เชค อะหฺมัด วาฮาบ ผู้จุดประกายสุนนะฮฺในเมืองไทย

เชค อะหฺมัด วาฮาบ ผู้จุดประกายสุนนะฮฺในเมืองไทย
(คัดลอกมาจาก http://the-truth-of-islamic.blogspot.com/)

----------------------

เชค อะหฺมัด วาฮาบ มะนังกะเบา ท่านเป็นชาวอินโดนีเซีย เป็นลูกของเชค อับดุลฮามิด ท่านเกิดที่เมืองมะนังกะเบาราวปี พ.ศ. 2426

ท่านเรียนปอเนาะที่เปอซันเตร็น เรียนจบชั้นสูงสุด หลังจากนั้นท่านก็เดินทางไปมักกะฮฺ เพื่อทำหัจญ์ แล้วท่านก็ศึกษาต่อที่นั่น

หลังจากศึกษาจบแล้ว ท่านก็กลับประเทศอินโดนิเซี

แต่ขณะนั้นประเทศอินโดนิเซียถูกชาวฮอลแลนด์ หรือฮอลันดา ยึดเป็นประเทศเมืองขึ้นล่าอาณานิคม ก็ร่วมต่อต้านและเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยประเทศอินโดนิเซีย ไม่ให้เป็นเมืองขึ้นของฮอลแลนด์ ท่านจึงกลับเข้าประเทศอินโดนิเซียไม่ได้ ท่านก็เลยต้องมาหลบเข้ามาอยู่ที่ประเทศไทย ในช่วงราวปี พ.ศ. 2450 ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุประมาณ 20 ปี

เชค อะหฺมัด วาฮาบ ขึ้นฝั่งที่ท่า “บางกอกด๊อก” แถวยานนาวา และท่านมาสมัครงานที่โรงงานทำไม้ขีดไฟ ซึงอยู่ซอยกัมปะนี อยู่เยื้องซอยเจริญกรุง 103 เป็นโรงงานของนายฝรั่ง ทางโรงงานรับสมัครท่านให้เป็นยามเฝ้าโรงงาน แต่ท่านก็ถูกนายฝรั่งเจ้าของโรงงานไล่ออก อันเนื่องจากท่านละหมาดในเวลาทำงาน

หลังจากนั้นท่านก็มาอาศัยอยู่ที่มัสยิด หรือสุเหร่าใหม่ถนนตก
โดยได้ช่วยงานสุเหร่าจิปาถะ ได้แก่ รับหน้าที่เป็นเด็กชงชา ชงกาแฟให้ผู้หลักผู้ใหญ่

วันหนึ่ง ขณะที่ครูคนหนึ่งกำลังสอนอัลกุรอาน ซึ่งเชคอะหมัด กำลังนอนเล่นอยู่บริเวณนั้น ก็บอกกับครูท่านนั้นว่า ที่ครูอ่านเมื่อกี้นี้ผิด ที่ถูกต้องอ่านแบบนี้

โต๊ะครูใหญ่ที่นั้นจึงได้สอบถามพูดคุยกับท่านเป็นภาษายาวี แล้วจึงทราบว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ศาสนาเป็นอย่างดี จึงส่งท่านไปเป็นครูสอนศาสนาที่บางกอกน้อย เพราะที่บางกอกน้อย คนรู้ภาษาอาหรับก็มาก แหล่งวิชาการอิสลามล้วนไปรวมที่นั่นหมด หากท่านเชคอะหมัดอยู่ที่สุเหร่าใหม่ถนนตก ท่านก็จะสื่อสารกับลูกศิษย์ไม่รู้เรื่อง

แต่เมื่อท่านได้เป็นครูสอนศาสนาที่บางกอกน้อย ก็เกิดปัญหา เพราะที่ท่านสอน บางอย่างแตกต่างจากบรรพบุรุษที่สั่งสอนกันมา เกิดความไม่พอใจของชาวบางกอกน้อยในช่วงนั้น แต่หลังจากนั้น ชาวบ้านก็เริ่มเข้าใจ ทำให้สุนนะฮฺเริ่มซึมลึกทีละนิดทีละน้อย กระทั่งชาวบางกอกน้อยเข้าใจเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายก็ยอมรับคำสอนของท่าน และสุนนะฮฺได้ขยายวงกว้างในที่สุด

เชคอะหฺมัด วาฮาบ ท่านได้เสียชีวิตในวันอังคารที่ 18 มีนาคม 2509 รวมอายุประมาณ 83 ปี มัยยิตท่านละหมาดญะนาซะฮฺที่สุเหร่าอัล-อะตี๊ก แต่นำไปฝังที่มัสญิด อันซอริซซุนนะฮฺ บางกอกน้อย

รวมระยะเวลาที่เชค อะหฺมัด วาฮาบ ต่อสู้ยืนหยัดเพื่อเผยแพร่สุนนะฮฺ ในเมืองไทย เป็นเวลาประมาณ 65-66 ปี

เชค อะหฺมัด วาฮาบ ท่านคือผู้บุกเบิก ผู้มาเปลี่ยนสังคมอดีตที่งมงายให้เป็นสังคมที่ปฏิบัติศาสนาอันบริสุทธิ์...

------------------------------------------
ส่วนเสริม...จาก...หนังสือเมืองโบราณ ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๔ ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๕ หน้า ๒๕-๓๓ (ข้อมูลไม่ได้กรอง โปรดอ่านอย่างมีวิจารณญาณ)
------------------------------------------

บางคอแหลมต้นกำเนิดของ “คณะใหม่” ในเมืองไทย

การเกิดของ “วะฮาบี” ในโลกอาหรับ

ขบวนการปฏิรูป และฟื้นฟูศาสนาอิสลามมักรู้จักกันในชื่อ “วะฮาบี” หรือ “คณะใหม่” แต่พวกเขาเรียกกลุ่มตนเองว่า “สุนะฮ์” ซึ่งมีแนวทางมุ่งนำศาสนาอิสลามกลับคืนสู่ความบริสุทธิ์ ไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของทั้งนักสอนศาสนา และนักการเมือง ทั้งยึดมั่นในคัมภีร์กุรอ่าน และฮะดีษแบบดั้งเดิม เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต ด้วยการเน้นหาความรู้ และการศึกษาศาสนา เกิดขึ้นครั้งแรกในดินแดนกำเนิดศาสนาอิสลาม คือ ฮิยาด (Hijas) หรือซาอุดิอาระเบียในปัจจุบัน โดยนักปฏิรูปและฟื้นฟูศาสนาคนแรกที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวก็คือ อิบนุตัยมิยา (พ.ศ.๑๘๐๖-๑๘๗๑) สานุศิษย์จากสำนักคิดอิหม่าม ฮัมบาลี หนึ่งในสี่สำนักคิดอิสลามที่ได้รับการยอมรับกันมาก

ต่อมา มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวาฮับ (พ.ศ. ๒๒๔๒-๒๓๓๕) ผู้ให้กำเนิดขบวนการวะฮาบี อาศัยแนวทางของอิบนุตัยมิยาเป็นแก่นในการปฏิรูปศาสนา เขาได้เผยแพร่แนวคิดดังกล่าวออกไป แต่ได้รับการต่อต้าน ถูกเนรเทศออกจากหมู่บ้าน จนไปพบกับโมฮัมหมัด อิบนุ ซาอุด ทั้งสองช่วยกันเผยแพร่แนวคิดดังกล่าว ตลอดจนต่อสู้กับอิทธิพลของผู้ปกครองต่างชาติเวลานั้น คือ พวกออตโตมานเติร์ก จนสามารถเข้ายึดครองเมกกะและมาดีนะได้ได้ทั้งหมด
คำว่า “วะฮาบี” มาจากชื่ออับดุลวาฮับ บิดาของมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวาฮับ

อย่างไรก็ตาม หลังจากอิบนุ อับดุลวาฮับ สิ้นชีวิตลง พวกออตโตมานเติร์ก ก็ยกทัพยึดอาณาจักรวะฮาบีกลับคืนมา มีการต่อสู้แย่งชิงยึดเยื้อต่อมาอีกนานนับร้อยปี

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ ด้วยความช่วยเหลือของอังกฤษ พวกวะฮาบีกับพวกซาอุดก็ยึดนครเมกกะ และนครมาดินะกลับมาได้ พวกซาอุดสามารถสถาปนารัฐ และราชวงศ์ซาอุฯ ขึ้นเหนือดินแดนฮิญาดได้สำเร็จ

นับแต่นั้นมา การเผยแพร่แนวทางวะฮาบีก็ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดิอาระเบีย ขยายตัวออกไปสู่ดินแดนตะวันออกกลาง และประเทศต่างๆ ที่มีชาวมุสลิมตั้งถิ่นฐานอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีอินโดนีเซียเป็นชาติที่มีประชากรมุสลิมจำนวนมาก

ฮะหมัด วาฮับ ต้นตำรับวาฮะบีในสยาม

อิทธิพลของการปฏิรูปศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนอินโด-มาเลย์ในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ งานเขียนของมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวาฮับ ถูกถ่ายทอดเป็นภาษาท้องถิ่นที่มินังกาเบา หรืออินโดนีเซียตะวันออกได้มีการเคลื่อนไหวตามแนวทางวะฮาบี พร้อมไปกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และทางสังคมในมินังกาเบา ซึ่งนำไปสู่สงครามทางศาสนา (Partiwar) สงครามดังกล่าวสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. ๑๘๓๗ (พ.ศ. ๒๓๘๐) โดยกลุ่มปิฏิรูปศาสนาถูกปราบโดยเจ้าอาณานิคมดัตซ์ ทำให้กลุ่มปฏิรูปอ่อนแอลง แต่ก็ยังคงดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และสามารถแผ่อิทธิพลไปทั่วสุมาตราตะวันตก

กลุ่มผู้ดำเนินการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนที่ได้รับการศึกษาจากยุโรป และตะวันออกกลาง หนึ่งในนักเคลื่อนไหวเหล่านี้คือ อับดุล อามิด ซึ่งเชื่อว่าเป็นบิดาของอะหมัด วาฮับ ผู้นำแนวทางวะฮาบีเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทย เนื่องจากอินโดนีเซียเวลานั้นเกิดวิกฤตทางการเมือง และทางศาสนา มีการจับกุมผู้นำการเคลื่อนไหว จึงทำให้อะหมัด วาฮับต้องลี้ภัยเข้ามายังสยาม ต้องเปลี่ยนชื่อนามสกุลเพื่อปิดบังอำพรางฐานะที่แท้จริ

ในระยะแรก อะหมัด วาฮับเข้ามาอาศัยอยู่ที่มัสยิดอัสสละฟียะฮ์ บางคอแหลม

มุริด ทะมะเสน นักการศาสนาอิสลามของกลุ่มวะฮาบีที่มัสยิดอัลอะติ๊กเล่าว่า อะหมัด วาฮับ เฮลียวฉลาดมาก เพียงอายุแค่ ๑๓ ปี ก็สามารถจดจำอัลกุรอานได้ทั้งหมด

เมื่อเข้ามาอยู่ในสยาม ฮะหมัด วาฮับได้ศึกษาภาษาไทย และเผยแพร่แนวคิดปฏิรูปศาสนา ในภายหลังท่านได้ย้ายไปอยู่มัสยิดหลวง หรือมัสยิดอันซอริซุนนะห์ ที่บางกอกน้อยซึ่งเป็นแหล่งรวมผู้รู้ด้านวิชาการศาสนาอิสลามเวลานั้น เนื่องจากสัปบุรุษส่วนใหญ่ของมัสยิดแห่งนี้เป็นแขกนอก มีความรู้ภาษาอาหรับอย่างดี

เมื่อมาอยู่ที่บางกอกน้อย ท่านรับหน้าที่เป็นครูสอนกุรอานให้เด็กๆ โดยสอนตามแนวทางศาสนาใหม่ ซึ่งได้รับการต่อต้านไม่เห็นด้วยในระยะต้น แต่ต่อมาเมื่อมีการตรวจสอบพบว่าสิ่งที่ท่านสอนเป็นหลักการศาสนาที่ถูกต้อง ท่านจึงได้รับความไว้วางใจ ให้เผยแพร่แนวทางใหม่อย่างเข้มข้น

มัสยิดหลวงแห่งนี้จึงกลายเป็นฐานในการเผยแพร่แนวทางวะฮายี มีการจัดตั้ง “อัล-อิศลาห” ทำหน้าที่เผยแพร่หลักการศาสนาของวะฮาบี มีการออกเอกสาร วารสารประจำที่เป็นภาษาไทย ได้รับความสนใจในหมู่ชาวมุสลิมอย่างกว้างขวาง จนแนวคิดใหม่ขยายตัวและได้รับการยอมรับในชุมชนมุสลิมแหล่งอื่นๆ เช่น ชาวมุสลิมคลองแสนแสบ แปดริ้ว หนอกจอก ทุ่งครุ ราษฎร์บูรณะ คลอง ๑๗ คลอง ๑๙ คลอง ๒๒ คลองตะเคียน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเด็กไปเรียนศาสนาที่ตะวันออกกลางและยุโรป รวมถึงส่งลูกศิษย์ไปเผยแพร่แนวทางใหม่ ตามแหล่งต่างๆ จนสามารถตั้งเป็นโรงเรียนของตนขึ้น ขณะเดียวกัน ฮะหมัด วาฮับยังจัดตั้งสมาคม “อัส-อัศละฟียะฮ์” ขึ้นที่มัสยิดอัลอะติ๊ก โดยท่านได้ย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนหลังจากแต่งงานกับรอฮีมะห์ หญิงสาวในชุมชนแห่งนี้

ท่านได้เผยแพร่ศาสนาในแนวทางสุนนะห์ของท่านอย่างต่อเนื่อง จนชาวมุสลิมรอบมัสยิดอัลอะติ๊กรับเป็แนวทางปฏิบัติมาจนปัจจุบัน

ฮะหมัด วาฮับ ถึงแช่ม พรหมยงค์

แม้อะหมัด วาฮับ จะลั้ยอยู่ในเมืองไทย แต่ก็กล่าวได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญอีกผู้หนึ่งที่เคลื่อนไหว เพื่อมุ่งปลดปล่อยอินโดนีเซียจากการเป็นอาณานิคม

เมื่ออินโดนีเซียได้รับการปลดปล่อยแล้ว ท่านถูกเชิญให้กลับบ้านเกิด แต่ท่านปฏิเสธ เนื่องจากชราภาพมากแล้ว อีกทั้งท่านยังมีครอบครัวอยู่ในเมืองไทย อย่างไรก็ดี อะหมัด วาฮับ ไม่เพียงมีบทบาทต่อการเมืองอินโดนีเซีย ท่านยังได้รับยกย่องจากนายปรีดี พนมยงค์ ให้เป็นที่ปรึกษาด้านการเมืองและศาสนา มุสลิมกลุ่ม “คณะใหม่” นี้มีบทบาทสนับสนุนทางการเมืองแก่คณะราษฎร์ โดยผู้ที่สนับสนุนและติดตามนายปรีดี พนมยงค์ ก็คือ นายแช่ม พรหมยงค์ ผู้เคยไปศึกษาด้านศาสนายังไคโร และได้นำหลักการปฏิรูปศาสนาและสังคมของ “คณะใหม่” เผยแพร่ไปทั่วในทุกจังหวัดภาคใต้ก็ว่าได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องราวซึ่งเกิดขึ้นในชุมชนมุสลิมย่านบางคอแหลม อันเป็นถิ่นที่ผู้คนหลากหลายชาติ หลากหลายศาสนาเดินทางเข้ามาตั้งรกราก และแสวงหาโอกาส รวมทั้งเป็นที่พำนักของบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงแนวคิด และแนวปฏิบัติครั้งใหญ่ของศาสนาอิสลามในสยาม