บทพิสูจน์จากคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าพระเยซูไม่ได้ถูกตรึงตายบนไม้กางเขน

บทพิสูจน์จากคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าพระเยซูไม่ได้ถูกตรึงตายบนไม้กางเขน

 

            บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อชี้แจงจุดยืนของมุสลิมที่มีต่อท่านนบีอีซา ( เยซู) ว่าท่านนั้นไม่ได้ถูกตรึงตายบนไม้กางเขนแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่เป็นมุสลิมแล้ว ประเด็นนี้เป็นที่ชัดเจน ไม่มีข้อสงสัยแต่อย่างใด เพราะคัมภีร์อัลกุรอานได้ยืนยันเอาไว้ชัดเจน แต่สำหรับพี่น้องชาวคริสต์แล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ แต่ตรงกันข้าม พี่น้องชาวคริสต์ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า พระเยซูนั้นได้ถูกตรึงตายบนไม้กางเขน เพื่อเป็นการไถ่บาปให้แก่มนุษย์ทั้งหลายที่ศรัทธาเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงพบว่า ความเชื่อของมุสลิม กับ ความเชื่อของพี่น้องชาวคริสต์ขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้คัมภีร์อัล-กุรอานพิสูจน์ให้พี่น้องชาวคริสต์ดู ก็คงจะไมได้ผล เพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าคัมภีร์อัล-กุรอานมาจากพระผู้เป็นเจ้า เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ พิสูจน์ให้พี่น้องชาวคริสต์ได้เห็นจากคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่พวกเขาเชื่อว่ามาจากพระเจ้า

 

            จุดยืนของอิสลามที่มีต่อคัมภีร์ไบเบิ้ล

           

            หลักการศรัทธาข้อหนึ่งที่สำคัญของอิสลามก็คือ มุสลิมทุกคนจะต้องศรัทธาต่อคัมภีร์ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานมาให้ศาสดาทั้งหลายที่มีมาก่อนหน้าท่านศาสดามุฮัมหมัด และที่มีปรากฏชื่ออยู่ในคัมภีร์อัล-กุรอานมี อยู่ 4เล่มด้วยกัน นั่นคือ คัมภีร์ ซะบูร ซึ่งถูกประทานมาให้กับศาสดา ดาวูด หรือ เดวิด คัมภีร์ เตารอต หรือ โตราฮฺ ซึ่งถูกประทานมาให้ศาสดา มูศา หรือ โมเสส คัมภีร์ อิลญีล ซึ่งถูกประทานมาให้ศาสดา อีซา หรือ เยซู และคัมภีร์เล่มสุดท้าย คือคัมภีร์อัล-กุรอานซึ่งถูกประทานมาให้แก่ท่านศาสดามุฮัมหมัด ( ขอความสันติจงมีแด่ท่านศาสดาเหล่านี้ด้วยเถิด)   มาถึงตรงนี้สิ่งที่จะต้องชี้แจงและทำความเข้าใจก็คือว่า อิสลามไม่เชื่อว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีในปัจจุบันนี้ คือคัมภีร์อิลญีลที่พระเยซูได้รับ หากแต่ว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ผ่านการถูกเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง แก้ไขมาโดยตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิชาการชาวคริสต์ที่เชี่ยวชาญในคัมภีร์ไบเบิ้ลก็รับทราบและรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นคัมภีร์อิลญีลฉบับที่แท้จริงที่พระเยซูได้รับมาจากพระผู้เป็นเจ้านั้นได้สูญหายไปหมดแล้ว แต่กระนั้นก็ตาม อิสลามเชื่อว่า ยังอาจจะมีอยู่บางข้อความในคัมภีร์ไบเบิ้ลที่สามารถถือได้ว่าเป็นข้อความที่ถูกต้องแท้จริง ที่อาจจะมาจากพระผู้เป็นเจ้า  แต่ทั้งหมดเล่มนั้นไม่ใช่อย่างแน่นอน  เพราะฉะนั้นข้อความไหนก็ตามของคัมภีร์ไบเบิ้ลที่สอดคล้องกับคัมภีร์อัล-กุรอาน เรามุสลิมยอมรับว่าข้อความนั้นถูกต้อง และเป็นจริง

 

             คัมภีร์อัล-กุรอาน บทที่2 โองการที่ 111 ได้กล่าวเอาไว้ซึ่งมีความหมายเป็นภาษาไทยว่า :  และพวกเขากล่าวว่า จะไม่มีใครเข้าสวรรค์เลย นอกจากผู้ที่เป็นยิวหรือเป็นคริสเตียนเท่านั้น นั่นคือความเพ้อฝันของพวกเขา จงกล่าวเถิด (มูฮัมมัด) ว่า พวกท่านจงนำหลักฐานของพวกท่านมา ถ้าพวกท่านเป็นผู้พูดจริง ”  เราจะเห็นได้ว่าคัมภีร์อัล-กุรอานได้ท้าให้นำหลักฐานมายืนยัน ถ้าหากสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นเป็นความจริง และเเมื่อเราถามชาวคริสต์ว่า ท่านมีหลักฐานอะไรมายืนยันว่าพระเยซูได้ถูกตรึงตายบนไม้กางเขน  คำตอบที่เราจะได้รับก็คือ ชาวคริสต์จะพูดว่า “ คัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกเอาไว้อย่างนั้น คัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกเอาไว้อย่างนี้”  เมื่อหลักฐานชิ้นเด็ดของชาวคริสต์ในเรื่องการถูกตรึงของพระเยซูบนไม้กางเขน คือคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว  เราจะรับเอาคำกล่าวอ้างนั้นไว้โดยไม่ตรวจสอบ หรือพิสูจน์หลักฐานที่ชาวคริสต์ได้หยิบยกมาอ้างอย่างนั้นหรือ?.... เปล่าเลย แต่ตรงกันข้ามเราจะต้องพิสูจน์และตรวจสอบหลักฐานที่ชาวคริสต์หยิบยกมาอ้างดู เพื่อที่จะรู้ถึงข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นไร ถึงแม้อิสลามจะไม่เชื่อว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีในปัจจุบันทั้งหมดมากจาพระผู้เป็นเจ้าก็ตาม แต่สำหรับพี่น้องชาวคริสต์แล้ว คัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นมาจากพระเจ้าเพราะฉะนั้นจึงเชื่อในสิ่งที่มีกล่าวเอาไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ล ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องพิสูจน์จากคัมภีร์ไบเบิ้ลให้พี่น้องชาวคริสต์ได้เห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว พระเยซูหาได้ถูกตรึงตายบนไม้กางเขนไม่ ซึ่งถ้าเราอ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลอย่างวิเคราะห์ แบบไม่ฉาบฉวยเราก็จะพบความจริงข้อนี้ได้ดี ต่อไปนี้จะเป็นการวิเคราะห์เพื่อค้นหาความจริงในเรื่องนี้

 

            คำถามที่เราจะต้องเป็นประการแรกเพื่อที่จะนำไปสู่ความจริง ก็คือ ร่างของมนุษย์เรานั้นมีเนื้อ มีหนัง มีกระดูก แต่ร่างของทูตสวรรค์ล่ะจะมีสภาพเหมือนมนุษย์เราหรือเปล่า ถ้าไม่เหมือนมนุษย์แล้วร่างของฑูตสวรรค์จะมีสภาพเป็นเช่นไร.... คำตอบก็เป็นที่รู้กันดีว่า คือร่างของทูตสวรรค์จะมีสภาพเหมือนวิญญาณ

 

คำถามต่อมาก็คือ  ตามคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้วเมื่อคนหนึ่งคนใดได้ตามไปแล้ว เขาผู้นั้นจะต้องฟื้นขึ้นมาจากความตายหรือไม่ หรือว่าตายแล้วก็จบกันไปไม่ต้องฟื้นขึ้นมารับผลตอบแทนที่ตัวเองได้ทำกันไว้ขณะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้... คำตอบที่เราได้รับก็คือ คนๆนั้นจะต้องฟื้นขึ้นมาจากความตายอย่างแน่นอน เพื่อมารับผลตอบแทนที่ตัวเองได้ทำเอาไว้บนโลกนี้  คำถามต่อมาก็คือ  ผู้ที่ตายไปแล้ว เขาจะฟื้นขึ้นมาในสภาพที่ร่างของเขาเป็นเช่นไร... ตรงนี้เราไม่สามารถมานั่งเดากันเอาเองได้ แต่จะต้องอาศัยตัวบทหลักฐานจากคัมภีร์ไบเบิ้ล เราพบว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกเราเอาไว้ใน ลูกา 20:36  และเขาจะตายอีกไม่ได้ เพราะเขาเป็นเหมือนทูตสวรรค์ เป็นบุตรของพระเจ้า ด้วยว่าเป็นลูกแห่งการฟื้นขึ้นมาจากความตาย   นั้นก็คือ ร่างที่ฟื้นขึ้นมาจากความตายแล้ว จะมีสภาพร่างที่เหมือนกันกับทูตสวรรค์ซึ่งมีสภาพเป็นวิญญาณ   และที่สำคัญ เปาโลก็ได้ยืนยันเรื่องนี้เอาไว้โดยที่ได้กล่าวว่า:

1 โครินธ์

15:42 การซึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตายนั้นก็เหมือนกัน สิ่งที่หว่านลงนั้นเป็นของที่จะเปื่อยเน่า สิ่งที่เป็นขึ้นมาใหม่นั้นก็จะไม่รู้จักเปื่อยเน่า

15:43 สิ่งที่หว่านลงนั้นไร้เกียรติ สิ่งที่เป็นขึ้นมาใหม่ก็จะมีสง่าราศี สิ่งที่หว่านลงนั้นอ่อนกำลัง สิ่งที่เป็นขึ้นมาใหม่ก็จะมีอำนาจ

15:44 สิ่งที่หว่านลงนั้นก็เป็นกายธรรมดา สิ่งที่เป็นขึ้นมาก็จะเป็นกายวิญญาณ กายธรรมดามี และกายวิญญาณก็มี

 

            เพราะฉะนั้นเราจึงสรุปได้ว่าร่างที่ฟื้นขึ้นจากความตายนั้นจะมีสภาพเป็นวิญญาณ ประเด็นต่อมาก็คือ ในภาษาอังกฤษมีคำอยู่คำหนึ่งก็คือ Crucifixion ซึ่งมีความหมายว่า การถูกตรึงจนตายบนไม้กางเขน  แต่ถ้าถูกตรึงแต่ไม่ตาย เช่นนี้จะไม่ถูกเรียกว่าCrucifixion  และอีกคำหนึ่งก็คือ  Resurrection ซึ่งหมายถึง การฟื้นเป็นขึ้นมาจากความตาย”  เพราะฉะนั้นคนๆหนึ่งจะฟื้นขึ้นมาจากความตายได้ก็ต่อเมื่อเขาผู้นั้นจะต้องผ่านการตายไปก่อน เพราะผู้ที่ยังไม่ได้ตายแล้วจะเรียกว่าฟื้นขึ้นมาจากความตายได้อย่างไร

 

            คริสต์มีความเชื่อว่า พระเยซูถูกตรึงตายบนไม้กางเขนเพื่อเป็นการล้างบาป และนี้ถือเป็นความเชื่อหลักของชาวคริสต์   เพราะตามคำสอนของเปาโลแล้ว ถ้าพระเยซูไม่ตายบนไม้กางเขนแล้วละก็ ทุกอย่างจะถือว่าไร้ผล เปาโลได้บอกว่า : 1 โครินธ์15:14 “ ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงเป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็เปล่าประโยชน์ ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็เปล่าประโยชน์ด้วย ” 

 

        แต่กระนั้นก็ตามเมื่อเราวิเคราะห์จากคัมภีร์ไบเบิ้ลดู เราพบว่าความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะตามคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขนจริงแต่ไม่ตาย  เพราะฉะนั้นพระเยซูจึงไม่ได้ตาย แต่เพียงแค่สลบไปเท่านั้นเอง ซึ่งในภาษาอังกฤษจะมีคำที่ใช้เรียกอาการเช่นนี้ว่า “ Resuscitation”  และเราก็ได้รู้ได้เห็นกันหลายต่อหลายเหตุการณ์ด้วยกันที่ แพทย์ยืนยันว่าคนๆนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว ( ภาษาอังกฤษเรียกว่า “ Clinical death ” อ่านรายละเอียดได้ที http://en.wikipedia.org/wiki/Clinical_death ) แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะคนๆนั้นยังมีชีวิตอยู่ ... นี่แพทย์ยืนยัน ยังมีการผิดพลาดได้ แล้วนับภาษาอะไรกับคนธรรมดาๆทั่วไปที่เห็นคนๆหนึ่งสลบแต่คิดว่าเขาผู้นั้นได้ตายไปแล้ว 

 

             คัมภีร์ไบเบิ้ลได้เล่าให้เราฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่พระเยซูถูกนำลงมาจากไม้กางเขนดังต่อไปนี้:

 

ลูกา:

24:36 เมื่อเขาทั้งสองกำลังเล่าเหตุการณ์เหล่านั้น พระเยซูเองทรงยืนอยู่ที่ท่ามกลางเขา และตรัสกับเขาว่า "ท่านทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด"

24:37 ฝ่ายเขาทั้งหลายสะดุ้งตกใจกลัวคิดว่าเห็นวิญญาณ

 

            ( ตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าสาวกของพระเยซูนั้นคิดว่าพระเยซูได้ถูกตรึงตายไปแล้วจริงๆบนไม้กางเขน สาเหตุที่พวกเขาคิดไปเช่นนั้นก็เพราะพวกเขานั้นไม่ได้เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเยซูด้วยตัวของพวกเขาเอง เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกให้เรารู้ว่าไว้ในมาระโก 14:50 “แล้วสาวกทั้งหมดได้ละทิ้งพระองค์ไว้และพากันหนีไป ” ด้วยเหตุนี้เองเหตุการณ์ทั้งหมดที่พวกเขารู้จึงได้มาจากการได้ฟังกันต่อๆมา โดยไม่ได้เห็นด้วยตัวเอง โดยที่พวกเขาได้ยินกันมาว่าพระเยซูได้ตายบนไม้กางเขน  ดังนั้นเมื่อพระเยซูมาปรากฏอยู่ต่อหน้าเขา เขาก็ต้องตกใจเป็นเรื่องธรรมดา และคิดไปว่าที่ปรากฏอยู่นั้นคือ วิญญาณของพระเยซูที่ตายไปแล้ว เป็นธรรมดาที่ถ้าเราได้ข่าวมาว่าใครคนใดคนหนึ่งได้ตายไปแล้ว แต่อยู่ๆเขาคนนั้นก็มาปรากฏตัวต่อหน้าเรา เราก็ย่อมจะต้องตกใจเป็นธรรมดา สาวกของพระเยซูก็เหมือนกัน ที่คิดว่าตัวเองได้เห็นวิญญาณของพระเยซู ด้วยเหตุนี้เองพระเยซูจึงต้องชี้แจงและขจัดความเข้าใจผิดของสาวกของท่านด้วยตัวท่านเอง โดยพูดว่า:

 

24:38 พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า "ท่านทั้งหลายวุ่นวายใจทำไม เหตุไฉนความคิดสนเท่ห์จึงบังเกิดขึ้นในใจของท่านทั้งหลายเล่า

24:39 จงดูมือของเราและเท้าของเราว่า เป็นเราเอง จงคลำตัวเราดู เพราะว่าวิญญาณไม่มีเนื้อและกระดูกเหมือนท่านเห็นเรามีอยู่นั้น"

( จะเห็นได้ว่า พระเยซูได้ท้าให้สาวกเข้ามาพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าท่านนั้นไม่ใช่วิญญาณ โดยให้จับมือ จับเท้าดู เพราะท่านยังเป็นเนื้อเป็นกระดูกอยู่  และพระเยซูยังชี้แจงให้เรารู้อีกว่า วิญญาณนั้นจะไม่มีเนื้อและกระดูก  แต่พระเยซูนั้นยังมีเนื้อมีกระดูกอยู่ ยังไม่ได้เป็นวิญญาณ ท่าน ยังไม่ได้ตายแต่อย่างใด ไบเบิ้ลเล่าให้ฟังต่อไปว่า

24:40 เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้ว พระองค์ทรงสำแดงพระหัตถ์และพระบาทให้เขาเห็น

24:41 เมื่อเขาทั้งหลายยังไม่ปลงใจเชื่อ เพราะเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างเหลือเชื่อ และกำลังประหลาดใจอยู่ พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า "พวกท่านมีอาหารกินที่นี่บ้างไหม"

24:42 เขาก็เอาปลาย่างชิ้นหนึ่งกับรวงผึ้งชิ้นหนึ่งมาถวายพระองค์

24:43 พระองค์ทรงรับมาเสวยต่อหน้าเขาทั้งหลาย

( จะเห็นได้ว่า พระเยซูยังไม่ให้ข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งแก่สาวกของท่าน โดยท่านกินให้ดูต่อหน้าพวกเขา เพราะวิญญาณนั้นจะไม่ต้องการกินอะไรอีกต่อไป แต่ท่านยังอยู่ในร่างที่มีเนื้อมีกระดูก ยังไม่ได้อยู่ในสภาพที่เป็นวิญญาณแต่อย่างใด กล่าวคือท่านยังไม่ได้ตาย)

 

            หลักฐานจากคัมภีร์ไบเบิ้ลข้างต้นเราจะเห็นว่า พระเยซูไม่ได้ตายแต่อย่างใด  และในเมื่อท่านยังไม่ได้ตาย แล้วท่านจะฟื้นขึ้นจากความตายได้อย่าง  เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลระบุเอาไว้ว่าร่างที่ฟื้นขึ้นจากความตายนั้น จะมีสภาพเป็นวิญญาณ ซึ่งพระเยซูปฏิเสธว่า ท่านนั้นไม่ใช่วิญญาณ  ท่านยังอยู่ในร่างที่มีชีวิตอยู่ ที่ยังมีเนื้อมีหนังอยู่ ดั่งที่ได้อธิบายมาแล้ว

 

ต่อไปนี้เป็นข้อความของบทลูกา ในไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษ บทที่ 24 ข้อที่ 36-43

 

36And as they thus spake, Jesus himself stood in the midst of them, and saith unto them, Peace be unto you.

 37But they were terrified and affrighted, and supposed that they had seen a spirit.

 38And he said unto them, Why are ye troubled? and why do thoughts arise in your hearts?

 39Behold my hands and my feet, that it is I myself: handle me, and see; for a spirit hath not flesh and bones, as ye see me have.

 40And when he had thus spoken, he shewed them his hands and his feet.

 41And while they yet believed not for joy, and wondered, he said unto them, Have ye here any meat?

 42And they gave him a piece of a broiled fish, and of an honeycomb.

 43And he took it, and did eat before them.

 

ผ้าห่อศพที่ถูกคลายออก

 

        ชายคนหนึ่งถูกลงความเห็นว่าตาย และถูกห่อด้วยผ้าห่อศพ  แต่ในความเป็นจริงแล้วเขายังไม่ตาย ถามว่าเขาผู้นั้นจะต้องพยายามคลี่หรือคลายผ้าที่ห่อตัวเขาออกไหม?... คำตอบก็คือ แน่นอน เขาจะต้องพยายามแก้ผ้าที่ห่อตัวเขาอยู่ออก เพราะเขายังไม่ตาย เขายังอยู่ในร่างที่เป็นเนื้อเป็นหนังอยู่  เพราะฉะนั้นผ้าที่ห่อตัวเขาอยู่จึงเป็นอุปสรรคต่อเขา แต่ถ้าเขาผู้นั้นตายไปแล้ว แน่นอนร่างของเขาจะมีสภาพเป็นวิญญาณซึ่งก็ไม่มีอะไรจะมาเป็นอุปสรรคขัดขวางเขาได้   เมื่อเราอ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลดูแล้ว เราพบว่า เมื่อแมริแมกดารินไปที่หลุมศพ นางพบว่า มีผ้าห่อศพถูกวางกองอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้คำถามก็คือ  ทำไมผ้าห่อศพต้องถูกคลี่ออกด้วย เพราะร่างที่ฟื้นจากความตายนั้นจะมีสภาพเป็นวิญญาณ ผ้าห่อศพไม่ใช่อุปสรรคที่จะขัดขวางแต่อย่างใด ไม่มีความจำเป็นเลยที่ต้องคลายผ้าออก?... คำตอบก็คือ ก็เพราะพระเยซูยังไม่ได้ตาย จึงต้องคลี่ผ้าห่อศพออก

โยนาในท้องปลาวาฬ กับ เยซูในหลุมฝังศพ

 

            คัมภีร์ไบเบิ้ลได้เล่าให้เราฟังว่า พวกยิวในสมัยเยซูนั้นได้มาหาเยซูเพื่อที่จะทดสอบพระเยซู  โดยขอให้เยซูแสดงหมายสำคัญ( ปาฏิหาริย์)ให้พวกเขาดู ไบเบิ้ลได้เล่าเอาไว้ว่า:

มัทธิว 12:38 คราวนั้นมีบางคนในพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีทูลว่า "อาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าอยากจะเห็นหมายสำคัญจากท่าน"
12:39 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า "คนชาติชั่วและเล่นชู้แสวงหาหมายสำคัญ และจะไม่ทรงโปรดให้หมายสำคัญแก่เขา เว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนาห์ศาสดาพยากรณ์
12:40 ด้วยว่า `โยนาห์ได้อยู่ในท้องปลาวาฬสามวันสามคืน' ฉันใด บุตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดินสามวันสามคืนฉันนั้น

 

            เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวดียิ่งขึ้น เราจะต้องรู้ถึงศาสดาโยนาห์กันเสียก่อนซึ่งเรื่องนี้สามารถอ่านได้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลบท โยนาห์ โดยจะเล่าเรื่องราวเอาไว้โดยละเอียด  เรื่องราวโดยเคร่าๆก็มีอยู่ว่า ศาสดาโยนาห์ถูกพระผู้เป็นเจ้าใช้ให้ไปเผยแพร่ศาสนาที่ นีนะเวห์  แต่ท่านไม่ยอมไปแต่กลับนั่งเรือไปที่ เมืองทารชิชแทน ในขณะที่นั่งเรืออยู่นั้น ก็ได้เกิดพายุขึ้น คนในเรือก็เริ่มทิ้งสัมภาระลงทะเล เพื่อให้ป้องกันมิให้เรือล้ม แก่กระนั้นก็ตาม พายุก็ยังไม่สงบลง สุดท้ายก็จะต้องจับสลากกันเพื่อที่จะต้องมีคนๆที่จะต้องถูกทิ้งลงทะเล เพื่อให้พายุสงบลง เพราะคนสมัยนั้นมีความเชื่อกันว่า ใครก็ตามที่หนีไปจากเจ้านายของเขาย่อมจะเป็นเหตุทำให้เกิดพายุขึ้น เพราะฉะนั้นวิธีที่จะทำให้พายุสงบลงได้ก็คือ คนๆนั้นที่หนีเจ้านายมาจะต้องถูกทิ้งลงทะเล ซึ่ง โยนาห์เองก็รู้ตัวเองดีว่าตัวเองได้ฝ่าฝืนพระเจ้า จึงได้เสนอตัวเองให้ถูกทิ้งลงทะเล แต่คนที่อยู่ในเรือ เห็นว่าโยนาห์เป็นคนดีจึงไม่ทำเช่นนั้น แต่ใช้วิธีจับฉลากแทน ทุกครั้งที่จับออกมาก็ได้แต่โยนาห์  สุดท้ายโยนาห์ก็ถูกโยนลงทะเลโดยความสมัครใจของตัวเอง ไม่มีการต่อสู้กันแต่อย่างใด  เมื่อโยนาห์ได้ถูกโยนลงไปในทะเลแล้ว ปลาวาฬก็ได้กลืนโยนาห์เข้าไปในท้อง โยนาห์อยู่ในท้องปลา สามวัน สามคืนโดยในขณะที่อยู่ในท้องปลาโยนาห์ก็ได้ขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้า  จากนั้นปลาก็คลาย โยนาห์ออกมา เมื่อได้ฟังเรื่องแล้ว คำถามที่จะต้องถามก็คือ :

1. ในขณะที่โยนาห์ถูกโยนลงทะเลนั้น โยนาห์ยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว? ....คำตอบคือ มีชีวิตอยู่

2. ในขณะที่โยนาห์ถูกปลากลืนเข้าไปอยู่ในท้อง เป็นเวลา สามวันสามคืนนั้น โยนาห์ยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายแล้ว?....คำตอบก็คือ มีชีวิตอยู่

3.ในขณะที่โยนาห์ขอพรต่อพระเจ้าอยู่ในท้องปลา โยนาห์ยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายแล้ว?... คนตายไปแล้วจะขอพรได้ด้วยหรือ?... คำตอบก็คือ มีชีวิตอยู่

4. ในขณะที่ปลาได้คลายโยนาห์ออกมาบนฝั่ง โยนาห์ยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายแล้ว?....คำตอบก็คือ มีชีวิตอยู่

 

            จะสังเกตได้ว่าคำตอบที่เราได้รับก็คือ ยังมีชีวิตอยู่  ยังมีชีวิตอยู่  ยังมีชีวิตอยู่ และก็ยังมีชีวิตอยู่  และตรงนี้ นี่แหละที่เป็นปาฏิหาริย์โดยแท้จริงของโยนาห์ เพราะในความเป็นจริงแล้วโยนาห์สมควรจะต้องตายอย่างแน่นอน  ท่านถูกทิ้งลงทะเล ถูกปลากลืนเข้า ไปอยู่ในท้อง  แน่นอนใครก็ตามที่ประสบกับสภาพเช่นนี้ที่โยนาห์ประสบจะต้องตายอย่างแน่นอน ถ้าตายก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกอะไร เพราะสภาพเช่นนี้ไปเล่าให้ใครฟังทุกคนก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องตายอย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่ตาย... นี่ซิถึงจะเรียกว่าเป็น ปาฏิหาริย์ อย่างแน่นอน.... แต่พอเราถามชาวคริสต์ว่า พระเยซูสภาพเป็นอย่างไรในหลุมฝังศพ เรากลับได้รับคำตอบว่า “ ตาย” เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะเป็นปาฏิหาริย์ได้อย่างไร และพระเยซูจะเหมือนกับโยนาห์ได้อย่างไร เพราะพระเยซูได้บอกเอาเองว่า “โยนาห์ได้อยู่ในท้องปลาวาฬสามวันสามคืน' ฉันใด บุตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดินสามวันสามคืนฉันนั้น โยนาห์สมควรที่จะต้องตายแต่รอดตายมาได้ นี้คือหมายสำคัญของโยนาห์  เช่นเดียวกัน เยซูถูกนำไปตรึงไว้บนไม้กางเขนโดยทั่วไปก็น่าจะตาย  แต่ก็สามารถรอดตายมาได้ซิ ถึงจะเรียกว่าเป็นหมายสำคัญหรือ ปาฏิหาริย์เหมือนโยนา แต่เมื่อ เราถามชาวคริสต์ กลับได้รับคำตอบว่า พระเยซูตาย ... ถามว่าถ้าตายแล้วจะมีปาฏิหาริย์ตรงไหน  เมื่อมาถึงทางตัน คริสต์หลายๆคนก็จะอ้างว่า “ พระเยซูมีสภาพเหมือนกับโยนาห์ นั้นคือ โยนาห์อยู่ในท้องปลา สามวัน สามคืน พระเยซูก็อยู่ในหลุมศพ สามวัน สามคืนเช่นกัน” แต่คำถามที่จะต้องถามกลับก็คือ การได้ไปอยู่ใน หลุมศพ สามวัน สามคืน นั้นมีอะไรที่ให้เป็นปาฏิหาริย์ตรงไหนหรือ มีอะไรแปลกตรงไหนหรือ ?   เราก็รู้ความหมายของคำว่า หมายสำคัญ หรือ ปาฏิหาริย์กันดี  นั้นคือ สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ไม่น่าจะเป็นขึ้นอย่างแน่นอน แต่ก็เกิดขึ้น ซึ่งขัดกันกฎและสภาพของความเป็นจริงที่สมควรจะเป็น เช่น คนๆหนึ่งตามกฎทั่วไปแล้วเขาต้องตายอย่างแน่นอน แต่แล้วกลับไม่ตาย อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าหมายสำคัญ หรือปาฏิหาริย์ แต่ไม่มีอะไรที่จะให้เรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์ได้เลย กับการที่คนๆหนึ่งเข้าไปอยู่ในหลุมฝังศพเป็นเวลา สามวัน สามคืน

 

             แต่กระนั้นก็ตามเมื่อเรา วิเคราะห์ดูคำกล่าวอ้างของคริสต์ที่ว่า  “ พระเยซูมีสภาพเหมือนกับโยนาห์ นั้นคือ โยนาห์อยู่ในท้องปลา สามวัน สามคืน พระเยซูก็อยู่ในหลุมศพ สามวัน สามคืนเช่นกัน” เรากลับพบว่าในความเป็นจริงแล้ว พระเยซูก็ไม่ได้อยู่ในหลุมฝังศพเป็นเวลา สามวัน สามคืน ตามคำกล่าวอ้าง เพราะถ้าเราอ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลเราจะพบว่า พระเยซูถูกนำลงไปอยู่ในหลุมฝั่งศพในวันศุกร์ช่วงเย็น และ เช้าวันอาทิตย์เมื่อแมรี่แมกดารินไปที่หลุมฝังศพ ปรากฏว่าพระเยซูไม่ได้อยู่ในหลุมศพแล้ว  ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าพระเยซูออกไปตั้งแต่วันเสาร์ อาจจะเป็นช่วง เช้า กลางวัน หรือ ช่วงเย็น หรือ อาจจะเป็นช่วงกลางคืนก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ในเมื่อไบเบิ้ลไม่ได้บอกเอาไว้ เพราะฉะนั้นเราเอาเฉพาะสิ่งที่มีหลักฐานยืนยันไว้เพียงเท่านั้น โดยจะไม่ไปสันนิษฐานอะไรโดยที่ปราศจากหลักฐาน ดังนั้นอย่างมากที่สุดที่พระเยซูอยู่ในหลุมศพก็คืออยู่จนถึงวันอาทิตย์ตอนเช้า   เพราะฉะนั้นถ้าเรานับดูด้วยใจที่เป็นกลางแบบสุดๆ เราก็จะพบว่า ถึงจะอย่างไรก็ตาม แต่พระเยซูก็ไม่ได้อยู่ในหลุมศพ สามวัน สามคืน เหมือนกับที่ โยนาห์อยู่ในท้องปลา สามวันสามคืน แต่จากการวิเคราะห์เราพบว่าอย่างมากที่สุดพระเยซูอยู่ในหลุมศพเป็นระยะเวลา  3 วัน 2 คืน ไม่ใช่  3 วัน 3 คืน  ตามที่ได้มีบอกเอาไว้  ก็สรุปได้ว่าไม่ว่าจะไปทางไหนก็เข้าสู่ทางตันทั้งคู่ สรุปแล้ว เรื่องของโยนาห์ในท้องปลา และเยซูในหลุมฝั่งศพนี้ เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่า ตามหลักฐานจากคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน แต่สามารถรอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ เหมือนกับศาสดาโยนาห์