีกผู้หนึ่ง ) ในบทยอห์น 14:16 ถูกใช้เพื่อบ่งถึงประเภทหรือชนิดเดียวกัน (allos) นั้นก็คือ “พระผู้ปลอบประโลม” (comforter) ที่จะมาหลังจากเยซูได้จากไปแล้วนั้นจะเป็นผู้ที่เหมือนกันกับเยซู นั้นก็คือเป็นมนุษย์และได้รับตำแหน่งแห่งการเป็นศาสดา เหมือนกับที่คัมภีร์ไบเบิ้ลได้เยซูได้ยืนยันสถานะของตเยซูเอาไว้ว่า:

“ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนชาติอิสราเอล ขอฟังคำเหล่านี้เถิด คือ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ ผู้เป็นมนุษย์ ผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบโดยการอัศจรรย์ การมหัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำโดยพระองค์นั้น ท่ามกลางท่านทั้งหลาย ดังที่ท่านทราบอยู่แล้ว”

 (กิจการ 2:22)                                              

"Ye men of Israel, hear these words; Jesus of Nazareth, a man approved of God among you by miracles and wonders and signs, which God did by him in the midst of you, as ye yourselves also know."

 [The Bible, Acts 2:22]

 

“ด้วยเหตุว่า มีพระเจ้าองค์เดียวและมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือ พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์

 (1 ทิโมธี 2:5)

 

“ดูเถิด มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า "ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์"
 “พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไมเล่า ไม่มีผู้ใดประเสริฐนอกจากพระองค์เดียวคือพระเจ้า แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้”

(มัทธิว 19:16-17)

 

[ พระองค์ตรัสถามเขาว่า "เหตุการณ์อะไร" เขาจึงตอบพระองค์ว่า "เหตุการณ์เรื่องพระเยซูชาวนาซาเร็ธ ผู้เป็นศาสดาพยากรณ์ ประกอบด้วยฤทธิ์เดชในการงานและในถ้อยคำจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า และต่อหน้าประชาชนทั้งหลาย ]

( ลูกา24:19 )

 

            เมื่อมาถึงตอนนี้เราหันมาดูตัวศัพท์ที่สำคัญที่เป็นประเด็นหลักของเรื่องที่เรากำลังพูดกันอยู่  และถ้อยคำๆนั้นคือคำว่า “ พระผู้ปลอบโยน” ซึ่งภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “ Comforter” แต่ถ้าเราไปตรวจสอบดูในไบเบิ้ลโดยเฉพาะฉบับภาษาอังกฤษดูหลายฉบับเราก็จะพบว่า บางฉบับจะใช้คำว่า “ Helper ” ซึ่งในภาษาไทยจะใช้คำว่า 

“ พระผู้ช่วย " และในขณะเดียวกัน บางฉบับก็ใช้คำว่า  “ Counselor ” หรือ “ Advocate” ซึ่งในภาษาไทยจะใช้คำว่า  “ ที่ปรึกษา” คำทั้งหมดเหล่านี้ที่กล่าวมาที่มีกล่าวไว้ในบท  ยอห์น 14:16 นั้น ในไบเบิ้ลฉบับภาษากรีกจะใช้คำว่า “Parakletos” แต่พอมาแปลเป็นภาษาอังกฤษและคำภาษาไทยก็กลับได้คำแปลที่แตกต่างกันดั่งที่ได้ยกมาให้ดูข้างต้น แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือเราจะพบว่าแม้แต่ตัวของพระเยซูเองก็ยังถูกเรียกโดยใช้คำๆนี้นั้นคือคำว่า  “Parakletos” โดยมีกล่าวไว้ใน 1 ยอห์น 2:1 ซึ่งถ้าเรากลับไปดูที่ฉบับภาษากรีกก็จะพบว่า ทั้ง ยอห์น 14:16 และ 1 ยอห์น 2:1 ได้ใช้คำๆเดียวกัน นั้นคือ “Parakletos” โดยที่ ยอห์น 14:16 จะใช้เรียกศาสดาผู้ที่จะมาภายหลังจากที่เยซูได้จากไป และ 1 ยอห์น 2:1 ได้ถูกเรียกโดยอ้างอิงตัวเยซูเอง จะเห็นได้ว่า ทั้งคู่ถูกเรียกโดยใช้คำๆเดียวกัน และตัวเยซูก็ได้กล่าวเอาไว้ตามที่ได้ยกมาให้ดูแล้วว่า “Parakletos” อีกท่านหนึ่งจะมาภายหลังจากที่ตัวท่านได้จากไปแล้ว ซึ่งก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกว่า ทั้งคู่นั้นเหมือนกัน  แต่ถึงกระนั้นก็ตามเป็นที่น่าเศร้าเมื่อเราได้ไปตรวจสอบไบเบิ้ลทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทยดู เราจะพบว่ามีการเลือกปฏิบัติในการแปลคำๆนี้ ( Parakletos ) ต่อไปนี้เป็นคำแปลฉบับภาษาไทย ในบท ยอห์น 14:16 :

[ เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะทรงประทาน ผู้ปลอบประโลมใจ (Parakletos)  อีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อพระองค์จะได้อยู่กับท่านตลอดไป ]

 (โปรดสังเกตคำที่ขีดเส้นใต้ไว้ให้ดี)

 

 

และต่อไปนี้จะเป็นคำแปลฉบับภาษาไทย ในบท 1 ยอห์น 2:1

 

[ ลูกของข้าพเอ๋ย ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลายเพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาป และถ้าผู้ใดทำบาป เราก็มี พระองค์ผู้ทูลขอ (Parakletos) พระบิดาเพื่อเรา คือ พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเที่ยงธรรมนั้น ]

 

คำว่า “ พระองค์ผู้ทูลขอ( Parakletos) นั้นใช้คำในภาษากรีกดังนี้  :

 

                                   “ παράκλητος ”   

         

          ซึ่งเป็นคำเดียวกันกับที่ถูกใช้ใน บท ยอห์น 14:16

 

            ขอให้สังเกตคำแปลที่ขีดเส้นใต้ข้างบนเอาไว้ จะเห็นว่าคำก็เป็นคำๆเดียวกันในไบเบิ้ลฉบับภาษากรีก นั่นก็คือคำว่า Parakletos” แต่พอจะกล่าวถึงผู้ที่จะมาภายหลังจากที่เยซูได้จากโลกนี้ไป ก็จะแปลว่า “ พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ”  หรือไม่ก็แปลว่า 

“ ผู้ช่วย” หรือไม่ก็แปลว่า “ ที่ปรึกษา” แต่พออ้างถึงตัวของเยซูเองก็กลับแปลโดยใช้คำว่า “ผู้ทูลขอ “ โดยการทำเช่นนี้ก็จะเท่ากับทำให้ผู้อ่านที่ไม่รู้ภาษากรีกเข้าใจไปในตัวว่า ผู้ที่จะมาภายหลังจากเยซู นั้นเป็นคนละคนที่ไม่เหมือนกันกับพระเยซู ไม่ว่าจะในด้านตำแหน่งหน้าที่ หรือความเป็นมนุษย์ ถึงอย่างไงไรก็ตามก็ยังน่าชื่นชมที่ยังมีไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยบางฉบับที่ได้แปล บท 1 ยอห์น 2:1 ที่อ้างถึงเยซูโดยใช้คำแปลว่า “พระองค์ผู้ช่วย” ( http://thaipope.org/webbible/62_002.htm )

 

ดังนั้นเมื่อความจริงเป็นที่ประจักษ์เราก็รู้ได้ว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกให้เรารู้ว่า ผู้ที่จะมาภายหลังจากเยซูนั้นได้ถูกเรียกด้วยถ้อยคำอย่างเดียวกับที่ตัวเยซูได้ถูกเรียก นั้นคือ Parakletos” โดยจะเป็นอีกท่านหนึ่ง( Another) ที่เป็นศาสดาเหมือนกับเยซู โดยจะอยู่ในถานะบ่าวหรือผู้รับใช้ที่จงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า เหมือนกับเยซูดั่งที่ไบเบิ้ลได้กล่าวเอาไว้ว่า :

 

[ พระเจ้าของอับราฮัม  อิสอัค  และยาโคบ  คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเรา ได้ทรงโปรดประทานพระเกียรติแด่พระเยซูผู้รับใช้ของพระองค์  พระเยซูผู้ซึ่งท่านทั้งหลายได้มอบไว้แล้ว  และได้ปฏิเสธต่อหน้าปีลาต  เมื่อปีลาตตั้งใจจะปล่อยพระองค์ไป ]

(กิจการ 3:13)

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจจะมีคนยอมรับหลักฐานที่ได้หยิบยกมาพิสูจน์ให้ดูแต่ก็อาจะจะยังคงมีความสงสัยอยู่เล็กน้อยว่า แล้วถ้อยคำที่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์

( Holy Spirit ) ที่ถูกกล่าวเอาไว้ใน  บทของ ยอห์น 14:26  จะหมายความว่าอย่างไร หรือต้องการบ่งถึงอะไร  ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเราได้อ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลดูให้รอบคอบและอ่านอย่างวิเคราะห์ นั้นก็คือ คำว่า “ Spirit” หรือที่เรียกว่า พระวิญญาณนี้ นอกจากจะใช้อ้างไปถึง พระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว คำๆเดียวกันนี้ก็ยังใช้อ้างถึงศาสดาอีกด้วย เช่น :

 

[ ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าเชื่อวิญญาณเสียทุกๆวิญญาณ แต่จงพิสูจน์วิญญาณเหล่านั้นว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่ เพราะว่ามีผู้พยากรณ์เท็จเป็นอันมากออกเที่ยวไปในโลก โดยข้อนี้ท่านทั้งหลายก็จะรู้จักพระวิญญาณของพระเจ้า คือวิญญาณทั้งปวงที่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ วิญญาณนั้นก็มาจากพระเจ้าและวิญญาณทั้งปวงที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ วิญญาณนั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า วิญญาณนั้นแหละเป็นปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินว่าจะมา และบัดนี้ก็อยู่ในโลกแล้ว ]

(1 ยอห์น 4:1-3)   πνεῦμα    πνεῦμα

 

ในคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษในบทเดียวกันมีดังนี้

 

[ Beloved, believe not every spirit, but try the spirits whether they are of God: because many false prophets are gone out into the world. Hereby know ye the Spirit of God: Every spirit that confesseth that Jesus Christ is come in the flesh is of God:And every spirit that confesseth not that Jesus Christ is come in the flesh is not of God: and this is that spirit of antichrist, whereof ye have heard that it should come; and even now already is it in the world ]

(1 John 4:1-3)

 

และ

 

[ พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่เราทางพระวิญญาณของพระองค์ เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง แม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า ]

(1 โครินธ์ 2:10)

 

ในคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษในบทเดียวกันมีดังนี้

 

[ But God hath revealed them unto us by his Spirit: for the Spirit searcheth all things, yea, the deep things of God ]

(1 Corinthians 2:10)

 

 

            เราได้เห็นแล้วว่าไบเบิ้ลก็ได้เรียกศาสดาว่าเป็นพระวิญญาณ ( Spirit )เหมือนกันและได้บอกเอาไว้ด้วยว่าอย่าไปหลงเชื่อในทุกๆ “ Spirit “(ศาสดา) แต่จะต้องทดสอบเขาผู้นั้นเสียก่อนว่าเป็น “ Spirit “(ศาสดา) ที่แท้จริงหรือไม่  ดังนั้นเราจึงได้รับความเข้าใจจากไบเบิ้ลที่ยกมาข้างต้นว่า :

1. คำว่า “ Spirit “ หรือ พระวิญญาณนั้นมีความหมายเดียวกันกับคำว่า ศาสดา

( Prophet )

2.ถ้อยคำในบท 1 ยอห์น 4:1-3  ที่ว่า “ Spirit Of God “ก็จะหมายถึง ศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าไปในตัว

3. ถ้อยคำในบท1 ยอห์น 4:1-3  ที่ว่า “Every Spirit” ก็จะหมายถึง ทุกๆศาสดา ซึ่งบ่งบอกว่ามากกว่าหนึ่ง

4. ศาสดา ( Spirit) ที่แท้จริงจะมายืนยันรับรองในตัวของเยซู

5.ด้วยเหตุนี้ก็ทำให้เรารู้ไปโดยปริยายว่า คำว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ถูกกล่าวเอาไว้ในบท ยอห์น 14:26  ก็คือศาสดาอีกท่านหนึ่งนั้นเอง ซึ่งจะมาในภายหลังจากที่เยซูได้จากไป และศาสดาที่ว่านี้ก็จะเป็นเพศชาย ดั่งที่จะได้กล่าวต่อไป

 

            ประการต่อมาที่จะใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนอีกประการหนึ่งในการเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ “comforter” นั้นไม่ใช่พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของพระบิดาและพระบุตรตามที่คนบางกลุ่มกล่าวอ้างก็คือ  พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ “comforter” ที่จะมาภายหลังจากที่เยซูได้จากไปแล้วนั้นจะต้องเป็น เพศชาย นั้นก็คือต้องเป็นมนุษย์นั้นเอง ทั้งนี้ก็เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลในบท ยอห์น16:13 ได้กล่าวยืนยันเอาไว้ดังนี้:

 

[ เมื่อ พระองค์ พระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์ จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะ พระองค์ จะไม่ตรัสโดย พระองค์เอง แต่ พระองค์ จะตรัสสิ่งที่ พระองค์ ทรงได้ยิน และ พระองค์ จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น ]

(ยอห์น16:13 )

 

เมื่อดูคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยที่ยกมาให้ดูข้างต้นก็อาจจะยังไม่เห็นอะไรชัดเจนนักเพียงเห็นแค่คำว่า พระองค์ ที่ได้ถูกเน้นด้วยตัวหนา แต่ถ้าเราไปดูในฉบับภาษาอังกฤษเราก็จะเห็นข้อแตกต่างได้อย่างชัดเจน ต่อไปนี้คือ คำแปลฉบับภาษาอังกฤษ บท ยอห์น16:13

 

[ Howbeit when he, the Spirit of truth, is come, he will guide you into all truth: for he shall not speak of himself; but whatsoever he shall hear, that shall he speak: and he will shew you things to come ]

(John 16:13)

 

จะเห็นได้ว่ามีการบ่งเพศเอาไว้อย่างชัดเจนว่า พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ “comforter” ที่จะมาภายหลังจากเยซูนี้ จะต้องเป็นเพศชาย โดยในฉบับภาษาอังกฤษได้ใช้สรรพแทนตัวที่บ่งถึงเพศชายนั้นคือ คำว่า “ He” และ “ Himself”  โดยกล่าวเอาไว้ถึง เจ็ดครั้ง ด้วยกัน และเราจะเห็นได้ว่าเพียงแค่บท ยอห์น16:13 เพียงอย่างเดียวได้มีการใช้คำว่า “ He” ซึ่งแปลว่า “ เขาผู้ชาย” โดยกล่าวเอาไว้ถึงเจ็ดครั้ง ซึ่งเราจะไม่พบเลยสักที่เดียวในคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งเล่มที่คำว่า “ He” (เขาผู้ชาย) ที่ได้ถูกกล่าวเอาไว้แบบติดๆกัน ภายในข้อเดียวถึงเจ็ดครั้ง และอีกอย่างก็คือถ้าเราได้ย้อนกลับไปดูคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษากรีกก็จะพบว่า  โดยปรกติแล้วคำว่า “ พระวิญญาณ” หรือ Spirit นั้น จะถูกเรียกเป็นภาษากรีกด้วยคำว่า  “  pneu’ma” (pnyoo-mah) ซึ่งคำๆนี้จะเป็นคำกลางที่ไม่มีเพศ ไม่ใช่ทั้งเพศชายและเพศหญิง ด้วยเหตุนี้ เมื่อจะใช้คำสรรพนามเรียกแทน ก็จะใช้คำ “ It” ในภาษาอังกฤษ แต่กระนั้นในทางตรงกันข้าม พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ “comforter”ที่จะมาภายหลังเยซู กลับถูกเรียกด้วยสรรพนามแทนว่า “ He” ( เขาผู้ชาย) ซึ่งเป็นการบอกที่ชัดเจนว่าจะต้องเป็นเพศชาย นั้นก็หมายความว่าต้องเป็นมนุษย์ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีสักที่เดียวในคัมภีร์ไบเบิ้ลโดยเฉพาะพันธสัญญาใหม่ที่เยซู พูดเอาไว้ว่า ท่านคือ ศาสดาคนสุดท้าย แต่ในทางตรงกันข้าม ท่านได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า จะมีศาสดาอีกท่านหนึ่งมาดังที่ได้กล่าวรายละเอียดมาแล้วในตอนต้น

มาถึงตอนนี้เรามาดูกันว่าพระผู้ปลอมประโลม ผู้ที่จะมาภายหลังจากเยซู ใน

ถานะเป็นศาสดานั้นมีลักษณะอย่างไร

1.  ยอห์น16:7-14 บอกให้เรารู้ว่า พระผู้ปลอมประโลมที่จะมานี้จะถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ พระวิญญาณแห่งความจริง” (the Spirit of truth) ซึ่งบ่งถึงลักษณะเด่นในทางความซื่อสัตย์ และ เป็นผู้ที่มีความสัตย์จริง

2. พระเยซูพูดยืนยันเอาไว้ว่า:

 “ เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกท่านทั้งหลาย แต่เดี๋ยวนี้ท่านยังรับไว้ไม่ได้ เมื่อพระองค์ พระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล (all truth)

จึงรู้ได้ทันที่เลยว่า “ พระวิญญาณแห่งความจริง” (the Spirit of truth) ที่จะมาหลังเยซูนี้ จะมาสอนและบอกในสิ่งที่เยซูเองยังไม่ได้สอนหรือบอกกล่าวเอาไว้  ทั้งนี้ก็เนื่องจาก ผู้ที่อยู่กับพระเยซูในสมัยนั้นยังรับไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เยซูจึงบอกและสั่งสอน ในสิ่งที่พวกเขาจะยอมรับได้ ไม่เหลือบ่ากว่าแรง และความเข้าใจที่ได้อีกอย่างก็คือ “ พระวิญญาณแห่งความจริง” (the Spirit of truth) หรือ พระผู้ปลอมประโลมที่จะมานี้ภายหลังจากเยซูนี้ จะมาสอนในสิ่งที่ใหม่ซึ่งเยซูไม่ได้สอนเอาไว้ และคำที่น่าสังเกตก็คือ คำว่า “ความจริงทั้งมวล” (all truth) นั้นก็หมายความว่า เขาผู้นี้จะมาสอนในทุกๆสิ่งทุกอย่างที่เยซูไม่ได้สอนเอาไว้โดยจะสอนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยจะมาสอนในหลายสิ่งหลายอย่างเพราะคำว่า “ความจริงทั้งมวล” (all truth) บวกกับคำว่า  “หลายสิ่ง”( many things) ตามที่เยซูได้พูดเอาไว้ ก็ทำให้เรารู้ว่า มีมากกว่าหนึ่งสิ่ง นั้นคือมีหลายสิ่งหลายอย่าง  และเยซูก็ยังได้กล่าวไว้ใน  ยอห์น 14:26 ว่าเขาจะมา สอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง คือจะไม่เหลืออะไรเอาไว้เลยนอกจากจะสอนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะตั้งคำถามว่า ถ้าผู้ที่จะมานี้ เป็น พระวิญญาณบริสุทธ์ ที่เป็นส่วนหนึ่งในพระบิดาและพระบุตร จริงแล้วล่ะก็  ก็ถามว่า 2000 ปีได้ผ่านไปแล้ว พระเยซูได้จากโลกนี้ไปเป็นเวลากว่า 2000ปีแล้ว ยังไม่มีวี่แววเลยที่ว่า พระวิญญาณบริสุทธ์ ที่ส่วนหนึ่งในพระบิดาและพระบุตรตามที่กล่าวอ้างกัน จะนำคำสอนอะไรใหม่ๆมาสักข้อเดียวมาสั่งสอน ที่ซึ่งเยซูไม่ได้สอนเอาไว้ ทั้งนี้พระเยซูได้พูดเอาไว้เองว่า ยังมีอีก หลายสิ่งหลายอย่าง ( many things)  ที่ท่านต้องการบอก แต่ยังบอกไม่ได้ในตอนนั้นแต่ “วิญญาณแห่งความจริง” (the Spirit of truth) จะเป็นผู้มาบอกสิ่งเหล่านั้นโดยทั้งหมด  

3.“วิญญาณแห่งความจริง” (the Spirit of truth) ที่จะมานี้จะบอกให้มนุษย์ได้รู้ถึง ความผิดบาป และความชอบธรรม โดยครบถ้วนสมบูรณ์

4. “วิญญาณแห่งความจริง” (the Spirit of truth) ที่จะมาภายหลังจากที่เยซูได้จากไปนี้ จะไม่ตรัสโดยพระองค์เองโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน ซึ่งบ่งให้รู้ว่า จะไม่คิดคำสอนขึ้นมาเองหากแต่จะต้องได้รับคำสอนมาจากพระผู้เป็นเจ้าอีกทีหนึ่ง โดยได้มาอย่างไรก็จะบอกอย่างนั้น เมื่อถึงตรงนี้ก็ทำให้เรานึกถึงถ้อยคำที่มีกล่าวเอาไว้ในพันธสัญญาเก่าว่า:

 

[ เราจะโปรดให้บังเกิดผู้พยากรณ์อย่างเจ้าในหมู่พวกพี่น้องของเขา และเราจะใส่ถ้อยคำของเราในปากของเขา และเขาจะกล่าวบรรดาสิ่งที่เราบัญชาเขาไว้นั้นแก่ประชาชนทั้งหลาย ต่อมาผู้ใดไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเรา ซึ่งผู้พยากรณ์กล่าวในนามของเรา เราจะกำหนดโทษผู้นั้น ]

(พระราชบัญญัติ 18:19 )

 

ซึ่งก็ตรงกับที่คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวเอาไว้เกี่ยวกับท่านศาสดามุฮัมมัดว่า:

 

[  และเขามิได้พูดตามอารมณ์ อัลกุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮีย.ที่ถูกประทานลงมา (*1*)  ]

(1)  อัลกุรอานเป็นวะฮีย.ที่ถูกประทานลงมาให้แก่มุฮัมมัด ดังนั้นสิ่งที่เขาพูดและเรียกร้องเชิญชวนและสิ่งที่เขาปฏิบัตินั้นเป็นวะฮีย.(วิวรณ์)ที่ถูกประทานลงมาให้แก่เขา

(ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 53 โองการที่ 3-4)

 

5. ในบท ยอห์น 14:26 ทำให้เรารู้อีกว่า  พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ  ที่จะมานี้ เขาจะให้เราได้ระลึกถึงทุกสิ่งที่เยซูได้กล่าวไว้แก่เราแล้ว ซึ่งข้อความนี้บ่งเป็นนัยๆว่า คำสอนที่แท้จริงที่พระเยซูได้เคยสอนเอาไว้นั้นจะถูกลืมเลือนไป ผู้คนต่างหลงลืม หรือไม่ก็เข้าใจผิดเพี้ยนไปจากคำสอนเดิมๆที่เยซูได้เคยสอนเอาไว้ ด้วนเหตุนี้ ศาสดาผู้ที่จะมานี้จึงต้องมาทำให้ ระลึกถึงทุกสิ่งที่เยซูได้สอนเอาไว้

6.พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจ  หรือ วิญญาณแห่งความจริง” (the Spirit of truth)ซึ่งเป็นศาสดา ที่จะมาหลังเยซูนี้  พระองค์จะทรงแจ้งให้เราทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น นั้นคือ จะมีบอกหรือพยากรณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า

7. ศาสดาผู้ที่จะมานี้ จะยอมรับและให้เกียรติ แก่เยซู  เมื่อพูดถึงตรงนี้ก็ทำให้เรานึกถึง บท 1 ยอห์น 4:1-3 ที่ได้บอกว่า วิญญาณ( ศาสดา) ที่แท้จริงนั้นจะต้องมายืนยันและยอมรับในตัวของเยซู

 

            ทั้งเจ็ดข้อทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นลักษณะที่จะบ่งบอกถึง ศาสดาที่จะมาหลังจากพระ

 

=================================.

 

ถามว่า ถ้าคุณมีคนรับใช้คนหนึ่ง สมมุติว่าชื่อ นาย ก. ที่อยู่กับคุณตลอด  คอยช่วยเหลือคุณตลอด  และผมก็พูดกับคุณว่า ผมจะส่งคนรับใช้อีกหนึ่งมาให้คุณ   คุณจะเข้าใจไหมว่า คนรับใช้คนนั้นก็คือ นาย ก.  หรือ คุณจะเข้าใจโดยปริยาย โดยสามัญสำนึกว่า คนรับใช้คนนั้น คืออีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่นาย ก. อย่างแน่นอน 

 

 ถามว่า พระเยซูตามควมเชื่อของชาวคริสต์แล้ว ถือว่าเป็น พระบิดา หรือ พระบุตร หรือ พระจิต ( พระวิญญาณบริสุทธิ) แน่นอน คำตอบที่จะได้รับก็คือ พระเยซูถือว่าเป็นพระบุตร  เมื่อเป็นเช่นนี้  ในตอนที่พระเยซูพูดว่า  “ ฉันจะขอต่อพระบิดาเพื่อให้ส่งพระผู้ช่วยอีกท่านหนึ่งมา ”  คำถามก็คือ  นั่นหมายความว่า พระเยซูกำลังขอให้พระบิดาส่ง พระบุตรอีกท่านหนึ่งมาอย่างนั้นหรือ? แน่นอน ชาวคริสค์ไม่เชื่อเช่นนั้นอย่างแน่นอน  ... นั่นหมายความว่า  พระเยซูกำลังขอให้พระบิดาส่งพระจิต หรือ พระวิญญาณบริสุทธิอีกท่านหนึ่งมาอย่างนั้นหรือ...พระวิญญาณบริสุทธิมีมากกว่าหนึ่งท่านอย่างนั้นหรือ? แน่นอนชาวคริสต์ไม่เชื่อเช่นนั้นแน่

 

            เพราะฉะนั้น คำตอบที่มีเหตุผล และไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งก็คือ พระเยซู พูดในฐานะที่ตัวท่านเองเป็นพระผู้ช่วย หรือ ถ้าจะกล่าวอีกอย่างก็คือ ในฐานะศาสดา ที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระผู้เป็นเจ้าให้มาเผยแพร่ศาสนา โดยที่หลังจากท่านก็จะมี พระผู้ช่วย หรือ ศาสดาอีกท่านหนึ่งมา  ศาสดาที่พระผู้เป็นเจ้าแต่งตั้งมามีมากมาย และพระเยซูก็เป็นหนึ่งในบรรดาศาสดา ( ดั่งที่ไบเบิ้ลได้ยืนยันเอาไว้ว่า พระเยซูเป็นศาสดา) และหลังจากท่านก็จะมีศาสดาอีกท่านหนึ่งมา ตามการยืนยันของพระเยซู

 

 

การค้นพบคัมภีร์ไบเบิ้ลครั้งยิ่งใหญ่

 

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการค้นพบไบเบิ้ลโบราณที่ถูกเขียนด้วยลายมือทำให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นใน คริตจักร ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับนี้สนับสนุนหลักคำสอนที่สำคัญที่สุดของอิสลาม นั่นก็คือ การศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นในขณะเดียวกันไบเบิ้ลฉบับนี้ก็กลับหักล้างความเชื่อหลักของคริสต์เตียนเช่นกันนั่นก็คือ การเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า

 

ข้อมูลเราได้รับจากไบเบิ้ลที่ถูกค้นพบฉบับนี้คือ  

1.         เป็นหนังสือโบราณเก่าแก่อายุ 1500 ปี มีคำสอนของพระเยซูในยุคต้นๆเก็บอยู่รวมถึงได้บอกถึงการมาของมุฮัมหมัดเอาไว้

2.         ไบเบิ้ลฉบับนี้มีปกเป็นหนังหุ้มเอาไว้และถูกเขียนลงบนหนังสัตว์ ถูกค้นพบที่ประเทศตุรกี โดยตำรวจเป็นผู้ค้นพบได้ในระหว่างที่มีการปฎิบัติการกวาดล้างผู้ลักลอบนำสิ่งของออกนอกประเทศ ในปี 2000

3.         หลังจากนั้นเป็นต้นมาไบเบิ้ลฉบับนี้ได้รับการเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีจนถึงปี 2010 จากนั้นไบเบิ้ลฉบับนี้ก็ได้ถูกมอบให้กับพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับมานุษยวิทยา (วิชาแขนงหนึ่งซึ่งศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์ต่างๆ)   

4.         ทางวาติกันได้ร้องขอไบเบิ้ลฉบับนี้เพื่อตรวจสอบดูอย่างเป็นทางการ

5.         ไบเบิ้ลฉบับนี้ยืนยันว่าพระเยซูนั้นเป็นมนุษย์ไม่ใช่พระเจ้า     

6.         หนังสือโบราณฉบับนี้ที่ตีเป็นมูลค่าได้ 14 ล้านปอนด์ ถูกเขียนในภาษาท้องถิ่นของพระเยซู นั่นคือภาษาอราเมอิค มีหลักคำสอนของพระเยซูในยุคต้นระบุเอาไว้

7.         ไบเบิ้ลฉบับนี้ปฎิเสธความเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ (Trinity) และเรื่องการที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน และยังบอกให้รู้ถึงท่านนบีมุฮัมหมัดที่จะมาในอนาคต

8.         ในตอนหนึ่งของไบเบิ้ลฉบับนี้ มีกล่าวเอาไว้ว่าพระเยซูได้กล่าวว่ากับบาทหลวงคนหนึ่งว่า พระเมซิอาร์จะถูกเรียกว่าอย่างไร  มุฮัมหมัดคือชื่ออันเป็นมงคลของเขา  

 

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330318994&grpid=03&catid=03

 

http://archaeologynewsnetwork.blogspot.com/2012/02/more-on-1500-year-old-gospel-kept-in.html

http://news.xinhuanet.com/english/world/2012-02/25/c_131430464.htm

 

http://www.todayszaman.com/news-272446-1500-year-old-handwritten-bible-includes-depiction-of-last-supper.html

 

http://english.cri.cn/6966/2012/02/25/2724s683103.htm