ถึงชาวคัมภีร์ที่เรียกว่าตัวเองว่าคริสต์

ถึงชาวคัมภีร์ที่เรียกว่าตัวเองว่าคริสต์ 

โดย  ชารีฟ วงศ์เสงี่ยม

 

            บ่อยครั้งด้วยกันที่เรามักได้พบว่า ภายหลังจากที่คริสต์คนหนึ่งคนใดเข้ารับอิสลามแล้ว ก็จะถูกโทรตาม หรือถูกตามตื้อ เพื่อให้กลับมาเป็นคริสต์เหมือนเดิม วิธีหนึ่งที่เราพบก็คือ คริสต์ที่ตามตื้อมักจะยกโองการต่างๆ หรือข้อความต่างๆจากคัมภีร์ไบเบิ้ลเพื่อโน้มน้าว หรือเป็นการขู่ให้เขาผู้นั้นกลับมาเป็นคริสต์เหมือนเดิม ยกตัวอย่างเช่น :

 

            กิจการ4:12 “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่   ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”

 

            ที่ยกข้อความข้างต้นของคัมภีร์ไบเบิ้ลนี้มาก็เพื่อใช้ยืนยันแก่คริสต์ผู้เข้ารับอิสลามว่า “การไปรับเชื่อรับแนวทาง หรือผู้อื่นนั้นไม่มีทางรอดได้น่ะ  ทางรอดอื่นไม่มีน่ะนอกจากจะต้องผ่านทางพระเยซูเพียงเท่านั้น  เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาไหนหรือแนวทางไหนก็จะไม่มีทางรอดให้แก่คุณ นั้นคือนรกรอคุณอยู่อย่างแน่นอน”  

                เราจะเห็นได้ว่าสาเหตุที่คริสต์ยกข้อความนี้ในไบเบิ้ลมาเพื่อพิสูจน์แก่คริสต์ผู้เข้ารับอิสลาม และเพื่อให้ผู้รับอิสลามกลับไปเป็นคริสต์เหมือนเดิมนั้นก็เพราะ ว่า คริสต์ผู้นั้นทึกทักเอาเอง ( assume) ก่อนว่าข้อความที่เขายกมาจากไบเบิ้ลนั้นเป็นสิ่งที่มาจากพระเจ้า แน่นอนว่าถ้าคัมภีร์ไบเบิ้ลเชื่อถือได้ว่าเป็นคัมภีร์ที่มาจากพระเจ้าจริง ข้อความดังกล่าวจากไบเบิ้ลย่อมเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ปัญหาที่คริสต์มักจะมีก็คือ เขาใช้หลักในการทึกทักเอาเองโดยปราศจากการพิสูจน์ว่า คัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นคัมภีร์ที่เชื่อถือได้ที่มาจากพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ เมื่อทึกทักเอาเองเช่นนี้แล้วจึงทำให้คริสต์เหล่านั้นเชื่อโดยอัตโนมัติว่า ข้อความต่างๆที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ลย่อมพูดในสิ่งที่เป็นความจริง เมื่อตัวเองเชื่อเช่นนั้นก็พยายามชวนให้ผู้อื่นเชื่อเหมือนตัวเองด้วย  การทึกทักเอาเองเช่นนี้ตามหลักวิชาการแล้วเรียกเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Begging the Question (petitio principii)  คือ สมมุติเอาเองว่า บี เป็นความจริง จึงเป็นเหตุทำให้ เอ ถูกต้องไปโดยปริยาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้องไปพิสูจน์กันก่อนว่า บีเป็นความจริงหรือไม่  ตัวอย่างดังต่อไปนี้ เป็นการสนทนาการระหว่างนาย ก. กับนาย ข.  :

ก: พระเยซูเป็นพระเจ้าอย่างแน่นอน
ข: คุณรู้ได้อย่างไร
ก: เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวเอาไว้เช่นนั้น
ข: ทำไมผมต้องเชื่อในคัมภีร์ไบเบิ้ลด้วย
ก: ก็เพราะว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้า   

            จะเห็นได้ว่า เริ่มต้นจากพระเจ้า ( ที่ทำสีน้ำเงินเอาไว้) และสุดท้ายก็กลับมาที่เดิม คือ พระเจ้า ( ที่ทำสีน้ำเงินเอาไว้)  แต่ตามหลักแล้วคุณจะต้องไปหาหลักฐานจากแหล่งอื่นที่จะมาพิสูจน์ว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้าจริง  ไม่ใช่บอกว่า “เพราะว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้า” ทั้งนี้เพราคนที่เราพูดด้วยเขายังไม่เชื่อในพระเจ้าเลย   และเขาอาจจะโต้คุณได้ว่า “ ก็ในเมื่อผมไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง   แล้วคุณจะให้ผมเชื่อได้อย่างไรว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้า” หรือเขาอาจจะโต้คุณได้ว่า “ ผมไม่เชื่อว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้า และผมก็ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง”  ถ้าถูกโต้เช่นนี้มาคุณก็ไปไหนไม่รอดแล้ว และถ้าคุณยังจะยืนกระต่ายขาเดียวอยู่ว่า “คัมภีร์ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้าน่ะ” โดยที่ยังไม่ยอมพิสูจน์ให้ดูก่อน คุณก็จะถูกมองว่าเป็นผู้ที่งมงายไร้สาระ ไร้เหตุผล เชื่อในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้   เพราะฉะนั้นที่ถูกต้องก็คือ คริสต์ทั้งหลายจะต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นมาจากพระเจ้าจริง โดยใช้วิธีพิสูจน์ที่เป็น objective นั่นคือ เป็นวิธีพิสูจน์ที่เป็นสากล เป็นรูปธรรมโดยที่ ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในศาสนาไหน ชนชาติไหนก็ สามารถรู้ได้เห็นได้ การพิสูจน์ด้วยวิธีที่เป็น subjective นั้นไม่ได้ผล ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่เป็นสากล รู้หรือสัมผัสได้เฉพาะกลุ่ม และบางทีตัวมันเองก็อาจจะต้องได้รับการพิสูจน์ก่อนอีกเช่นกันว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ เช่น การอ้างว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นคัมภีร์ที่มาจากพระเจ้าจริงโดยอ้างว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาบอก การอ้างเช่นนี้ถือว่า เป็นการพิสูจน์ที่เป็น subjective เพราะทุกคนไม่สามารถสัมผัสตรงนี้ได้ และไม่มีใครรู้ว่าคำกล่าวอ้างที่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาบอกนั้นเป็นจริงหรือเท็จ  และมุสลิมก็อาจจะโต้ได้ว่า “ ที่ลงมาบอกนั้นไม่ใช่พระวิญญาณบริสุทธิ์หรอก หากแต่เป็นซาตานที่ต้องการหลอกให้คุณหลงเชื่อเช่นนั้น” เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า วิธีการพิสูจน์ที่เป็น subjective นี้เป็นวิธีที่ไม่ได้ผลในกรณีเช่นนี้   

            ย้อนกลับไปในตอนแรกที่เราได้ยกข้อความในคัมภีร์ไบเบิ้ลมาเพื่อเป็นตัวอย่างที่บอกว่า:

กิจการ4:12 “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่   ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”

จะเห็นได้ว่าข้อความข้างต้นนี้เป็นข้อความที่มาจากคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ถูกทึกทักเอาเองโดยปราศจากการพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นมาจากพระเจ้าจริง เมื่อคริสต์ยกข้อความข้างต้นนี้มาเพื่อโน้มน้าวให้คริสต์ที่เข้ารับอิสลามกลับมาเป็นคริสต์เหมือนเดิม ในขณะเดียวกันมุสลิมก็สามารถยกข้อความจากคัมภีร์อัล-กุรอานมาได้เช่นกัน ดังต่อไปนี้:

3:85 และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน

3:19 แท้จริงศาสนา ณ อัลลอฮ์นั้นคือ อัลอิสลาม

5:3 วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้าและข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว     

 

และมุสลิมก็อ้างได้เช่นกันเหมือนกับที่คริสต์ชอบอ้าง โดยอ้างว่า “ ถ้าคุณไม่นับถือแนวทางอื่น หรือศาสนาอื่น นอกจากอิสลามแล้วคุณไม่รอดแน่นอน” หรือ มุสลิมอาจจะอ้างได้เช่นกันว่า “ พระเจ้าไม่ได้เลือกศาสนาคริสต์ให้แก่พวกท่านแต่พระเจ้าได้เลือกศาสนาอิสลามให้แก่ท่าน เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้ดื้อดึงและฝ่าฝืนพระเจ้า... จงมารับอิสลามเสียโดยดีเถิดแล้วท่านจะปลอดภัย

 

และที่ยิ่งไปกว่านั้นมุสลิมก็ยังสามารถอ้างได้ว่า “การที่คุณบอกว่าต้องเป็นคริสต์ถึงจะรอดได้เข้าสวรรค์เท่านั้น ถือว่าไม่เป็นความจริงแต่เป็นสิ่งที่พวกท่านเพ้อฝันกันไปเอง เพราะฉะนั้นเราไปเป็นคริสต์ไม่ได้หรอก เพราะ คัมภีร์อัล-กุรอานได้กล่าวเอาไว้ว่า” :

 

2:111  และพวกเขากล่าวว่า จะไม่มีใครเข้าสวรรค์เลย นอกจากผู้ที่เป็นยิวหรือเป็นคริสเตียนเท่านั้น นั่นคือความเพ้อฝันของพวกเขา จงกล่าวเถิด (มูฮัมมัด) ว่า พวกท่านจงนำหลักฐานของพวกท่านมา ถ้าพวกท่านเป็นผู้พูดจริง

 

            จะเห็นได้ว่าคริสต์ที่ชอบอ้างดั่งที่ได้กล่าวมาโดยยกข้อความในไบเบิ้ลมาอ้าง จะกล่าวอย่างไรถ้ามุสลิมอ้างเช่นนั้นบ้าง โดยยกข้อความในคัมภีร์อัล-กุรอานขึ้นมาบ้าง ... เพราะฉะนั้นเราจะต้องไปพิสูจน์กันว่า คัมภีร์เล่มไหนเชื่อถือได้มากกว่ากัน เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือไม่ รวมถึงประเด็นอื่นๆมี่เกี่ยวกับคัมภีร์

            เพราะฉะนั้น เมื่อคริสต์พยายามยกข้อความต่างๆในไบเบิ้ลมาเพื่อดึงคริสต์ที่รับอิสลามให้กลับไปเป็นคริสต์เหมือนเดิม ก็ให้เขาถามคริสต์กลับไปว่า “ จำเป็นด้วยหรือที่ผมจะต้องเชื่อข้อความในไบเบิ้ลที่คุณยกมา? ” หรือ “ แล้วทำไมผมจะต้องเชื่อข้อความในไบเบิ้ลที่คุณยกมาด้วย? ”  เมื่อเราพูดเช่นนี้ คริสต์ก็อาจจะพูดว่า “... ใช่คุณต้องเชื่อในข้อความที่ผมยกมา เพราะมันเป็นคำพูดของพระเจ้า” เช่นนี้ก็ให้เราถามกลับไปว่า “ คุณเอาอะไรมาพิสูจน์ หรือ คุณมีข้อพิสูจน์อะไรว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้า ? ... ก่อนที่จะให้ผมเชื่อผมว่าคุณพิสูจน์ให้ผมดูเสียก่อนจะดีกว่าว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลมาจากพระเจ้าจริงๆ”  หรือคริสต์อาจจะถามกลับมาบ้างว่า “ คุณไม่เชื่อว่าไบเบิ้ลมาจากพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?” ก็ให้เราตอบกลับไปว่า “ ... อยู่ดีๆคุณจะให้ผมเชื่อว่าไบเบิ้ลมาจากพระเจ้าได้อย่างไรกัน โดยที่คุณก็ยังไม่ได้พิสูจน์ให้ผมเห็นเลยว่าคัมภีร์มาจากพระเจ้าจริง?”  

            ท้ายนี้ขอฝากถึงคริสต์หลายๆท่านว่าให้พวกท่านเปิดอกเปิดจิตใจ อย่าปิดกั้นตัวเอง รวมทั้งอย่าปิดหูปิดตาผู้อื่น และขอให้ท่านอย่าหลงเชื่อในสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่มีหลักฐานข้อพิสูจน์ในสิ่งที่ตนเองเชื่ออยู่ อย่าลืมว่า ตามความเชื่อของท่านถ้าใครไม่รับคริสต์แล้ว ผู้นั้นย่อมไม่รอดแน่ นรกย่อมเป็นที่อยู่ของเขา แต่ท่านก็อย่าลืมเช่นกันว่า คัมภีร์อัล-      กุรอานก็ยืนยันเอาไว้เช่นกันว่า ใครก็ตามที่อิสลามไปถึงเขาแล้วแต่ยังดื้อดึงไม่ยอมรับอิสลาม ผู้นั้นย่อมไม่รอดอย่างแน่นอนเหมือนกัน  เพราะฉะนั้นเรามาพิสูจน์กันว่า คัมภีร์ของใครเป็นคัมภีร์ที่แท้จริงที่มาจากพระเจ้า เพื่อที่จะได้พิสูจน์ไปในตัวว่าข้อความต่างๆที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์เล่มใดเป็นข้อความที่เชื่อถือได้ และเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง  โดยใช้วิธีการพิสูจน์ที่เป็น Objective ดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ท่านก็เชื่อและเราก็เชื่อว่าสัจธรรมที่แท้จริงนั้นมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น  

ป.ล.  อย่ายึดติดกับตัวบุคคลอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนเป็นเหตุให้ตัวเองมองไม่เห็นสัจธรรม จงระวังให้ดี อย่าได้ยึดติดกับตัวบุคคลจนยกสถานะของเขาให้เทียบเทียมกับพระเจ้า คัมภีร์อัล-กุรอานได้บรรยายสภาพของยิว และคริสต์ว่า:

 

                     إِتَّخَذُوْا أَحْبَارَهُمْ وَرُهْبَانَهُمْ أَرْبَابًا مِنْ دُوْنِ اللهِ

 

“พวกเขา (ชาวยิวและชาวคริสต์) ได้ยึดเอาบรรดาผู้รู้ของพวกเขาและบาดหลวงของพวกเขา เป็นพระเจ้าที่อื่นจากอัลลอฮ์” ..

(ในซูเราะฮ์อัต-เตาบะฮ์ บทที่ 9 โองการที่ 31 )

 

ซึ่งได้รับคำอธิบายจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมว่า ความหมายโองการดังกล่าว มิได้หมายความว่าพวกเขาทำนมาซและถือศีลอดเพื่อบรรดาผู้รู้หรือบาดหลวงเหล่านั้น  แต่หมายถึงว่าพวกเขายอมฏออัต(คือเชื่อฟัง) ทุกอย่างที่ผู้รู้หรือบาทหลวงของพวกเขากล่าว นั่นแหละคือความหมายที่ว่ายึดเอาผู้รู้หรือบาดหลวงเป็นพระเจ้า ...

(จากหนังสือ “อัส-สุนัน วัลมุบตะดะอาต” หน้า  7) ...