แนวความเชื่อที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้

แนวความเชื่อที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้

แล้วคุณล่ะ อยู่ในแนวความเชื่อไหน?

 

ชะรีฟ วงศ์เสงี่ยม

 

1. แนวทางที่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในเรื่องสวรรค์นรก เช่น อิสลามศาสนาคริสต์ แต่คริสต์กับอิสลามก็มีความแตกต่างกันไปในรายละเอียดในเรื่องพระเจ้า เพราะคริสต์เอามนุษย์มาเป็นพระเจ้า ส่วนอิสลามเชื่อว่าพระเจ้าไม่อาจที่จะเป็นมนุษย์ได้ เพราะมีคุณลักษณะที่ขัดแย้งกัน

 2. แนวทางที่ไม่เชื่อในพระเจ้า แต่เชื่อในเรื่องสวรรค์ นรก เช่น ศาสนาพุทธ

 3. แนวทางของผู้ที่ไม่เชื่อทั้งในพระเจ้า สวรรค์ นรก กลุ่มคนนี้ได้แก่ผู้ที่ไม่เชื่อในศาสนาไหนเลย โดยจะเชื่อในลัทธิวิวัฒนาการ เชื่อว่ามนุษย์มาจากลิงซึ่งทฤษฎีนี้ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ไม่เชื่ออีกต่อไปแล้ว เพราะค้านกับข้อเท็จจริงหลายๆอย่างทางวิทยาศาสตร์        

4. แนวทางของผู้ที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระเจ้า นรก สวรรค์ จะมีหรือไม่มีก็ไม่สนใจ กลุ่มคนพวกนี้เป็นกลุ่มคนที่หลวมที่สุดในด้านเหตุผล ไร้ซึ่งความเป็นวิชาการ  

 

คำ ถามก็คือ เป็นไปได้ไหมที่ทุกแนวทางที่กล่าวมาจะถูกต้องทั้งหมด แน่นอนที่สุด สำหรับผู้ไม่หลอกตัวเองจะต้องตอบว่า ถ้าจะถูกก็จะต้องมีแนวทางเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกทั้งหมด เพราะมันขัดแย้งกัน ถ้าพิสูจน์แล้วว่าแนวทางกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดที่เชื่อในสวรรค์ถูก นั่นหมายความว่ากลุ่มที่ 3 และ 4  จะต้องได้รับความหายนะอย่างแน่นอน เจ็บปวด ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส อย่างแน่นอน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  แต่ ถ้ากลุ่มที่ 3 ถูกต้อง ก็ไม่ได้ทำให้กลุ่มที่ 1 และ 2 ได้รับอะไรเลย ก็แค่ตายและก็จบกันไป เพราะฉะนั้นกลุ่มที่เสี่ยงต่อความหายนะ เสี่ยงต่อการได้รับความ เจ็บปวด ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส คือ กลุ่มที่ 3 และ 4 

 

ที่กล่าวมานี้ยังไม่ได้วิเคราะห์ถึงรายละเอียดของกลุ่มที่มีความเชื่อในเรื่องสวรรค์ และ นรกว่าเป็นอย่างไร เพียง แต่เป็นการวิเคราะห์ที่จะเตือนสติ และกระตุ้นผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ 3 และ 4 ให้ได้พิสูจน์ความจริงอย่างไม่หลอกตัวเอง มิใช่เชื่อในแนวทางที่ 3 หรือ 4 เพียงเพราะมันง่ายและสบายมากที่สุด มันสอดคล้องกับอารมณ์ความต้องการมากที่สุด มันสอดคล้องกับอารมณ์ใฝ่ต่ำมากที่สุด ... ขอให้ผู้ที่เชื่อในแนวทางที่ 3 หรีอ 4 อย่าได้หลอก และปลอบประโลมใจตัวเองเช่นนั้นอีกต่อไป เพราะมันเป็นความเสี่ยงอย่างมหันต์ เสี่ยงเป็นอย่างมากที่ตัวท่านเองจะได้รับความ เจ็บปวด ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส  แต่ เราขอท้าให้กลุ่มคนที่เชื่อในแนวทางที่ 3 และ 4 ให้จงกล้าที่จะพิสูจน์ว่า แนวทางของที่ 1 และ 2 นั้นผิดพลาด ไร้สาระ ไร้เหตุผล โดยพิสูจน์อย่างเป็นวิชาการ อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่เอาอารมณ์ความต้องการของตัวเองเป็นพื้นฐานในการพิสูจน์ จงกล้าที่จะไปเรียนรู้ว่า ฝายแต่ละฝ่ายที่ยืนยันถึงการมีอยู่จริงของสวรรค์ และ นรก นั้นเขามีอะไรเป็นหลักฐานข้อพิสูจน์ อย่าทำตัวเหมือน คนๆหนึ่งที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ยืนยันกับเขาแล้วว่า เขานั้นกำลังเป็นโรคมะเร็ง แต่คนนั้นกลับพูดกลับไปในลักษณะที่ว่า ‘ ผมรู้สึกสบายดี และมีความสุขดี ครับหมอ ไม่เห็นจะมีอะไรผิดปรกติในร่างกายผมตรงไหนเลย’ และ ก็ไม่ได้ไปรักษาตามคำยืนยันของแพทย์ สุดท้ายก็ต้องประสบกับความหายนะ ต้องทนทุกข์กับโรคมะเร็งที่ไม่สามารถรักษาได้แล้ว แต่ต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวด นอนอยู่บนเตียงขยับไปไหนไม่ได้ และต้องตายลงในที่สุด  สาเหตุก็อันเนื่องมาจากเฉยเมย อวดดี อวดรู้ ไม่เชื่อผู้ที่มีความรู้ ข้อพิสูจน์  ถาม ว่ามีใครบ้างที่เมื่อแพทย์ได้ยืนยันกับเขาด้วยกับหลักฐานที่ชัดเจนแล้วว่า เขานั้นกำลังเป็นโรคมะเร็งอยู่ แต่เขาผู้นั้นกลับตอบหมอไปว่า ‘ ผม ไม่เชื่อคุณหมอหรอกครับ จนกว่าผมจะได้ไปสมัครเรียนแพทย์ ในสาขาที่เกี่ยวกับมะเร็งโดยตรง เพื่อที่ผมจะได้มาพิสูจน์ว่าสิ่งที่หมอบอกผมนั้นเป็นความจริงหรือไม่’ ถามว่าถ้าท่านผู้อ่านเจอคนประเภทนี้ ท่านจะว่าอย่างไร ? ... แน่นอนท่านจะต้องกล่าวว่า คนที่พูดเช่นนี้บ้าไปแล้วหรือเปล่า พูดอะไรไร้สาระเช่นนี้  ไม่มีใครทำอะไรบ้าๆเช่นนี้อย่างแน่นอน

 

ถามว่าผู้ที่รู้ทั้งรู้ว่าชีวิตตัวเองอยู่ในสภาพที่กำลังเสี่ยงที่จะได้รับความหายนะเป็นอย่างมาก  จะ ฉลาดไหม จะถือว่าเขาเป็นผู้ที่ มีเหตุผลไหมที่ จะยังคงชล่าใจ อุ่นใจ และ เฉยเมยอยู่อีก และถ้าผู้ที่เชื่อในแนวทางที่ 3 และ 4 จะดื้อดึงกล่าวอีกว่า ‘ ไม่เป็นไร ถ้าเราจะต้องตกนรกจริงๆเราก็ยอม ตกนรกหลายๆคนมีเพื่อนเยอะ’ คน ที่พูดเช่นนี้ ควรจะทำการทดสอบตัวเองดูก่อนว่า เอาเข้าจริงแล้วตนเองแน่จริงหรือเปล่ากับสิ่งที่ตนเองพูด โดยการจุดถ่านให้ติดไฟ และ กำถ่านไฟนั้นเอาไว้ให้ได้ เอาสักแค่ 2 นาที หรือ 5 นาทีหรือ นำเอาถ่านไฟไปตั้งบนศีรษะ ตั้งไว้สัก 2 หรือ 5 นาที ดูซิว่าจะทนได้หรือไม่ ถ้าทนไม่ได้แล้วจะพูดได้อย่างไรว่า ‘ ไม่เป็นไร ถ้าเราจะต้องตกนรกจริงๆเราก็ยอม ตกนรกหลายๆคนมีเพื่อนเยอะ’  เพราะฉะนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คนกลุ่มที่ 3 และ 4 นั้นอยู่ในสภาพที่เสี่ยงเป็นอย่างมาก  และไม่ใช่แนวทางของผู้ที่มีเหตุผล ผู้ที่รักตัวเองที่จะนำตัวเองไปสู่ความเสี่ยง   เพราะ ฉะนั้นอย่างที่ได้บอกไปข้างต้นว่า ผู้ที่อยู่ในแนวทางของกลุ่มที่ 3 และ 4 จะต้องเข้าไปพิสูจน์หลักฐานของฝ่ายที่ยืนยันว่า สวรรค์ และนรกนั้นมีอยู่จริง  และ หักล้าง หรือ โต้แย้งฝ่ายที่ที่ยืนยันว่า สวรรค์ และนรกนั้นมีอยู่จริง  ให้ได้อย่างเป็นวิชาการและ อย่างมีเหตุผล  แต่ถ้าตนเองไม่สามารถ โต้แย้ง หรือหักล้างได้แล้ว ก็จงเปลี่ยนความเชื่อของตนเองเสีย โดยเชื่อว่า สวรรค์ และ นรกนั้นมีอยู่จริง

 

ส่วน ผู้ที่เชื่อแล้วว่า สวรรค์ และ นรก นั้นมีอยู่จริงอาจจะตั้งคำถามว่า แล้ว จะเชื่อในสวรรค์ นรก ของศาสนาไหนดี เพราะศาสนา พุทธก็สอนเรื่องนรก สวรรค์ ศาสนา คริสต์ และอิสลามก็สอนเช่นกัน  คำตอบก็คือ เราขอให้ท่านได้อ่านหนังสือที่มีชื่อว่า     “ ข้อพิสูจน์ถึงการมีอยู่จริงของพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง”  และหนังสือ “ ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดีจริงหรือ?” คำตอบจะอยู่ในหนังสือเล่มนี้   เราขอเตือนสติผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ 3 หรือ 4 อีกครั้งว่า อย่าหลงไหลไปกับความสะดวกสบายบนโลกใบนี้  จง อย่าทำให้ เงินทอง ชื่อเสียง ความมีหน้ามีตาในสังคม ความสุขทางเพศ และ อีกหลายสิ่งหลายอย่าง มาเป็นตัวเหนี่ยวรั้ง ให้คุณ ชล่าใจ อุ่นใจ อยู่ต่อไป และจงอย่าได้หลอกตัวเอง และปลอบใจตัวเอง 

 

ถ้า เราวิเคราะห์ดู เราจะพบว่า มนุษย์เรา เมื่อมนุษย์เราต้องการที่จะเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด โดยต้องการรู้เฉพาะด้าน ก็จะลงทุนลงแรง สมัครเรียน เช่น สมัครเรียนในมหาวิทยาลัย แม้ว่าจะลำบาก เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา ก็ยอมที่จะเอาตัวเองเข้าแลกกับความยากลำบากต่างๆนาๆในขณะเรียนรู้ความจริงในวิชานั้น  เพื่อที่จะทำให้ตนเองได้รู้จริงในด้านนั้นๆที่ตนเองสมัครเรียนให้ได้ เพื่อประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับ  แม้นว่าจะต้องใช้เวลาหลายปีก็ตาม  ถามว่าแล้วทำไมกลับทีเรื่องที่เป็นความเสี่ยงต่อตัวเองและไม่ใช่เสี่ยงแบบธรรมดา แต่เสี่ยงถึงขั้นหายนะ ทุกข์อย่างมหันต์  แต่ถ้าได้ประโยชน์ก็ได้อย่างคำนวนไม่ได้เช่นกัน ได้รับความสุขสบายอย่างไม่มีสุขอะไรเกิน  กลับ ไม่ลงทุน ลงแรง ยอมสละเวลา ซี่งไม่ต้องใช้เวลาพิสูจน์นานเหมือนกับที่ไปเรียนในมหาวิทยาลัยเลย บางคนเรียนปริญญาตรี ใช้เวลา 4 ปี ถ้าต่อปริญญาโทอีก 2 หรือ  3 ปี หรือ อาจจะมากกว่านั้น ก็ยังยอมทำกันได้ ทั้งๆที่ถ้าตายแล้ว วิชาที่ได้ยอมลทุ่มเท ลงแรงกาย แรงใจเรียนมาก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย แต่ความรู้ที่จะมีผลกระทบต่อตนเองโดยตรง ที่ถ้าไม่เรียนรู้ให้ได้รู้แน่ชัดว่าความจริงมันเป็นเช่นไร นั้นคือ ในเรื่อง สวรรค์ นรก เรื่องพระเจ้า ก็ จะต้องทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพที่เสี่ยงเป็นอย่างมาก แต่ทำไมกลับแกล้งทำเป็นไม่สนใจ ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว ... เพราะรักสบายใช่ไหม?... เพราะกลัวว่าจะใช้ชีวิตตามใจตนเองไม่ได้ใช่ไหม?... เพราะกลัวว่าตนเองจะต้องอยู่ในกฏระเบียบใช่ไหม?... เพราะกลัวว่าตนเองจะต้องสูญเสียผลประโยชน์ที่หล่อเลี้ยงอัตตาของตนเองอยู่ใช่ไหม?...  ถามว่า คุณทำงานในบริษัท คุณเรียนในมหาวิทยาลัย  หรือในสภาวะทางโลกอื่นๆ ไม่มีกฏระเบียบ ข้อบังคับให้คุณปฏิบัติตามอย่างนั้นหรือ?  ถามว่า คุณเป็นพนักงานในบริษัท คุณศึกษาในมหาวิทยาลัย คุณจะทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง หรือคุณต้องทำตามคำสั่ง และหน้าที่? ถามว่า คนที่เชื่อว่าสวรรค์ นรก มีจริง จะทำอะไรตามใจตนเองไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ  หรือ ต้องใช้ชีวิตในสภาพที่ตกอยู่ในความทุกข์ตลอดเวลาเลยอย่างนั้นหรือ?  เพราะ ฉะนั้นจงเอาชนะความกลัวต่างๆไปให้ได้ อย่าได้หลอกตัวเอง ปลอบใจตัวเองอีกต่อไป อย่าได้เก็บข้ออ้าง หรือ เหตุผลเอาไว้ส่วนตัวแต่คนเดียว และรู้สึกอุ่นใจอยู่กับเหตุผล หรือ ข้ออ้างนั้น ทั้งๆที่นั่นคือ ความหลอกลวงที่คุณสร้างมันขึ้นมาเพื่อใช้มันปลอบใจตัวเอง เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในแนวทางที่ 3  หรือ 4 ต่อไป

 

หมวดหมู่: